“เจ้า!!”
เขาจำนางได้แล้ว แม้ว่าตอนนั้นท้องฟ้าจะมืดมิด ทว่าใบหน้านี้ก็ไม่มีทางที่จะลืมเลือนได้ง่าย เด็กสาวที่มีใบหน้าที่คล้ายกับบุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพพานที่ตนเคยได้พบหลายครั้งเมื่อยังวัยเยาว์
หลังเหตุการณ์ประหารตระกูลพานทั้งตระกูลผ่านไป ตัวนางที่แต่งเข้าตระกูลโจวก็ถูกสามีหย่า หลายปีผ่านไปชื่อของพานเยว่หลานก็ถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของคนเมืองหลวง
และเด็กสาวผู้นี้คือคนที่เขาเห็นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน
ในวันนั้นที่เข้ามาสืบหาร่องรอยของแม่ทัพเจิ้ง ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันในการยักยอกเงินเสบียงของกองทัพ ทว่าเขาที่ได้รับสารลับครั้งสุดท้ายก่อนที่แม่ทัพเจิ้งจะหายสาบสูญ ไม่มีทางเชื่อว่าเป็นฝีมือเขาแน่ และร่องรอยสุดท้ายของเจิ้งซุนซีคือที่ตำบลหยางเฉิง
ชายหนุ่มได้รับมอบหมายให้ออกตามหาแม่ทัพเจิ้งอย่างลับๆ จนกระทั่งเบาะแสชี้มายังหมู่บ้านมู่โถว
และในคืนนั้นเขาที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ก็ได้เห็นภาพที่ไม่น่าเชื่อเข้า เด็กสาวร่างเล็กใช้ท่อนไม้ตีหญิงสาวอีกนางจนสลบ เพื่อมิให้เข้าไปขัดขวางการสารภาพรักของคู่หนุ่มสาว
นั่นไม่น่าสนใจเท่ากับเรื่องที่นางแต่งขึ้น เพราะวันรุ่งขึ้นเด็กสาวผู้นี้ได้โยนความผิดทั้งหมดไปให้คนนอกหมู่บ้าน และโทษว่าเป็นเพราะภัยแล้งทำให้คนเกิดความคิดที่ไม่ดี
ตั้งแต่นั้นมาเขาที่เฝ้าดูการเคลื่อนไหวในหมู่บ้านอย่างลับๆ ก็ได้เห็นวีรกรรมของนางอีกครั้ง นางส่งผู้อื่นเข้าคุกของทางการอย่างหมดจด โดยที่ไม่มีใครสามารถเอาผิดนางได้
ช่างเป็นเด็กสาวที่ฉลาดหลักแหลม ต่างจากรูปลักษณ์ที่ยังดูเยาว์วัยของนางยิ่งนัก
หลี่อันหนิงเห็นท่านขุนนางหนุ่มที่ตนเคยได้พบเมื่อชีวิตที่แล้วเปลี่ยนสีหน้าไปมาคล้ายกำลังครุ่นคิด ทว่าช่างน่าแปลกที่นางไม่สามารถได้ยินความคิดในหัวของเขาได้ ไม่แปลกใจเลยที่ต่อให้สัมผัสเลือดของเขาแล้ว แต่กลับมองไม่เห็นสิ่งใด
“ท่านยังเจ็บอยู่หรือไม่เจ้าคะ หรือว่ารู้สึกไม่ดีตรงที่ใดบ้าง”
เสียงทักทายของเด็กสาวทำให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์ความคิดของตน การแสดงออกและสีหน้าห่วงใยที่เกินจริงของนาง ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัย
“เจ้าเคยรู้จักข้าหรือไม่”
ใบหน้าตื่นตระหนกของเด็กสาวที่ยังไม่โตเต็มวัย ทว่ากลับเผยความงามออกมาให้เห็นแล้ว ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัย
“มะ..ไม่เคยเจ้าค่ะ เราพึ่งได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรก”
เด็กสาวแสดงท่าทีลนลานออกมาอย่างปิดไม่มิด หรือว่านางเคยรู้จักเขาจริงๆ
“เช่นนั้นหรือ อย่างไรก็ยังต้องขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ แต่ตอนนี้ที่ตัวของข้ามิได้มีสิ่งของมีค่าจึงไม่สามารถตอบแทนได้ แต่ข้าสัญญาว่าจะตอบแทนพวกเจ้าแน่นอน”
หลี่อันหนิงส่ายหน้าปฏิเสธ นางมิได้ต้องการสิ่งใดจากเขาเลย ที่ได้ช่วยชีวิตก็ถือเป็นวาสนาของคนทั้งสอง หรืออาจเป็นเพราะชีวิตที่แล้วเขาเคยได้ช่วยนาง พอมาครั้งนี้นางเลยต้องตอบแทนกลับไป
“ไม่ต้องคิดมากนะเจ้าคะ อยู่รักษาตัวที่นี่จนกว่าจะหายก็ได้ แต่ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ต้องการรู้ ช่วยตอบคำถามของข้าอย่างตรงไปตรงมาได้หรือไม่”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ แม้จะไม่รู้ว่าเด็กสาวตรงหน้าต้องการถามตนเรื่องใด
“ท่านเป็นคนดีหรือไม่”
ชายหนุ่มที่เตรียมใจว่านางอาจถามคำถามที่ค่อนข้างซับซ้อนหรือคำถามที่ยากจะตอบ เพราะเห็นว่าเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียวผู้หนึ่ง ทว่านางกลับถามคำถามที่เรียบง่ายถึงเพียงนี้
“ข้ามิอาจบอกได้ว่าตนเองเป็นคนดีหรือเลว แต่ในชีวิตนี้ข้ามิเคยทำผิดศีลธรรมหรือผิดต่อผู้อื่น นั่นเป็นคำตอบที่เจ้าพอใจหรือไม่”
หลี่อันหนิงพยักหน้ารับ แม้ในชีวิตก่อนนางจะเคยได้รับความช่วยเหลือจากเขา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เป็นอันตรายต่อนาง ถ้าเขาตอบว่าตนเองเป็นคนดีนางคงไม่คิดบอกเรื่องนี้ออกไปแน่
“เมื่อหนึ่งปีก่อน ข้าและน้องได้ค้นพบที่นี่เข้าโดยบังเอิญ.....”
เด็กสาวเล่าเรื่องที่ได้พบกับชายที่ถูกสังหารผู้นั้น และนางได้รู้ในวันถัดมาว่าเขาคือแม่ทัพเจิ้งจากการสัมผัสเลือดของเขา
“จะ...เจ้ารู้หรือไม่ว่าร่างของเขาอยู่ที่ใด”
ชายหนุ่มถามเด็กสาวตรงหน้าด้วยท่าทางตื่นเต้น หลังจากที่ได้ยินความคิดของใครหลายคนโดยที่ไม่จำเป็นต้องอ่านสีหน้า หลี่อันหนิงก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นั้นเป็นอันตรายต่อนางหรือไม่
แต่สำหรับชายหนุ่มตรงหน้าที่นางไม่ได้ยินความคิดของเขา ช่างยากตัดสินใจยิ่งนัก
“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ แต่อาจมีบางคนที่รู้”
“ใคร!!”
เด็กสาวมีท่าทีลังเล ก่อนเปิดเผยรูปลักษณ์ของคนผู้นั้นเป็นครั้งแรก
“ชายผู้ที่มีแผลเป็นที่หัวคิ้ว เขาอยู่ที่นี่ด้วยในคืนนั้น”
“องค์ชายใหญ่เซี่ยจื่อเหวิน!!”
หลี่อันหนิงพยายามจะไม่เอ่ยถึงรายละเอียดมากไปกว่านี้ เพราะอาจทำให้ดูน่าสงสัย ว่านางรู้มากเพียงนั้นได้อย่างไร
แต่ในระหว่างที่พวกเขากำลังสนทนากัน เจ้าลูกเสือดำที่กำลังนอนอ้าปากหาวอย่างเบื่อหน่าย ก็ได้ไปคาบเอาบางอย่างออกมาจากในซอกถ้ำที่เป็นรังนอนของมัน ม้วนที่ทำจากหนังสัตว์ถูกคาบออกมาแทะเล่น เขี่ยไปเขี่ยมา
หลี่อันหนิงหันไปมองด้วยสีหน้าเอ็นดูเพราะได้ยินเสียงความคิดของเจ้าตัวน้อย ก่อนจะรู้สึกสะดุดตากับของที่อยู่ในปากของมัน
“ให้ข้าดูหน่อย”
หญิงสาวแบมือไปตรงหน้าเจ้าลูกเสือดำ
“ไม่เอา นี่คือของเล่นของเสี่ยวเกอ”
เจ้าลูกเสือดำผินหน้าหน้าหลบมือของนางอย่างเย่อหยิ่ง
“อย่าดื้อ เดี๋ยวหั่นเนื้อกวางให้เป็นรางวัล”
นางเอ่ยเพียงเท่านั้นสิ่งที่อยู่ภายในปากของเสี่ยวเกอก็ร่วงหล่นลงมา
“ช่างตะกละนัก”
เด็กสาวเอ่ยเย้าเจ้าเสี่ยวเกอน้อยที่ดวงตาเป็นประกายมองไปยังซากกวางที่นอนแอ้งแม้งไร้คนสนใจ แน่นอนว่ามันสามารถกัดกินได้ด้วยตนเอง ทว่าหลังจากนั้นต้องอาบน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่มันเกลียดนัก
“เจ้าพูดกับเสือรู้เรื่องหรือ”
ชายหนุ่มถามเด็กสาวด้วยสีหน้าสนใจ
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ ข้าเลี้ยงพวกมันมาตั้งแต่ยังเล็กหลังจากที่มารดาของมันถูกสังหาร เลยเข้าใจสัญชาตญาณและท่าทางที่มันแสดงออกก็เท่านั้น”
หลี่ซางเป่ามองหน้าพี่สาวที่เริ่มโกหกหน้าตายไหลลื่นขึ้นทุกวัน
“เป็นเช่นนั้นเอง แล้วเจ้าได้สิ่งใดมาจากมันมา ดูเหมือนจะเป็นหนังสัตว์ ให้ข้าดูได้หรือไม่”
หลี่อันหนิงยื่นม้วนหนังสัตว์แผ่นนั้นให้กับชายหนุ่ม หลังจากเขาคลี่ออกก็พบว่ามันคือแผนที่ตั้งของกองทัพแคว้นศัตรูที่ห้ำหั่นกับแคว้นต้าเหลียงมาเนิ่นนาน
“เด็กน้อย!! เจ้าถามมันให้ข้าได้หรือไม่ว่ามันได้หนังสัตว์แผ่นนี้มาจากที่ใด”
ชายหนุ่มตรงหน้าแสดงท่าทีตื่นเต้นหลังจากที่ได้ดูม้วนหนังสัตว์ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่หลี่อันหนิงก็มิได้ปฏิเสธ
นางเดินไปที่ซากกวางก่อนจะชำแหละชิ้นส่วนของมันอย่างชำนาญ ชายหนุ่มมองการกระทำของเด็กสาวอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อนางนำมันมาป้อนให้เจ้าลูกเสือดำทั้งสอง เขาก็เข้าใจในทันที
รางวัล นั่นคือรางวัลสำหรับเด็กที่เชื่อฟัง
“เสี่ยวเกอ เสี่ยวเจี่ย บอกข้าได้หรือไม่ว่าพวกเจ้าได้สิ่งนั้นมาจากที่ใด”
นางเอ่ยพลางลูบแผ่นหลังของลูกเสือดำทั้งสองอย่างเอาใจ
“เสี่ยวเกอขุดได้จากต้นไม้ริมผา”
“เก่งมากเด็กดี เช่นนั้นมีอย่างอื่นอีกหรือไม่”
เด็กสาวตะล่อมถามเจ้าลูกเสือดำอย่างชำนาญ เสี่ยวเจี่ยที่อยากได้คำชมจากหลี่อันหนิงบ้าง รีบคายเนื้อกวางที่คาบอยู่ในปากวิ่งกลับเข้ารังนอนไปทันที
“เฮ้!!นั่นของพี่นะ”
เจ้าลูกเสือดำตัวเมียไม่สนใจการทักท้วงของผู้เป็นพี่ชาย มันคาบเอาห่อผ้าออกมาให้เด็กสาวทั้งห่อ หลี่อันหนิงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยชมเสี่ยวเจี่ย พลางลูบหลังของมันอย่างเอาใจ
“ขอบใจนะเสี่ยวเจี่ยเด็กดี”
หลังจากลูกเสือดำทั้งสองตัวสวาปามเนื้อกวางจนอิ่มหนำ พวกมันก็เดินนวยนาดกลับเข้ารังนอนไปอย่างอารมณ์ดี
“ข้าคิดว่านี่อาจเป็นของของคนที่ท่านกำลังตามหา”
หลี่อันหนิงยื่นห่อผ้าให้ชายหนุ่ม เขารับมาก่อนเปิดออกดูอย่างไม่คิดปิดบัง
“นี่เป็นรายชื่อของเหล่าขุนนางผู้มีส่วนร่วมในการยักยอกเงินค่าเสบียงของกองทัพ ยังมีสมุดบัญชีที่ลงนามร่วมกันในการทุจริตของเหล่าเชื้อพระวงศ์อีกหลายคน ดียิ่งนัก!หากปล่อยเหลือบไรเหล่านี้ต่อไปแคว้นต้าเหลียงคงได้ถึงกาลล่มสลายเป็นแน่”
หลี่อันหนิงรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงของชายหนุ่มตรงหน้าที่แลดูจริงจัง จนทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่น
“ร้ายแรงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“ใช่ พวกเจ้าทั้งสองและลูกเสือดำพวกนั้นได้ทำคุณแก่แผ่นดินแล้ว หากอาการของข้าดีขึ้นต้องรีบนำหลักฐานเหล่านี้ขึ้นกราบทูลต่อฝ่าบาทให้เร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป”