บ้านปันปัน…
ทันทีที่รถแท็กซี่จอดสนิทตรงหน้ารั้วบ้าน ปันปันก็รีบเปิดประตูลงมาเหมือนอยากหนีไปให้ไวที่สุด เธอดึงกระเป๋าสะพายขึ้นบ่า หันหลังกลับจะบอกลาคนในรถ แต่ประตูอีกฝั่งกลับเปิดออกก่อน
ศิลา ร่างสูงใหญ่ในชุดหมอสีซีด ๆ ก้าวลงมาเหมือนไม่กลัวว่าใครจะสงสัยว่าหมอหล่อ ๆ มายืนหน้าบ้านนางแบบนี่เพื่ออะไร
เขาควักแบงก์ออกมาจ่ายค่ารถแทนเธอเฉยเลย
ลุงแท็กซี่รับเงินแล้วยิ้ม “โชคดีนะหนู เดี๋ยวนี้ผัวหล่อ ๆ ใจดีหายากนะ”
ปันปันแทบสำลักอากาศตายคาที่
“ลุง ไม่ใช่ผัวค่ะ!”
ศิลาไม่ได้แก้ข่าวสักคำ แค่ยกหางคิ้วขึ้นเหมือนจงใจจะไม่ปฏิเสธด้วยซ้ำ
เมื่อแท็กซี่ขับออกไป ปันปันก็หันขวับ หรี่ตาใส่เขา
“ถามจริง…มาทำไม?”
ศิลายืนล้วงกระเป๋า ก้มหน้ามองเธอแบบนิ่ง ๆ แต่สายตากลับวาวเหมือนตั้งใจจะกวนให้เธอโกรธเล่น
“หิวข้าว”
เธอหลุดหายใจแรงหนึ่งที “แล้ว?”
“ก็มากินข้าวสิ คิดถึงฝีมือแม่เธอจะแย่”
“ศิลา!” ปันปันขึ้นเสียงทันที
“อะไร”
“ขอ สาระ หน่อย มาทำไม?”
เขานิ่งไป 0.5 วินาที…
ยิ้มมุมปากแบบหมอหล่อ ๆ ที่รู้ว่าตัวเองมีอำนาจทำร้ายหัวใจใครบางคนได้
แล้วตอบชัด ๆ ไม่อ้อมค้อม
“คิดถึง”
เสียงเขาไม่ได้ดัง แต่ดังพอจะทำให้หัวใจปันปันตกจากอกไปถึงพื้น
“คิดถึงเมียเก่า”
ศิลาพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ มือหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกมือปล่อยข้างลำตัว ใบหน้ายักคิ้วเล็กน้อย พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่แค่เห็นก็โครตจะ…น่าหงุดหงิดและน่าตบแก้มดี ๆ สักที
(แต่อยู่ดี ๆ ก็หล่อมากจนด่าไม่ลงอีก)
ปันปันแทบจะเผลอสะดุดลมตัวเอง
“ใครเมียเก่านายไม่ทราบ พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย”
เธอจ้องตาเขาเหมือนจะฆ่าคน แต่ปลายหูแดงเต้นตุบ ๆ เหมือนจะยอมรับไปแล้วครึ่งนึง
ยังไม่ทันที่ศิลาจะได้กวนต่อ เสียงอบอุ่นของผู้เป็นแม่ก็ดังขึ้นจากด้านในบ้าน
“ปันปัน มาถึงแล้วทำไมยังไม่เข้าบ้าน ยุงมันเยอะนะลูก!”
แม่ของปันปันเดินเข้ามาพร้อมมือที่เอื้อมไปจะเปิดประตูรั้ว แต่พอแม่หมุนมาทางขวา…ก็ดันเจอร่างของศิลาเต็ม ๆ
แววตาแม่วาบสว่างทันที เหมือนเห็นคนที่หายไปจากบ้านนานเป็นชาติ
“ศิลาหรอลูก?”
ศิลาโค้งหัวนิด ๆ อย่างสุภาพ “ครับ”
“ตายจริง หายหน้าหายตาไปเลย ไปอยู่ไหนมา—”
“จะคุยกันอีกนานไหมคะแม่” ปันปันพูดขัดทันที น้ำเสียงปนรำคาญแต่แก้มขึ้นสี
“ถ้านาน งั้นขอเข้าบ้านก่อน”
ศิลาเหลือบมองเธอแล้วยิ้มบาง ๆ …ยิ้มแบบที่เหมือนจะพูดว่า อายแม่ตัวเองอยู่ใช่ไหมล่ะ
ปันปันไม่แม้แต่จะหยุดฟังบทสนทนาของแม่ตัวเองด้วยซ้ำ
เธอเดินแทรกตัวผ่านประตูรั้วไปแบบไม่สนใจใครรอบข้างแม้แต่นิดเดียว ราวกับจะหนีจากสถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนนี้ให้เร็วที่สุด
แม่ของปันปันที่โดนลูกสาวเดินชนไหล่เบา ๆ ก็ถอนหายใจอย่างหมั่นไส้
มือเรียวฟาดไปที่แขนของลูก “ไอเด็กนี่นิ!”
น้ำเสียงบ่น แต่แววตากลับเอ็นดูจนเก็บแทบไม่มิด หลังจากบ่นลูกจบ คุณแม่ก็หันกลับมายังศิลา
คราวนี้ใบหน้าทั้งใบเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานเหมือนเปิดโหมดต้อนรับลูกเขยเก่า แต่เหมือนยังไม่อยากให้เป็นอดีต
“ศิลา เข้าบ้านก่อนลูก”
น้ำเสียงอ่อนโยนจนปันปันที่เดินห่างไปสิบก้าวยังรู้สึกได้ถึงความลำเอียง
“กินข้าวมายัง? วันนี้แม่ทำกับข้าวไว้เยอะเลยนะ… เดี๋ยวอยู่กินด้วยกันก่อนนะลูก”
ศิลาไหว้ผู้ใหญ่เรียบร้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นยิ้มเคารพตามแบบคนสุภาพ แต่แววตาแอบมุมปากยกขึ้นอย่างพอใจเล็ก ๆ
เหมือนจับได้ว่ามีพันธมิตรฝั่งแม่คอยเชียร์เต็มที่
“ดีเลยครับ ผมหิวอยู่พอดีครับ”
น้ำเสียงเรียบ สุภาพ แต่แฝงความสบายใจจนเห็นได้ชัด
คุณแม่ยิ้มกว้างกว่าเดิม “ดี ๆ งั้นเข้ามาเลยลูก เดี๋ยวแม่อุ่นกับข้าวให้”
ประตูรั้วค่อย ๆ ปิดลงตามหลังเขา เหลือเพียงแผ่นหลังของศิลาเดินตามแม่ของปันปันเข้าไปในบ้าน…อย่างกับเดินเข้าบ้านตัวเองไม่มีผิด
ทันทีที่ศิลาเดินเข้ามาในตัวบ้าน
ความรู้สึกแรกที่พุ่งเข้ามาคือ… หรูขึ้นกว่าเดิมเยอะ แต่ยังอบอุ่นเหมือนเดิมเป๊ะ
พื้นกระเบื้องลายหินอ่อนสีอ่อนสะอาดตา
โซฟาขนาดใหญ่ผ้ากำมะหยี่สีครีมถูกจัดไว้อย่างมีระเบียบ
ผนังด้านหนึ่งเต็มไปด้วยกรอบรูปครอบครัว รูปปันปันสมัยเด็ก รูปไปเที่ยวต่างจังหวัด รูปถ่ายตอนรับปริญญาวัยเด็ก
ไฟวอร์มไลท์ส่องทั่วห้องทำให้บ้านดูนุ่มละมุนขึ้นอีกเท่าตัว
กลิ่นหอมจาง ๆ ของเครื่องกระจายกลิ่นลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ที่เขาเคยได้กลิ่นจนชินเมื่อหลายปีก่อน
“เดี๋ยวนั่งรอก่อนนะลูก แม่ไปอุ่นกับข้าวก่อนนะ”
แม่ปันปันพูดด้วยน้ำเสียงใจดี ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวหรูแบบเปิดที่มีท็อปเคาน์เตอร์หินสีขาวสวยสะอาด
ศิลายืนอยู่กลางห้องครู่หนึ่ง ดวงตากวาดมองทุกมุมอย่างช้า ๆ
เฟอร์นิเจอร์ใหม่ขึ้น
ห้องดูสว่างขึ้น
แต่ความรู้สึก…ยังคงเหมือนวันเก่า
เขายกมือขึ้นแตะแผ่นหลังโซฟาเบา ๆ เหมือนกำลังแตะความทรงจำสักอย่างที่เพิ่งฟื้นกลับมา
“ยังเหมือนเดิมเลย…”
เสียงพึมพำแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากปากของเขา ความอบอุ่นแบบเดิม ๆ ที่หายไปนานสามปี…
กลับทำให้หัวใจเขาเจ็บหน่วงขึ้นมาอย่างประหลาด
ไม่นานเสียง ตึง! ตึง! ตึง! ดังลงมาจากชั้นสอง
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าคนวิ่งลงบันไดรัว ๆ
ปันปันที่โผล่หน้าออกมาในเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น รีบวิ่งกระโดดข้ามขั้นสุดท้ายของบันไดลงมา
ก่อนจะชะงักกึกเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงที่ยืนอยู่กลางห้องรับแขก
ศิลายืนพิงเคาน์เตอร์หินอ่อน มองเธอด้วยสีหน้าเหมือนตั้งใจรออยู่แล้ว
ปันปันขมวดคิ้วทันที
“แม่ปล่อยให้เข้าบ้านด้วยไง?”
ศิลาไหวไหล่เบา ๆ
“ไม่มั่ง… ก็เห็นยืนอยู่”
ปันปันมองบนทันที
“แล้วเข้ามาทำไม ไม่มีบ้านให้กลับหรือไง”
รอยยิ้มมุมปากของศิลาผุดขึ้นทันที นิสัยเดิมชัด ๆ กวนตีนไม่เคยหาย
“ก็อยากเข้า” เขาพูดเรียบ ๆ ก่อนขยับมายืนใกล้เธอขึ้นหนึ่งก้าว
“อีกอย่าง แม่ยาย เป็นคนชวนฉันเข้ามาเอง… จะปฏิเสธผู้ใหญ่มันก็ดูน่าเกียจ”
ปันปันชะงักไปหนึ่งวิ แก้มขึ้นสีจาง ๆ แต่พอได้สติ เธอก็ชี้หน้านางทันที
“ใครแม่ยาย! หุบปากเลยศิลา!”
เขากลับยิ้มกว้างกว่าเดิมอีก
“อ้าว ก็เคยเป็นนี่… จะให้เรียกใหม่ว่าอะไรล่ะ แม่ยายของเมียเก่า?”
“ไอ้—ศิ—ลา—!!!”
“ปันปัน! หยุดหาเรื่องศิลาได้แล้ว มาช่วยแม่ยกกับข้าวไปที่โต๊ะหน่อย!”
เสียงแม่ของปันปันตะโกนออกมาจากครัวอย่างรู้ทันลูกสาว
ปันปันสะดุ้งนิด ๆ ก่อนจะหันขวับไปตะโกนตอบ
“ค่าแม่! เดี๋ยวไป!”
แล้วก็หันกลับมามองศิลาอีกที… แบบค้อนเฉียดหน้า
“นี่ก็ด้วย ยิ้มอะไร กวนประสาท”
ศิลาแค่ยักคิ้วใส่
“ไม่ได้ยิ้มให้นะ ยิ้มให้ตัวบ้าน… ชอบบรรยากาศอบอุ่นดี”
“ปากดี!” ปันปันบ่นเบา ๆ ก่อนจะเดินกระแทกเท้าไปทางครัว
ศิลาเดินตามไปช้า ๆ มองแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเธอที่ยังโวยไม่เลิก
เหมือนภาพซ้อนของเมื่อหลายปีก่อนที่เคยเดินประกบกันแบบนี้ไม่มีผิด
แม่ของปันปันกำลังตักแกงลงถ้วยอยู่ พอเห็นทั้งคู่เดินเข้ามาพร้อมกันก็ยิ้มหวานจนแก้มยก
“พอดีเลยลูกศิลา มาช่วยปันปันยกแกงไปโต๊ะให้แม่หน่อยนะ”
“ครับผม”
เขารับถ้วยแกงด้วยท่าทีเรียบร้อยจนปันปันแอบมองบน นาทีเดียวของศิลานับว่ามีหลายเวอร์ชั่นเหลือเกิน
“แม่!” ปันปันกระซิบเสียงต่ำ “อย่าไปใช้เขานะ เขาไม่ได้เป็น…”
แม่ขัดทันที
“แม่รู้จ้ะว่าไม่ใช่ลูกเขยแล้ว แต่ช่วยแม่สักนิดจะเป็นอะไรไปล่ะ”
ศิลาได้ยินเต็มสองหู แต่ทำเป็นเดินไปจัดโต๊ะนิ่ง ๆ ริมฝีปากยังคงยกยิ้มบาง ๆ แบบคนเจ้าเล่ห์ที่รู้ว่าเธอกำลังเขินระดับ 10
ปันปันกัดปากแน่น
“แม่!!”