เหมันตฤดูได้หมุนเวียนเปลี่ยนผัน หิมะในหมู่บ้านมู่โถวเริ่มตกลงมาปรอยๆ ปีนี้ไร้เม็ดฝน ชาวบ้านที่ทำการเพาะปลูกแต่กลับมิได้ผลผลิตเพราะต้นกล้าต่างยืนต้นเหี่ยวแห้งเฉาตาย แม้จะพึ่งลำธารที่ไหลผ่าน ทว่าไหนเลยจะเพียงพอสำหรับที่ดินหลายร้อยหมู่
ดังนั้นเมื่อฤดูหนาวมาเยือนหลายครอบครัวจึงมีอาหารไม่พอ
แตกต่างจากเรือนแม่เฒ่าจวง บัดนี้เพราะเชื่อคำพูดของเด็กน้อยนางจึงมีหัวมันเทศหลายหมื่นชั่งที่ขุดขึ้นมากักตุนเอาไว้ ชาวบ้านที่ไม่เชื่อคำพูดของนางต่างมาร้องขอความช่วยเหลือ แต่แม่เฒ่าจวงก็ยังคงเมินเฉย ทำให้เกิดการปะทะฝีปากไปหลายครั้ง เพราะถูกกล่าวหาว่าแล้งน้ำใจ
“ท่านย่าจะไม่เป็นไรจริงๆ หรือเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าอยู่ที่นี่มาหกสิบปี มีใครไม่รู้ฤทธิ์เดชของยายเฒ่าอย่างข้าบ้าง”
แม่เฒ่าจวงเอ่ยอย่างย่ามใจ เพื่อให้เด็กสาวตรงหน้าเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง
“เอาอย่างนี้เถอะ เพื่อไม่ให้มองหน้ากันไม่ติดเพราะอย่างไรก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ข้าว่าท่านแบ่งขายมันเทศไปบ้างก็น่าจะดี ครอบครัวไหนไม่มีเงินก็ให้เอาที่ดินมาจำนอง และกำหนดเวลาที่ต้องใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย ถ้าบิดพลิ้วก็ให้แจ้งต่อทางการ เป็นอย่างไร”
“อืม...แบบนี้จะดีหรือ เรื่องราวมันอาจแย่กว่าการที่ข้าเมินเฉยหรือไม่”
หลี่อันหนิงเข้าใจที่แม่เฒ่าจวงเป็นกังวล แต่ถ้าไม่ต้องการอดตายในฤดูหนาวปีนี้ ต่อให้ต้องขายตนเองพวกเขาก็คงจะทำ
หลังจากที่หัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้ออกหน้าประกาศเรื่องที่ให้ชาวบ้านนำที่ดินมาแลกมันเทศ หลายครอบครัวต่างก็ออกมาโวยวาย ทำให้เกิดการปะทะกันขึ้นอีกครั้ง
“หญิงชราหน้าเลือด!! แค่มันเทศไร้ค่าไม่กี่หัว ถึงกลับกล้าให้พวกเรานำที่ดินบรรพบุรุษมาแลก จะรังแกกันเกินไปหน่อยแล้ว เจ้ามันพวกหลอกลวงต้มตุ๋นเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน แบบนี้ต้องแจ้งต่อทางการให้มาจับนางไปซะ”
หลี่อันหนิงมองสตรีวัยกลางคน บริภาษหญิงชราบ้านตนด้วยความโกรธเพราะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมที่ตนได้รับ แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เด็กสาวก็ก้าวไปยืนตรงหน้านางพลางเอ่ยอย่างใจเย็น
“ท่านป้าสวีเจ้าคะ ท่านควรฟังก่อน มิใช่ท่านย่าจวงบังคับให้ท่านนำที่ดินมาแลกมันเทศ ทุกคนที่นี่สามารถปฏิเสธการแลกเปลี่ยนนี้ได้ ไม่มีผู้ใดบังคับพวกท่านอย่างแน่นอน แต่ทว่า...”
เมื่อเสียงใสกังวานหยุดลง ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านยกเว้นตระกูลหลี่ ที่มารวมตัวกัน ณ เรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน ต่างก็หยุดหายใจเพื่อรอฟังประโยคถัดไปของนาง
“เหมันต์นี้ท่านก็จะต้องผ่านไปให้ได้ด้วยตนเอง ในเมื่อท่านป้าสวีดูแคลนมันเทศที่ไร้ค่าของย่าจวง เพราะคิดว่าที่ดินของตนมีค่ามากกว่าเช่นนั้นท่านก็กัดก้อนดินแทนมันเทศไปก็แล้วกัน”
สะใภ้สวีมารดาของสวีไช่ไช่ราวกับถูกปิดปากด้วยก้อนดิน นางส่งเสียอึกอักในลำคอเพราะไม่สามารถโต้แย้งเด็กสาวตรงหน้าได้
“แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไป ท่านย่าจวงมิใช่คนใจไม้ไส้ระกำเพราะอย่างไรก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ในเมื่อพวกท่านไม่ต้องการขายที่ดินของบรรพบุรุษ เช่นนั้นเราจะทำการแลกเปลี่ยนโดยการจำนอง”
เด็กสาวหยุดไปอีกครั้ง
“ทุกคนที่นี่สามารถแบ่งที่ดินของตนมาจำนองกับท่านย่าจวงเพื่อแลกมันเทศได้ เมื่อเหมันต์ผ่านไปเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก พวกท่านจะยังคงสามารถปลูกข้าวในที่ดินที่จำนองกับย่าจวงได้ แต่ต้องจ่ายค่าเช่าและดอกเบี้ยจนกว่าจะครบตามสัญญา”
หลายคนมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยท่าทีอึ้งงัน
ไม่รู้ว่านางคิดเรื่องเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร ที่ดินแม้จำนองไปแล้วแต่ก็ยังสามารถใช้เพาะปลูกได้ตามเดิม มิได้เสียไปอย่างสิ้นเชิง ทว่ากลับสามารถทยอยจ่ายจนกว่าจะครบตามสัญญา เช่นนั้นพวกตนก็มิได้สูญเสียสิ่งใดเลย แต่กลับได้รับมันเทศกลับเรือนอีกด้วย
เมื่อเห็นว่าผลประโยชน์เอนเอียงมาทางตน ชาวบ้านหลายคนต่างแย่งชิงกันเพื่อทำสัญญากับแม่เฒ่าจวง เพราะกลัวว่ามันเทศที่นางมีจะหมดไปเสียก่อน แต่ยังมีหลายคนที่ยังคงลังเล เช่นสะใภ้สวีที่รู้สึกว่าคำพูดของเด็กสาวตรงหน้านั้นมีบางอย่างแปลกๆ แต่ไม่รู้ว่าแปลกตรงที่ใด
เย่เสวียนจื่อที่หายดีแล้วนำทางฟู่อี้มายังหมู่บ้านมู่โถว ทำให้ทันได้เห็นความเฉลียวฉลาดในการพูดให้ดูคลุมเครือของเด็กสาวผู้นั้น
การที่นางไม่ให้ชาวบ้านขายขาดที่ดินแต่เปลี่ยนเป็นการจำนอง เพราะที่ดินมากมายกระจัดกระจายไปแต่ละที่ ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งจะทำการเพาะปลูกทั้งหมดได้อย่างไร
จึงเป็นการคิดถูกที่นางเลือกการจำนองแทนที่จะขายขาด ในเมื่อที่ดินยังคงเป็นของชาวบ้านทางการก็ไม่สามารถเข้ามายุ่มย่ามกับเรื่องนี้ได้
ต่อให้ชาวบ้านรู้สึกว่าตนเสียเปรียบก็มิอาจโต้แย้งเพราะมีสัญญาเขียนระบุเอาไว้อย่างชัดเจน หรือถ้าหากชาวบ้านไม่ยอมจ่ายคืนเวลานั้นสัญญาที่ลงนามถึงจะเริ่มต้นทำงาน ทั้งยังมีผลต่อกฎหมายอีกด้วย
เด็กสาวผู้นี้ทำให้คนพูดไม่ออกจริงๆ นางวางแผนโดยการใช้หัวมันเทศไม่กี่ชั่งให้คนมากมายเหล่านั้นตกลงไปในหลุมพลางทำงานให้กับนางเพื่อใช้หนี้ แบบนี้ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ชาวบ้านที่ยึดติดอยู่กับที่ดินของบรรพบุรุษไหนเลยจะคิดได้ทัน
ใช้หัวมันเทศทำให้พวกเขาติดหนี้น้ำใจ ทั้งยังได้รับผลผลิตที่พวกเขาเพาะปลูกมาเป็นสิ่งตอบแทน นางช่างมีความคิดที่ร้ายกาจ
ไม่แปลกใจเลยที่มีสายเลือดของตระกูลพาน
สองวันผ่านไป
ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงที่ได้รู้เรื่องต่างก็มุ่งหน้ามาที่เรือนของแม่เฒ่าจวง ต้องการนำที่ดินของตนมาจำนอง แต่ชาวบ้านหมู่บ้านมู่โถวต้องการเก็บหัวมันเทศเอาไว้ให้เฉพาะคนในหมู่บ้าน จึงได้ออกมาขัดขวาง
“นี่พวกเจ้า!! ออกจากหมู่บ้านของเราไปซะ อย่าได้มาวุ่นวายที่นี่ เพราะมันเทศของย่าจวงเป็นของพวกเราชาวหมู่บ้านมู่โถวเท่านั้น”
สะใภ้สวีผู้ที่ต่อต้านการจำนองที่ดินในคราแรก ทว่าบัดนี้กลับออกหน้าปกป้องเรือนแม่เฒ่าจวงเป็นคนแรก พร้อมกับชาวบ้านอีกหลายคนที่คิดเหมือนนาง
หลี่อันหนิงกลอกตาให้กับการกระทำของสะใภ้สวี วันก่อนยังชี้หน้าด่าท่านย่าจวงอยู่เลย ตอนนี้กลับเปลี่ยนการกระทำของตนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผลประโยชน์อันน้อยนิดสามารถเปลี่ยนนิสัยคนเราได้มากมายเพียงนี้เชียวหรือ
เด็กสาวเดินเลี่ยงจากคนเหล่านั้น คิดที่จะไปบ้านตระกูลหลี่สักครา เพราะวันนี้น้องชายของนางกำลังจะกลับมาแล้ว
ตระกูลหลี่ที่ยังมีเงินทองและเสบียงเก็บเอาไว้มากโข จึงไม่เดือดเนื้อร้อนใจเรื่องการขาดแคลนอาหารในช่วงฤดูหนาว อีกทั้งบ้านรองก็ไม่อยู่ ทำให้พวกเขายังคงนิ่งนอนใจไม่ขวนขวายหามาเพิ่มเติม
แต่มันจะเป็นเช่นนี้เพียงแค่ปีนี้เท่านั้นแหละ
หลี่อันหนิงยืนอยู่ห่างจากประตูทางเข้าเรือนตระกูลหลี่เล็กน้อย หิมะโปรยปรายลงมาบางเบาเพราะยังเป็นเพียงช่วงต้นฤดูเท่านั้น
เด็กสาวในอาภรณ์ขนสัตว์สีไข่มุกยืนถือร่มท่ามกลางหิมะสีขาว เส้นผมดำขลับตัดกับสีผิวที่ขาวผ่องของนางปลิวไสวเพราะแรงลม แม้จะยังมิได้กลายเป็นสตรีเต็มวัยแต่ความงามกลับเฉิดฉายยิ่งนัก เพียงแค่ไม่กี่เดือนที่สองพี่น้องมิได้พบหน้า เด็กสาวก็สูงเพรียวขึ้นจนดูผิดหูผิดตา
“พี่ใหญ่ ข้ากลับมาแล้ว”
เด็กน้อยหลี่อี้เจ๋อเองก็สูงขึ้นมากเช่นกัน แม้ตัวจะยังสูงมิเท่าพี่สาวแต่ก็ดูสูงโปร่งคล้ายกับบิดาอย่างหลี่เจี๋ย
“กลับมาแล้วหรือน้องรอง”
ผู้เฒ่าหลี่ชักสีหน้าไม่พอใจ เมื่อได้เห็นอดีตหลานสาวที่ตนเคยตัดขาดไปแล้วดูงดงามขึ้น ในใจนึกเสียดายอยู่ครามครันถ้านางยังอยู่ที่ตระกูลหลี่อาจใช้เด็กคนนี้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ เพื่อยกระดับครอบครัวของตนได้
เสียดายก็ได้แต่เสียดายเพราะถึงอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้แล้ว นอกเสียจากว่าคนจะกลับมาตระกูลหลี่อีกครั้ง แต่เด็กคนนั้นที่ใช้ชีวิตกินอยู่อย่างสุขสบาย จะยังกลับมาทนลำบากที่เรือนตระกูลหลี่อีกหรือ
คำตอบคือไม่มีทาง
เมื่อนึกถึงการกระทำของภรรยาคู่ยากที่ช่วงนี้ดูสงบเสงี่ยมไปมาก ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา หากย้อนกลับไปได้ตนเองจะไม่เลือกพาสตรีโง่เขลาเช่นนางออกจากตระกูลมาด้วยแน่
“เจ๋อเอ๋อ ด้านนอกหิมะกำลังตก ปู่ว่าหลานกลับเข้าเรือนก่อนดีหรือไม่”
หลี่อี้เจ๋อหันกลับไปมองชายชราเล็กน้อย ปีก่อนเคยรับปากว่าจะทำตามที่ผู้เฒ่าหลี่ต้องการทุกอย่าง เพื่อให้พี่สาวน้องสาวได้ออกจากตระกูล บัดนี้จึงไม่สามารถขัดขืนได้แม้ในใจจะไม่ยินยอม
มีเพียงต้องกระทำตามที่ผู้อื่นต้องการเท่านั้น
“ขอรับท่านปู่”
เด็กชายหันกลับไป ทว่ากลับถูกพี่สาวคนโตรั้งเอาไว้ นางก้มลงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูของน้องชาย
“นำไปชงแทนใบชา แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นห้ามตกใจเจ้าอาจทรมานสักหน่อยแต่ขอให้เชื่อใจพี่ จงรู้เอาไว้ว่าพี่ทำทุกอย่างเพื่อตัวเจ้า อีกไม่ช้าพี่จะไปพาเจ้าออกมาจากตระกูลหลี่แน่นอน”
เด็กสาวยัดห่อกระดาษใส่ในมือของน้องชาย จากนั้นจำต้องยอมปล่อยให้เขากลับไปที่ตระกูลหลี่อย่างไม่เต็มใจ