“คิดถึง…เมียเก่าา”

1493 Words
บ้านปันปัน… ทันทีที่รถแท็กซี่จอดสนิทตรงหน้ารั้วบ้าน ปันปันก็รีบเปิดประตูลงมาเหมือนอยากหนีไปให้ไวที่สุด เธอดึงกระเป๋าสะพายขึ้นบ่า หันหลังกลับจะบอกลาคนในรถ แต่ประตูอีกฝั่งกลับเปิดออกก่อน ศิลา ร่างสูงใหญ่ในชุดหมอสีซีด ๆ ก้าวลงมาเหมือนไม่กลัวว่าใครจะสงสัยว่าหมอหล่อ ๆ มายืนหน้าบ้านนางแบบนี่เพื่ออะไร เขาควักแบงก์ออกมาจ่ายค่ารถแทนเธอเฉยเลย ลุงแท็กซี่รับเงินแล้วยิ้ม “โชคดีนะหนู เดี๋ยวนี้ผัวหล่อ ๆ ใจดีหายากนะ” ปันปันแทบสำลักอากาศตายคาที่ “ลุง ไม่ใช่ผัวค่ะ!” ศิลาไม่ได้แก้ข่าวสักคำ แค่ยกหางคิ้วขึ้นเหมือนจงใจจะไม่ปฏิเสธด้วยซ้ำ เมื่อแท็กซี่ขับออกไป ปันปันก็หันขวับ หรี่ตาใส่เขา “ถามจริง…มาทำไม?” ศิลายืนล้วงกระเป๋า ก้มหน้ามองเธอแบบนิ่ง ๆ แต่สายตากลับวาวเหมือนตั้งใจจะกวนให้เธอโกรธเล่น “หิวข้าว” เธอหลุดหายใจแรงหนึ่งที “แล้ว?” “ก็มากินข้าวสิ คิดถึงฝีมือแม่เธอจะแย่” “ศิลา!” ปันปันขึ้นเสียงทันที “อะไร” “ขอ สาระ หน่อย มาทำไม?” เขานิ่งไป 0.5 วินาที… ยิ้มมุมปากแบบหมอหล่อ ๆ ที่รู้ว่าตัวเองมีอำนาจทำร้ายหัวใจใครบางคนได้ แล้วตอบชัด ๆ ไม่อ้อมค้อม “คิดถึง” เสียงเขาไม่ได้ดัง แต่ดังพอจะทำให้หัวใจปันปันตกจากอกไปถึงพื้น “คิดถึงเมียเก่า” ศิลาพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ มือหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกมือปล่อยข้างลำตัว ใบหน้ายักคิ้วเล็กน้อย พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่แค่เห็นก็โครตจะ…น่าหงุดหงิดและน่าตบแก้มดี ๆ สักที (แต่อยู่ดี ๆ ก็หล่อมากจนด่าไม่ลงอีก) ปันปันแทบจะเผลอสะดุดลมตัวเอง “ใครเมียเก่านายไม่ทราบ พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย” เธอจ้องตาเขาเหมือนจะฆ่าคน แต่ปลายหูแดงเต้นตุบ ๆ เหมือนจะยอมรับไปแล้วครึ่งนึง ยังไม่ทันที่ศิลาจะได้กวนต่อ เสียงอบอุ่นของผู้เป็นแม่ก็ดังขึ้นจากด้านในบ้าน “ปันปัน มาถึงแล้วทำไมยังไม่เข้าบ้าน ยุงมันเยอะนะลูก!” แม่ของปันปันเดินเข้ามาพร้อมมือที่เอื้อมไปจะเปิดประตูรั้ว แต่พอแม่หมุนมาทางขวา…ก็ดันเจอร่างของศิลาเต็ม ๆ แววตาแม่วาบสว่างทันที เหมือนเห็นคนที่หายไปจากบ้านนานเป็นชาติ “ศิลาหรอลูก?” ศิลาโค้งหัวนิด ๆ อย่างสุภาพ “ครับ” “ตายจริง หายหน้าหายตาไปเลย ไปอยู่ไหนมา—” “จะคุยกันอีกนานไหมคะแม่” ปันปันพูดขัดทันที น้ำเสียงปนรำคาญแต่แก้มขึ้นสี “ถ้านาน งั้นขอเข้าบ้านก่อน” ศิลาเหลือบมองเธอแล้วยิ้มบาง ๆ …ยิ้มแบบที่เหมือนจะพูดว่า อายแม่ตัวเองอยู่ใช่ไหมล่ะ ปันปันไม่แม้แต่จะหยุดฟังบทสนทนาของแม่ตัวเองด้วยซ้ำ เธอเดินแทรกตัวผ่านประตูรั้วไปแบบไม่สนใจใครรอบข้างแม้แต่นิดเดียว ราวกับจะหนีจากสถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนนี้ให้เร็วที่สุด แม่ของปันปันที่โดนลูกสาวเดินชนไหล่เบา ๆ ก็ถอนหายใจอย่างหมั่นไส้ มือเรียวฟาดไปที่แขนของลูก “ไอเด็กนี่นิ!” น้ำเสียงบ่น แต่แววตากลับเอ็นดูจนเก็บแทบไม่มิด หลังจากบ่นลูกจบ คุณแม่ก็หันกลับมายังศิลา คราวนี้ใบหน้าทั้งใบเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานเหมือนเปิดโหมดต้อนรับลูกเขยเก่า แต่เหมือนยังไม่อยากให้เป็นอดีต “ศิลา เข้าบ้านก่อนลูก” น้ำเสียงอ่อนโยนจนปันปันที่เดินห่างไปสิบก้าวยังรู้สึกได้ถึงความลำเอียง “กินข้าวมายัง? วันนี้แม่ทำกับข้าวไว้เยอะเลยนะ… เดี๋ยวอยู่กินด้วยกันก่อนนะลูก” ศิลาไหว้ผู้ใหญ่เรียบร้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นยิ้มเคารพตามแบบคนสุภาพ แต่แววตาแอบมุมปากยกขึ้นอย่างพอใจเล็ก ๆ เหมือนจับได้ว่ามีพันธมิตรฝั่งแม่คอยเชียร์เต็มที่ “ดีเลยครับ ผมหิวอยู่พอดีครับ” น้ำเสียงเรียบ สุภาพ แต่แฝงความสบายใจจนเห็นได้ชัด คุณแม่ยิ้มกว้างกว่าเดิม “ดี ๆ งั้นเข้ามาเลยลูก เดี๋ยวแม่อุ่นกับข้าวให้” ประตูรั้วค่อย ๆ ปิดลงตามหลังเขา เหลือเพียงแผ่นหลังของศิลาเดินตามแม่ของปันปันเข้าไปในบ้าน…อย่างกับเดินเข้าบ้านตัวเองไม่มีผิด ทันทีที่ศิลาเดินเข้ามาในตัวบ้าน ความรู้สึกแรกที่พุ่งเข้ามาคือ… หรูขึ้นกว่าเดิมเยอะ แต่ยังอบอุ่นเหมือนเดิมเป๊ะ พื้นกระเบื้องลายหินอ่อนสีอ่อนสะอาดตา โซฟาขนาดใหญ่ผ้ากำมะหยี่สีครีมถูกจัดไว้อย่างมีระเบียบ ผนังด้านหนึ่งเต็มไปด้วยกรอบรูปครอบครัว รูปปันปันสมัยเด็ก รูปไปเที่ยวต่างจังหวัด รูปถ่ายตอนรับปริญญาวัยเด็ก ไฟวอร์มไลท์ส่องทั่วห้องทำให้บ้านดูนุ่มละมุนขึ้นอีกเท่าตัว กลิ่นหอมจาง ๆ ของเครื่องกระจายกลิ่นลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ที่เขาเคยได้กลิ่นจนชินเมื่อหลายปีก่อน “เดี๋ยวนั่งรอก่อนนะลูก แม่ไปอุ่นกับข้าวก่อนนะ” แม่ปันปันพูดด้วยน้ำเสียงใจดี ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวหรูแบบเปิดที่มีท็อปเคาน์เตอร์หินสีขาวสวยสะอาด ศิลายืนอยู่กลางห้องครู่หนึ่ง ดวงตากวาดมองทุกมุมอย่างช้า ๆ เฟอร์นิเจอร์ใหม่ขึ้น ห้องดูสว่างขึ้น แต่ความรู้สึก…ยังคงเหมือนวันเก่า เขายกมือขึ้นแตะแผ่นหลังโซฟาเบา ๆ เหมือนกำลังแตะความทรงจำสักอย่างที่เพิ่งฟื้นกลับมา “ยังเหมือนเดิมเลย…” เสียงพึมพำแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากปากของเขา ความอบอุ่นแบบเดิม ๆ ที่หายไปนานสามปี… กลับทำให้หัวใจเขาเจ็บหน่วงขึ้นมาอย่างประหลาด ไม่นานเสียง ตึง! ตึง! ตึง! ดังลงมาจากชั้นสอง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าคนวิ่งลงบันไดรัว ๆ ปันปันที่โผล่หน้าออกมาในเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น รีบวิ่งกระโดดข้ามขั้นสุดท้ายของบันไดลงมา ก่อนจะชะงักกึกเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงที่ยืนอยู่กลางห้องรับแขก ศิลายืนพิงเคาน์เตอร์หินอ่อน มองเธอด้วยสีหน้าเหมือนตั้งใจรออยู่แล้ว ปันปันขมวดคิ้วทันที “แม่ปล่อยให้เข้าบ้านด้วยไง?” ศิลาไหวไหล่เบา ๆ “ไม่มั่ง… ก็เห็นยืนอยู่” ปันปันมองบนทันที “แล้วเข้ามาทำไม ไม่มีบ้านให้กลับหรือไง” รอยยิ้มมุมปากของศิลาผุดขึ้นทันที นิสัยเดิมชัด ๆ กวนตีนไม่เคยหาย “ก็อยากเข้า” เขาพูดเรียบ ๆ ก่อนขยับมายืนใกล้เธอขึ้นหนึ่งก้าว “อีกอย่าง แม่ยาย เป็นคนชวนฉันเข้ามาเอง… จะปฏิเสธผู้ใหญ่มันก็ดูน่าเกียจ” ปันปันชะงักไปหนึ่งวิ แก้มขึ้นสีจาง ๆ แต่พอได้สติ เธอก็ชี้หน้านางทันที “ใครแม่ยาย! หุบปากเลยศิลา!” เขากลับยิ้มกว้างกว่าเดิมอีก “อ้าว ก็เคยเป็นนี่… จะให้เรียกใหม่ว่าอะไรล่ะ แม่ยายของเมียเก่า?” “ไอ้—ศิ—ลา—!!!” “ปันปัน! หยุดหาเรื่องศิลาได้แล้ว มาช่วยแม่ยกกับข้าวไปที่โต๊ะหน่อย!” เสียงแม่ของปันปันตะโกนออกมาจากครัวอย่างรู้ทันลูกสาว ปันปันสะดุ้งนิด ๆ ก่อนจะหันขวับไปตะโกนตอบ “ค่าแม่! เดี๋ยวไป!” แล้วก็หันกลับมามองศิลาอีกที… แบบค้อนเฉียดหน้า “นี่ก็ด้วย ยิ้มอะไร กวนประสาท” ศิลาแค่ยักคิ้วใส่ “ไม่ได้ยิ้มให้นะ ยิ้มให้ตัวบ้าน… ชอบบรรยากาศอบอุ่นดี” “ปากดี!” ปันปันบ่นเบา ๆ ก่อนจะเดินกระแทกเท้าไปทางครัว ศิลาเดินตามไปช้า ๆ มองแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเธอที่ยังโวยไม่เลิก เหมือนภาพซ้อนของเมื่อหลายปีก่อนที่เคยเดินประกบกันแบบนี้ไม่มีผิด แม่ของปันปันกำลังตักแกงลงถ้วยอยู่ พอเห็นทั้งคู่เดินเข้ามาพร้อมกันก็ยิ้มหวานจนแก้มยก “พอดีเลยลูกศิลา มาช่วยปันปันยกแกงไปโต๊ะให้แม่หน่อยนะ” “ครับผม” เขารับถ้วยแกงด้วยท่าทีเรียบร้อยจนปันปันแอบมองบน นาทีเดียวของศิลานับว่ามีหลายเวอร์ชั่นเหลือเกิน “แม่!” ปันปันกระซิบเสียงต่ำ “อย่าไปใช้เขานะ เขาไม่ได้เป็น…” แม่ขัดทันที “แม่รู้จ้ะว่าไม่ใช่ลูกเขยแล้ว แต่ช่วยแม่สักนิดจะเป็นอะไรไปล่ะ” ศิลาได้ยินเต็มสองหู แต่ทำเป็นเดินไปจัดโต๊ะนิ่ง ๆ ริมฝีปากยังคงยกยิ้มบาง ๆ แบบคนเจ้าเล่ห์ที่รู้ว่าเธอกำลังเขินระดับ 10 ปันปันกัดปากแน่น “แม่!!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD