ตอนที่ 1/1 ดวงตก

1681 Words
ต้นหยง | part แท็กซี่คันคุ้นตาของลุงประพจน์จอดเทียบหน้าบ้าน ฉันลงไปเปิดประตูรถให้ยายก่อนจะค่อยๆ พยุงท่านเข้ามานั่งพักด้านใน แม่และน้องชายที่เห็นว่าพวกเรากลับมาจากโรงพยาบาลแล้วต่างกุลีกุจอเข้ามาช่วยขนของ “เป็นยังไงบ้างจ๊ะแม่ หมอว่ายังไงบ้าง” แม่ถามไถ่การของยายอย่างเป็นห่วงเป็นใย ตอนที่ยายต้องแอดมิทนอนโรงพยาบาล ช่วงกลางวันไม่มีคนคอยเฝ้าเพราะแม่ต้องทำงาน ส่วนฉันและน้องชายไปโรงเรียนเพราะช่วงนี้ใกล้ปิดเทอมแล้ว ฉันที่พอมีเงินอยู่บ้างจึงจ้างคนรู้จักที่สนิทกันในซอยบ้านเราให้มาดูแลยาย ส่วนกลางคืนฉันขอเป็นคนเฝ้าเอง ยายมีโรคประจำตัวหลายอย่าง โรคที่คนแก่ชอบเป็นกันนั่นแหละ เข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ก็เพราะความดันต่ำจนเป็นลมหมดสติ ค่ารักษาอื่นๆ ก็ตามมาด้วย ที่ฉันพึ่งบอกไปว่าพอมีเงินอยู่บ้าง จริงๆ แล้วจำนวนเงินเยอะใช้ได้เลยล่ะ แค่มันไม่ใช่เงินของฉันนี่สิ ย้อนไปเมื่อหลายวันก่อน ฉันปวดท้องหนักมากจนต้องวิ่งจู๊ดๆ หาห้องน้ำ ไม่รู้เป็นความบังเอิญ โชคชะตากลั่นแกล้ง หรือเพราะเป็นคนดวงซวยอยู่แล้ว ฉันจึงได้เจอกับเหตุการณ์คนทะเลาะชกต่อยกันในห้องน้ำ ไอ้เราพยายามทำตัวให้เงียบที่สุดเพราะไม่อยากมีเอี่ยวด้วย แต่เพราะท้องไส้ไม่ดีทำให้กลั้นตดไว้ไม่อยู่ เสียงผายลมดังระเบิดระเบ้อของฉันทำให้คนข้างนอกรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตหลบด้านใน พอฉันออกมาก็เจอหน้าเขา เจอเสียงขู่ของเขา และลำดับสุดท้ายก็คือเจอกระเป๋าตังค์ของเขา ใช่แล้วล่ะ เงินจำนวนมากมายที่ฉันใช้จ้างคนเฝ้าไข้ ใช้จ่ายค่ารักษาของยาย จ่ายค่ายืนยันสิทธิ์เรียนต่อมหาลัย จ่ายค่าเทอมให้น้อง รวมไปถึงอีกสารพัดค่าใช้จ่ายเยอะแยะบานตะไท ก็คือเงินของผู้ชายหน้าโหดคนนั้น รวมไปถึงจ่ายหนี้ของแม่ที่เคยกู้นอกระบบไว้ด้วย ฉันใช้เงินที่ได้มาจากการขโมย จะว่าโล่งใจก็ถูกที่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทยอยปิดจบได้อย่างสวยงาม แต่ทุกครั้งที่ฉันใช้เงินของเขา ความรู้สึกผิดประท้วงตึงตังอยู่ในใจเสมอ ถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่อยากเอาของเขามาหน้าด้านๆ แบบนี้หรอกนะ แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อบ้านฉันจน ทุกคนกำลังเดือดร้อนลำบาก ปัญหาชีวิตก็รุมเร้าสารพัดทั้งที่ฉันพึ่งจะอายุสิบเก้าเอง! ไม่ต้องแปลกใจไป ฉันอยู่มัธยมปลายปีสุดท้ายแต่ที่อายุสิบเก้าก็เพราะเกิดหัวปียังไงล่ะ แม่กับยายคุยกันต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะให้ฉันพายายเข้าไปนอนพักผ่อนในห้อง ส่วนแม่ก็หันไปจัดการกับข้าวของที่ขนกลับมาจากโรงพยาบาล “อะ พี่ซื้อมาฝาก” “อะไรเหรอ” “แกะดูสิ” น้องชายรับถุงกระดาษจากมือฉันก่อนจะหยิบเอากล่องที่อยู่ในด้านมาดู เมื่อเห็นว่าเป็นโมเดลรถแข่งที่อยากได้ก็ยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้น “เป็นไงชอบมั้ย” “ชอบมากกก แต่มันแพงนะ พี่เอาเงินที่ซื้อให้เค้าเนี่ย” น้องชายซักไซ้ฉันต่อ ต้นไผ่กับฉันเป็นพี่น้องแม่เดียวแต่คนล่ะพ่อ ซึ่งพ่อของเราสองคนต่างห่างหายตายจากตั้งแต่ยังเล็กกันทั้งนั้น มีแค่แม่และยายที่เลี้ยงดูเรามาจนโตขนาดนี้ ต้นไผ่ใกล้อายุครบสิบขวบแล้วล่ะ ใครๆ ก็บอกว่าน้องโตเป็นหนุ่มแล้ว แต่ในสายตาฉันน้องยังคงสตัฟฟ์ไว้ที่สามขวบเสมอ “เอาน่า พี่มีเงินซื้อให้เราก็แล้วกัน เล่นดีๆ ล่ะ อย่ารีบทำพังซะก่อน บอกเลยว่าไม่มีเงินซื้อใหม่ให้แล้วนะ” ฉันเลี่ยงไม่ตอบคำถามต้นไผ่ ตั้งแต่ที่ฉันออกตัวเป็นคนจ่ายค่านู่นนี่นั่นในบ้าน แม่กับยายก็สงสัยว่าฉันหาเงินจากไหน ด้วยความไม่อยากให้พวกท่านไม่สบายใจและผิดหวังในตัวฉันที่ขโมยเงินคนอื่นเขา ฉันจึงโกหกไปว่าเงินที่ได้มาคือเงินที่ขอเบิกล่วงหน้ากับพี่เจ้าของร้านที่จะไปทำงานพาร์ทไทม์เร็วๆ นี้ แม่กับยายอาจยังไม่เชื่อเต็มร้อยนะแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่ถามอะไรฉันอีก Rrrr เสียงมือถือดังขึ้นหลังจากที่พึ่งอาบน้ำเสร็จ คนที่โทรเข้าหาเบอร์ฉันได้มีแค่ไม่กี่คน เพราะฉันไม่ได้ให้ช่องทางติดต่อกับใครง่ายๆ เห็ดน้อยคอยรัก อ่านชื่อมันที่เซฟไว้ทีไรเป็นต้องหลุดยิ้มทุกที ฉันกดรับสายเห็ดพร้อมๆ กับนั่งจ่อพัดผมเพื่อเป่าผมให้แห้งเร็วๆ “มีไรค้าเพื่อนสาว” (หยงยังอยู่โรงบาลปะ) “พึ่งออกเมื่อตอนเย็นเองแก มีอะไรเหรอ” (ไปกินชาบูกัน) “ชาบูอีกแล้ว ในชีวิตนี้แกกินอย่างอื่นไม่เป็นเลยรึไง” (ง่า ก็คนมันชอบนี่นา แกไปนะ นะๆ ..ฉันเลี้ยงเอง) เห็ดมักยื่นข้อเสนอแบบนี้กับฉันเป็นประจำ บางทีฉันก็รับไว้ บางทีก็โดนยัดเยียดให้ หรือบางทีก็ปฏิเสธเพราะฉันพอมีอยู่บ้าง อย่างเช่นในตอนนี้ไงล่ะ “ไปก็ได้ แต่แกไม่ต้องเลี้ยงฉันหรอก” (ได้เลยค้าบ เจอกันร้านเดิมนะแก หรือว่าฉันไปรับแกดี) “คุณหนูเห็ดช่วยหยุดค่ะ หยุดเดี๋ยวนี้ ฉันไปเองได้หรอกน่า เจอกันที่ร้านเลย” ฉันต้องรีบเบรกยัยตัวดีไว้ก่อนที่เธอจะสั่งคนขับรถให้มารับฉันถึงหน้าบ้าน เห็ดน่ะเป็นลูกคุณหนูบ้านรวย พ่อแม่มีฐานะเงินทองมากมายผิดกับฉันคนนี้ลิบลับ “แม่ขา หนูขอออกไปกินชาบูกับเห็ดนะ” ฉันเข้าไปอ้อนแม่ที่กำลังเตรียมวัตถุดิบทำขนมในวันรุ่งขึ้น ที่บ้านฉันเป็นแม่ค้าตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ถึงแม้แม่จะแตกต่างจากคนอื่นตรงที่ช่วงเช้าจะรับงานทำความสะอาดตามบ้าน แล้วแต่ว่าใครจะจ้าง หากเมื่อเลยไปจนถึงช่วงบ่ายก็จะรีบมาช่วยยายทำขนมหวานขายในตลาดซึ่งเป็นอาชีพที่อยู่คู่ตระกูลเรามาช้านาน ช่วงที่ยายต้องเข้าโรงพยาบาล แม่จึงพักงานขายขนมไปก่อน และจะเริ่มขายใหม่วันพรุ่งนี้นี่แหละ ฉันน่ะช๊อบชอบขนมหวานฝีมือยายที่สุด โดยเฉพาะทับทิมกรอบ ของโปรดตลอดกาลของฉันเลยล่ะ “มีเงินรึเปล่าลูก ชาบูมันเท่าไรล่ะ” แม่พูดพร้อมกับหยิบกระเป๋าตังค์เพื่อจะเอาเงินให้ฉัน “ไม่ต้องหรอกแม่ หนูพอมีอยู่” “มันจะพอใช่มั้ย หนูเอาของแม่ไปก็ได้นะลูก” “ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ แม่เก็บไว้เถอะ” ฉันดันกระเป๋าตังค์คืนท่าน “ก็ได้ งั้นอย่ากลับดึกนะลูก แม่เป็นห่วง” “รับทราบค่ะ หนูไปก่อนนะ” ฉันหอมแก้มแม่ซ้ายขวาก่อนจะสะพายกระเป๋าผ้าใบเก่งเดินต้อยๆ ออกจากบ้าน ร้านที่เห็ดนัดไว้อยู่ไม่ไกลจากซอยบ้านฉันมากนัก ฉันตั้งใจว่าจะเดินไปเรียกพี่วินที่หน้าปากซอยนี่แหละ ระหว่างที่กำลังเดินฮัมเพลงอย่างสบายใจ สายตามองป้ายไวนิลแผ่นนั้นแผ่นนี้ เสียงรถตู้ที่ขับมาด้วยความเร็วค่อยๆ ดริฟต์จอดข้างๆ ฉัน นี่ถ้าเกิดเดินทะเลอะทะล่าไม่ได้อยู่บนฟุตบาทในตอนนี้ ฉันคงโดนสอยไปแล้ว แต่ยังไม่ทันหายตกอกตกใจ ชายฉกรรจ์หน้าโฉดสองคนลงจากรถมาอุ้มตัวฉันไปทันที ย้ำว่าอุ้ม! อุ้มง่ายมาก ประหนึ่งฉันเป็นตุ๊กตาอย่างไรอย่างนั้น “นะ…นี่พวกแกจับฉันมาทำไม” ซึ่งบนรถไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ชายชุดดำสองคนที่จับฉันมาสักหน่อย มองไปข้างหน้าและมองไปข้างหลัง อื้อหือ เต็มคันรถเลยล่ะ “กรี๊ดดดด! แก๊งลักเด็ก” ฉันเปล่งเสียงร้องดังลั่นรถจนพวกเขายกมืออุดหูแทบไม่ทัน หนึ่งในนั้นเอ่ยออกมาว่า “โอ้ย! เสียงหยั่งกะนกหวีด มึงแปะยาสลบดิ” และใช่ค่ะ! ก่อนที่ฉันจะได้กรีดเสียงร้องแหลมๆ ออกไปอีกครั้ง พี่บึ้มตัวใหญ่ข้างๆ ก็แปะผ้าเช็ดหน้าที่มียาสลบจนไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น โลกทั้งใบของฉันก็กลายเป็นมืดสนิท มารู้สึกตัวเอาอีกทีก็ตอนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของใครสักคน ร่างกายที่ปวดเมื่อยพยายามขยับตัวพร้อมกับเปิดเปลือกตาหนักอึ้งที่ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ รอบๆ คือผนังห้องสีขาวสะอาดตา แต่ไม่เห็นจะมีหน้าต่างสักบาน ฉันบิดตัวด้วยความเมื่อยแต่ทำไมถึงได้รู้สึกว่าขยับตัวไม่ได้เลยนะ พอลองก้มมองเท่านั้นถึงได้รู่ว่าตัวเองถูกมัดมือไพล่หลังติดกับเก้าอี้ แถมยังอยู่ในกรงเหล็กขนาดใหญ่ราวกับเป็นแค่สัตว์ตัวหนึ่ง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น… “กรี๊ดดดดด! นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย” ฉันไม่ได้ตาฝาดหรือว่าฝันร้ายไปใช่ไหม ขะ…ข้างล่างนั่น ใต้กรงที่ฉันติดอยู่คือบ่อจระเข้ขนาดใหญ่ที่มีเจ้าสัตว์ร้ายอาศัยอยู่หลายตัว พวกมันจ้องมองฉันที่ดูยังไงก็คงต้องตกเป็นอาหารอันแสนโอชะ ใครมันบ้าเล่นพิเรนทร์อะไรเนี่ย! “ตื่นมาก็แหกปากเลยนะ” น้ำเสียงเย็นยะเยือกทรงพลังถูกเปล่งออกมาจากปากของผู้ชายร่างสูงคนหนึ่ง ผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาผสมความน่ากลัวเป็นเอกลักษณ์ มองกี่ครั้งๆ ก็รู้ซึ้งถึงดวงชะตาขาดในเร็วๆ นี้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD