ชายตรงหน้าถึงกับมีความสามารถเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้ แสดงว่าเขาค่อนข้างมีอำนาจในเมืองหลวงไม่น้อย เช่นนั้นนางใช้เขาเป็นลู่ทางในการเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงคงจะไม่เป็นไรกระมัง เพราะอย่างน้อยตอนนี้นางก็เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ทั้งยังสามารถหาหลักฐานเอาผิดคนขายชาติได้
หวังว่าเขาจะไม่ปฏิเสธคำขอของนาง
“อย่างไรท่านก็ยังบาดเจ็บพักอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน ข้าและน้องคงต้องขอตัวกลับก่อน อีกอย่างที่นี่ปลอดภัยแน่นอน เพราะเป็นอาณาเขตของเสี่ยวเจี่ยและเสี่ยวเกอ”
“ขอบคุณ”
ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ เมื่อกำลังจะจากไปหลี่อันหนิงได้หันกลับมาถามเขาอีกครั้ง
“เอ่อ...ท่านขุนนาง ข้าขอถามนามของท่านได้หรือไม่”
ชายหนุ่มใคร่ครวญเล็กน้อย บอกชื่อจริงกับนางไปคงไม่เป็นไรกระมัง เพราะอย่างไรนางก็เป็นผู้ช่วยชีวิตของตน
“เย่เสวียนจื่อ นั่นคือชื่อของข้า เรียกข้าว่าพี่เสวียนจื่อก็แล้วกัน อย่างไรข้าก็อายุมากกว่าเจ้าสองคน”
หลี่อันหนิงพยักหน้ารับ
“ข้าชื่อหลี่อันหนิง ส่วนน้องสาวคือหลี่ซางเป่า ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ ส่วนอาหารท่านทานซาลาเปาที่ข้านำติดตัวรองท้องไปก่อน เอาไว้พรุ่งนี้เช้าจะทำอาหารมาส่งให้ท่านเพิ่ม”
เอ่ยจบเด็กสาวทั้งสองก็เดินหายออกจากถ้ำไป
เมื่อยามราตรีร่วงโรยมาเยือน กลางดึกสงัดที่มีเพียงประกายแสงจากดวงดารา ดวงไฟสายหนึ่งพุ่งขึ้นสู้ท้องฟ้านำพาร่างปราดเปรียวในชุดสีดำทะยานมายังสถานที่ลับของเด็กน้อยทั้งสอง
เสี่ยวเจี่ยและเสี่ยวเกอส่งเสียงคำราม เมื่อสัมผัสได้ถึงอาคันตุกะที่มิได้รับเชิญ เย่เสวียนจื่อลุกขึ้นนั่งก่อนจะเอ่ยกับเสือดำพี่น้องราวกับพูดคุยรู้เรื่อง
“เสี่ยวเจี่ยเสี่ยวเกอ ไม่เป็นไรเขาเป็นสหายของข้า”
การกระทำของเขาทำให้ผู้มาใหม่รู้สึกฉงนนัก
ฟู่อี้ เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบแปดปีแต่กลับมีวิชาการต่อสู้เป็นเลิศ แม้แต่ในยุทธภพอันกว้างใหญ่ยังหายอดฝีมือเทียมเขาได้ยาก
สามปีก่อนเด็กหนุ่มถูกตามล่าจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หนีตายเข้ามายังจวนตระกูลเย่ เป็นเย่เสวียนจื่อที่ได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้โดยบังเอิญ
แต่หลังจากที่เขาฟื้นคืนสติเด็กหนุ่มไร้ที่มากลับจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตมิได้ ทว่าสิ่งที่เขารู้กลับมีเพียงอย่างเดียวคือวิธีการต่อสู้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงตั้งชื่อให้เขาว่าฟู่อี้ และให้มาทำงานเป็นองครักษ์ข้างกาย
“ขออภัยที่ข้ามาช้าขอรับนายท่าน”
“ไม่เป็นไร ข้าเองก็ปลอดภัยแล้วเพราะได้เด็กสองคนช่วยชีวิตเอาไว้”
เย่เสวียนจื่อเอ่ยออกมาด้วยท่าทีสบายๆ หลังจากพูดคุยเรื่องสำคัญชายหนุ่มจึงสั่งให้องครักษ์ข้างกายซ่อนกลิ่นอายของตนที่แม้แต่เจ้าลูกเสือดำทั้งสองยังหาไม่พบ
เมื่อยามรุ่งอรุณมาเยือน เด็กสาวสองพี่น้องได้หอบหิ้วอาหารกลับเข้ามาภายในถ้ำ สิ่งแรกที่หลี่อันหนิงถามคือ เขาเป็นเพื่อนของท่านหรือ เด็กสาวกระซิบพลางชี้ไปยังมุมหนึ่งของโถงถ้ำอย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าอาจจะเป็นคนที่กำลังตามฆ่าเย่เสวียนจื่อ
“เจ้ารู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ทั้งที่เสือดำสองตัวนั้นยังไม่รู้”
หลี่อันหนิงพึ่งรู้ว่าตนเองได้เปิดเผยความสามารถของตนออกไปโดยไม่รู้ตัว นางจะบอกได้อย่างไรว่าตนได้ยินเสียความคิดของเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าควรกลบเกลื่อนคำพูดของตนอย่างไร จึงได้ยกเอามารดาขึ้นมาอ้าง
“ท่านแม่ เป็นท่านแม่ของข้าบอกมา”
“ท่านแม่หรือ”
ชายหนุ่มจ้องไปยังเด็กสาวตรงหน้าด้วยท่าทีเคลือบแคลง
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ของข้านางตายในภูเขาลูกนี้ และศพยังถูกฝังอยู่ไม่ห่างจากที่นี่”
เย่เสวียนจื่อไม่เคยรู้เลยว่ามารดาของเด็กทั้งสองได้เสียชีวิตไปแล้ว แม้จะเคยเห็นนางในหมู่บ้านหลายครั้งทว่าก็ไม่เคยสืบประวัติเกี่ยวกับนางเลย ทำให้ตอนนี้ชายหนุ่มใคร่รู้เรื่องของเด็กสาวตรงหน้าขึ้นมา
“ขออภัย”
ชายหนุ่มรู้สึกผิดที่ตนเองเอ่ยถึงเรื่องที่อาจทำให้พวกนางพี่น้องต้องเจ็บปวด
“หาใช่ความผิดของท่าน แต่เรื่องที่ข้าเอ่ยเป็นความจริง ท่านแม่คอยดูแลพวกเราพี่น้องตลอดมา ท่านถามเป่าเอ๋อดูสิว่าเหตุใดเราถึงได้รู้ว่ามีถ้ำซ่อนอยู่ที่นี่ ทั้งยังรู้เรื่องภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในต้าเหลียงก่อนใคร”
เป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจนัก แต่นั่นก็ทำให้ชายหนุ่มอยากจะรู้เรื่องของพวกนางมากขึ้นกว่าเดิม
“เจ้าเล่าเรื่องของตนเองให้ข้าฟังได้หรือไม่”
หลี่อันหนิงไม่แน่ใจนักว่าตนเองสามารถเอ่ยถึงตระกูลพานของมารดาได้หรือไม่ เพราะนางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย
“ท่านรู้จักตระกูลพานหรือไม่ มารดาของข้ามาจากตระกูลพาน”
เมื่อเอ่ยถึงตระกูลพาน ชายหนุ่มก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา เป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่าเหตุใดพวกนางถึงได้มีใบหน้าคล้ายกันนัก
แต่เพื่อความแน่ใจชายหนุ่มจึงได้ถามชื่อมารดาของเด็กสาว
“มารดาของเจ้าชื่อว่าอะไรหรือ ข้าเองก็เติบโตในเมืองหลวงอาจรู้จักหรือเคยได้พบนางบ้าง”
“มารดาของข้าชื่อพานเยว่หลานเจ้าค่ะ ที่ข้ารู้มีเพียงเท่านี้”
หลี่อันหนิงมิได้เอ่ยถึงภาพนิมิตที่ตนเห็นคนตระกูลพานทั้งหมด และเป็นพวกเขาที่ส่งนางให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“นางเสียชีวิตแล้วอย่างนั้นหรือ”
ชายหนุ่มมีท่าทีเศร้าสร้อยขึ้นมาทันทีเมื่อเอ่ยถึงสตรีที่ชื่อว่าพานเยว่หลาน
ในอดีต ตอนที่เขายังเยาว์เคยได้นางช่วยเหลือเอาไว้หลายครั้ง เย่เสวียนจื่อเด็กชายที่เอาแต่ใจหนีออกจากจวนตระกูลเย่เพราะมีเรื่องขัดแย้งกับบิดาผู้เข้มงวด
เพราะจวนของสองตระกูลอยู่ไม่ไกลกัน เขาจึงได้แอบไปอาศัยอยู่ที่เรือนตระกูลพานโดยที่มีพานเยว่หลานช่วยปกปิด กระทั่งตนเองคิดว่าเมื่อโตขึ้นจะต้องตอบแทนบุญคุณของนางให้ได้
ผ่านไปไม่นานก็เกิดเรื่องให้ตระกูลพานต้องล่มสลาย หลังรู้ข่าวว่าพานเยว่หลานถูกโจวหานอี้เขียนหนังสือหย่า เขาจึงได้ออกตามหานางเพื่อให้ความช่วยเหลือ
แต่ทุกอย่างกลับสายไปเพราะเขาหานางไม่พบ สิบกว่าปีต่อมากลับได้รู้ว่าผู้มีพระคุณของตนเสียชีวิตไปแล้ว นางคือทายาทคนสุดท้ายของตระกูลพาน ไม่สิยังมีอยู่ที่นี่อีกสอง
เด็กสาวที่ไม่ได้ยินเสียงความคิดของชายหนุ่มตรงหน้า จึงรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เพราะที่ผ่านมานางใช้ความสามารถตนเองคัดแยกผู้ที่ไม่ประสงค์ดีให้ออกห่างจากครอบครัวตน
แต่เด็กสาวก็มองออกว่าชายหนุ่มตรงหน้ารู้สึกเศร้าจริงๆ มิได้เสแสร้ง
“ท่านแม่คลอดยากเจ้าค่ะ ถึงแม้น้องชายและน้องสาวจะปลอดภัย แต่กลับช่วยชีวิตนางเอาไว้ไม่ได้”
หลี่อันหนิงเมื่อเอ่ยถึงมารดา ก็ทำให้นางหวนนึกถึงอดีตขึ้นมาทันที
เพราะยังเด็กจึงไม่รู้ความเดินตามอารองที่แบกมารดาขึ้นมาบนเขา และไม่รู้ว่านั่นคือร่างไร้ลมหายใจของนาง แต่ต่อให้รู้แล้วอย่างไร ตนที่เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งจะสามารถช่วยอันใดมารดาได้
ดวงตากลมโตสั่นไหวน้อยๆ เมื่อยามที่นึกถึงอดีตอันขมขื่น
“เจ้ามีน้องชายด้วยหรือ”
ชายหนุ่มจับประเด็นการพูดคุยของทั้งสอง ได้ยินนางเอ่ยถึงทายาทคนที่สามของพานเยว่หลาน จึงได้รู้สึกสนใจ
“เจ้าค่ะ เขาคือฝาแฝดของเป่าเอ๋อ ชื่อหลี่อี้เจ๋อ ตอนนี้กำลังร่ำเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาหมิงหลัน”
เป็นเช่นนั้นเอง หมายความว่าตระกูลพานยังคงมีความหวังในการฟื้นฟูตระกูลขึ้นมาใหม่ พวกเขายังหลงเหลือทายาทเอาไว้ข้างหลังถึงสามคน
ถ้าหากครั้งนั้นเป็นการใส่ร้ายจากตระกูลโจวผู้ถวายฎีกากล่าวหาและมอบหลักฐานเท็จแก่ฝ่าบาท เช่นนั้นหมายความว่าตระกูลพานต่างก็เป็นผู้บริสุทธิ์ และเรื่องราวเหล่านี้ควรได้รับการเปิดเผยแก่ประชาชนแคว้นต้าเหลียงให้รับรู้
เมื่อเห็นว่าการสนทนาของทั้งสองเริ่มเข้าสู่จุดที่ตึงเครียด และหลี่อันหนิงไม่ต้องการเอ่ยถึงเรื่องในอดีตอีก จึงได้เปลี่ยนหัวข้อการสนทนามาที่อาหารของตน
“วันนี้ข้าทำอาหารมาหลายอย่าง ท่านทานอะไรสักหน่อยดีกว่านะเจ้าคะ อีกเดี๋ยวข้าจะเปลี่ยนยาให้ท่าน”
เด็กสาวจัดแจงวางอาหารลงตรงหน้าชายหนุ่ม กลิ่นหอมที่โชยออกมาช่างยั่วยวนความหิวโหยที่ร้องครวญครางในกระเพาะยิ่งนัก
“สหายท่านนั้นต้องการมาร่วมวงหรือไม่ เอาแต่ทานเนื้อแห้งไม่ดีต่อสุขภาพนะเจ้าคะ”
หลี่อันหนิงลืมตัวเอ่ยความคิดที่อยู่ในหัวของฟู่อี้ออกมา ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดดำก้าวเดินออกมาจากพงหญ้าสูงที่ขึ้นตรงมุมโถงถ้ำ อย่างช้าๆ
เย่เสวียนจื่อเป็นคนง่ายๆ แม้จะเป็นคุณชายที่มาจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ทว่ากลับไม่ยึดติดกับลำดับชนชั้น
“เจ้าเองก็คงไม่ได้ทานอะไรมานานเพราะต้องออกตามหาข้า มาเถอะมาทานด้วยกัน”
ชายหนุ่มเอ่ยชวนองครักษ์ข้างกายอย่างเป็นกันเอง ครั้งนี้หลี่อันหนิงทำอาหารหลายอย่างมาเพื่อบำรุงเขา ทำให้วันนั้นสองบุรุษได้ทานอะไรดีๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน