“ท่าน!!...พูดอะไรเจ้าคะ พวกเขาสังหารผู้ใด”
ท่าทางของเด็กสาวตรงหน้าแสดงออกถึงความหวาดกลัว ต่อคำตอบที่กำลังได้จะได้รับจากนาง จางเหยาฮวามองดวงตาดำขลับที่กำลังสั่นไหว ทว่าในเมื่อเปิดมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องให้ปิดบังอีก เพราะนางไม่ต้องการให้บุตรชายของตนต้องตกมาตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับหลี่อี้เจ๋อ
“เป็นน้องชายของเจ้าอย่างไรล่ะ คนเลวเหล่านี้หวาดกลัวว่าตนเองจะติดโรคที่น้องชายเจ้าเป็น เลยนำร่างของเขาไปทิ้งในภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน ทั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่”
สิ้นเสียงของจางเหยาฮวา หลี่อันหนิงก็กรีดร้องออกมาเสียงหลง ดวงตากลมโตบัดนี้มีแต่แววเจ็บปวดและสิ้นหวัง ถ้านางไม่รู้เรื่องอยู่ก่อนแล้วคงได้เชื่อว่าเรื่องที่ตนเองกระทำอยู่เป็นเรื่องจริง
“ไม่จริง!! ท่าน!!..ท่านกำลังล้อข้าเล่นอยู่ใช่หรือไม่ มันไม่จริงใช่หรือไม่ น้องชายของข้ายังไม่ตาย ฮื่อออออ!! เขายังไม่ตาย ท่านโกหก!!”
หลี่อันหนิงร่างทรุดลงกับพื้น บัดนี้สองพี่น้องสวมกอดกันร้องไห้เสียงดังราวกับเสียงโหยหวนของสัตว์บาดเจ็บ จางเหยาฮวาแม้จะรู้สึกสงสารพวกนางจับใจ แต่ตนเองจำต้องเอ่ยเช่นนั้นเพื่อที่บุตรชายของนางจะได้รอดพ้นจากเงื้อมมือของคนตระกูลหลี่
“พวกเจ้า!! พวกเจ้าอย่าไปฟังนาง สตรีผู้นี้นางวิปลาสไปแล้ว หลานชายของข้าอ่านตำราอยู่ในเรือน เขาจะตายได้อย่างไร”
ชายชราแซ่หลี่รีบเอ่ยปฏิเสธด้วยสีหน้าลนลาน
“เช่นนั้นท่านก็ยอมให้พวกเขาเข้าไปค้นในเรือนสิ ถ้าบอกว่าข้ากำลังโป้ปด สี่วันก่อนหลี่เจี๋ยเป็นผู้นำเสื่อห่อร่างของเด็กคนนั้นไปทิ้งในภูเขาด้วยตนเอง ทุกวาจาที่ข้าเอ่ยล้วนเป็นความจริง”
แม่เฒ่าจวงก้าวเข้าไปตบหน้าหลี่เจี๋ยทันที เพราะสิ่งที่จางเหยาฮวาเอ่ย มันทำให้นางนึกถึงอดีตครั้งที่ศพของพานเยว่หลานถูกกระทำไม่ต่างกัน
“เดรัจฉาน!! เจ้ามันชิงหมาเกิด เด็กคนนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ พวกเจ้า เจ้าทำเช่นนั้นกับเขาได้อย่างไร”
ผู้เฒ่าหลี่ยกมือขึ้นขยี้หัวตนเองทำให้ผ้าที่ผูกเอาไว้หลุดลุ่ยลงมา ม่านตาของชายชราขยายกว้างลูกตากลอกกลิ้งไปมา ราวกับคนที่กำลังเสียสติ นิ้วอันสั่นเทาชี้ไปยังชาวบ้านทุกคนที่มาชุมนุมที่หน้าเรือนตระกูล หลี่
“หุบปาก!! หุบปากซะ!! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกแก เด็กนั้นมันเป็นของข้า มันเป็นสมบัติของข้า ข้าจะทำอย่างไรกับมันก็ได้ ต่อให้ข้าฆ่ามันทิ้งแล้วอย่างไร พวกเจ้าจะทำอันใดได้ ฮ่า!!!”
เสียงหัวเราะอันสยดสยองของชายชราดังก้องสะท้านขึ้น
ดวงตาแดงก่ำของเด็กสาวจ้องเขม็ง ความแค้นที่นางมีต่อพวกเขามันฝังลึกลงในกระดูกดำ บัดนี้พวกเขาหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว จากนี้ถึงเวลาที่นางต้องจัดการกับหญิงแก่ผู้นั้นและบุตรสาวของนาง
ย้อนกลับไปเมื่อสี่วันก่อน
หลี่เจี๋ยทิ้งร่างของหลี่อี้เจ๋อเอาไว้ท่ามกลางหิมะขาวโพลนในภูเขา เด็กสาวที่เฝ้าดูตระกูลหลี่รีบแบกร่างเขากลับไปยังถ้ำลับของตน เพราะกลัวว่าน้องชายจะแข็งตายไปเสียก่อน
หลี่อันหนิงบดรากไม้จนละเอียด จากนั้นพอกตามร่างกายของน้องชาย ส่วนหนึ่งก็นำไปต้มเพื่อให้เขาดื่ม เพียงไม่ถึงวันหลี่อี้เจ๋อก็ฟื้นคืนสติกลับมา
ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อนที่หลี่อี้เจ๋อจะกลับมาที่หมู่บ้านมู่โถว หลี่อันหนิงยังคิดไม่ตกว่าตนเองจะทำอย่างไรเพื่อพาน้องชายออกมาจากตระกูลหลี่ จนกระทั่งนางได้เห็นใบหน้าบวมปูดมีแต่ตุ่มพุพองของเจ้าลูกเสือดำเสี่ยวเกอ
เพราะความซุกซนอยู่ไม่นิ่งของมันทำให้นางได้รู้ว่าภายในถ้ำมีต้นหญ้าที่เป็นพิษ มองเผินๆ ก็เป็นเพียงต้นหญ้าธรรมดาเท่านั้น ทว่าเมื่อสัมผัสมันก็จะมีตุ่มพุพองตามร่างกาย ราวกับเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหาย
แต่ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ เมื่อมันได้รับพิษก็ย่อมต้องหาทางแก้ หลี่อันหนิงเห็นเจ้าเสือดำถอนต้นหญ้าพิษขึ้นมาก่อนจะเคี้ยวรากของมันกลืนลงท้อง เพียงไม่นานหัวอันบวมปูดของมันก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิม
บัดนั้นเองแผนที่อยู่ภายในหัวของนางก็ผุดขึ้นมาทันที เด็กสาวเก็บใบหญ้าพิษมาตากแห้งมองเผินๆ ก็ไม่ต่างจากใบชาทั่วไป เมื่อหลี่อี้เจ๋อกลับมายังเรือนตระกูลหลี่ ทันทีที่มีโอกาสนางก็เริ่มลงมือ
เพราะหลี่อี้เจ๋อทานเข้าไปมิใช่สัมผัสอาการของมันจึงร้ายแรงมากกว่าเดิม หลี่อันหนิงเคยทดลองกับตนเองอยู่หลายครั้ง เมื่อดื่มน้ำต้มใบพิษเข้าไปนางจะมีอาการวิงเวียนไข้ขึ้นสูงและมีตุ่มหนองขึ้นตามตัว
จนกระทั่งได้ผลสรุปว่าต่อให้นางหมดสติไปนานแค่ไหน ก็ไม่มีผลต่อร่างกายแต่อย่างใด เพียงรู้สึกเหนื่อยอ่อนเท่านั้น หลังจากดื่มน้ำต้มรากของมันเข้าไปร่างกายก็กลับมามีเรี่ยวแรงตามเดิม
“พี่ใหญ่”
เสียงเรียกจากน้องชายทำให้ร่างบางรีบหันกลับมา
“เป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บอยู่หรือไม่”
เด็กสาวมองน้องชายด้วยสายตาสงสาร หรือว่าตนลงมือกับเขาหนักไปหรือ หลี่อี้เจ๋อมองออกว่าตอนนี้นางรู้สึกอย่างไร จึงได้จับมือนางเพื่อบอกว่าตนไม่เป็นไร
“ข้าอยู่ที่ไหนหรือ”
เด็กชายลุกขึ้นนั่งพลางสำรวจไปรอบๆ เมื่อเห็นว่ามีเสบียงอาหารมากมายทั้งยังมีอุปกรณ์สำหรับการยังชีพ เขาก็มิอาจปกปิดอาการตกตะลึงของตนได้
เด็กสาวยกยิ้มอย่างเอ็นดูกับการแสดงออกของน้องชาย
“ที่นี่คือถ้ำลับของข้ากับเสี่ยวเป่า ตอนนี้เป็นถ้ำลับของเจ้าด้วย”
เด็กสาวลูบใบหน้าที่ซูบไปเล็กน้อยของเขา
“เจ้าทานโจ๊กที่พี่ทำสักหน่อยเถิด จากนั้นค่อยนอนพักผ่อน ช่วงนี้ก็อาศัยอยู่ที่นี่ไปจนกว่าพี่จะจัดการเรื่องของเจ้าเสร็จสิ้น”
หลี่อี้เจ๋อพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง ทว่าเสียงคำรามที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้เขาสะดุ้งจนตัวโยน พลันร่างดำทะมึนสองร่างก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เด็กน้อยรีบทะยานลุกขึ้นรั้งร่างพี่สาวมาไว้ด้านหลัง
“พี่ใหญ่!!มาหลบมาอยู่ข้างหลังข้า”
หลี่อันหนิงแตะหัวไหล่ของเด็กชายให้เขาสงบลง ก่อนจะเดินเข้าไปลูบหัวของเจ้าเสือดำทั้งสอง
“ไม่เป็นไร มันคือเสือดำพี่น้องที่เป็นกำพร้าไม่ต่างจากพวกเรา มันไม่ทำร้ายมนุษย์ ถ้าไม่รังแกมันก่อน”
เด็กสาวจับมือน้องชายยื่นมาตรงหน้าเสี่ยวเกอและเสี่ยวเจี่ย เมื่อมันดมมือของหลี่อี้เจ๋อเห็นว่าเป็นกลิ่นที่คล้ายคลึงกับหลี่อันหนิง เสือดำทั้งสองตัวจึงเลียไปที่มือเด็กน้อย พลางเอาหัวอันใหญ่โตถูไถร่างเล็กของเด็กชายอย่างออดอ้อน
“เหมือนมันจะชอบข้า”
หลี่อี้เจ๋อเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น
หลี่อันหนิงที่ได้ยินเสี่ยงความคิดของเสี่ยวเจี่ยก็อดที่จะหัวเราะออกมามิได้ เจ้าเสือดำคิดว่าน้องชายของนางเป็นพวกโง่เขลาเหมือนเสี่ยวเกอที่กินหญ้าพิษเข้าไป
“ท่านหัวเราะอันใดหรือ”
“ไม่มีอะไร เอาล่ะให้เขาได้พักผ่อน ส่วนพวกเจ้าก็ไปเล่นกันที่มุมนู้นเถอะ อย่ากวนเขา”
ราวกับฟังรู้เรื่อง เมื่อหลี่อันหนิงสั่งเจ้าเสือดำทั้งสองก็ผละจากเด็กชายไปนอนเอกเขนกอยู่อีกด้านของถ้ำ
“ท่านฝึกพวกมันหรือ”
เด็กชายถามพี่สาวด้วยท่าทางตื่นเต้น ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย
“เปล่า เราแค่พึ่งพาอาศัยกันและกันมันมิใช่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นพี่น้องของเรา”
เด็กสาวอธิบายให้น้องชายฟัง ทั้งยังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านในระหว่างที่เขาอยู่ที่สำนักศึกษาให้ฟังอีกด้วย
ณ ปัจจุบัน
จางเหยาฮวาได้เปิดเผยเรื่องที่พ่อลูกตระกูลหลี่ทำ หัวหน้าหมู่บ้านจวงจึงสั่งให้คนไปแจ้งต่อทางการ ทำให้มีเจ้าหน้าที่จากอำเภอเข้ามาตรวจสอบ
ยิ่งพบว่าหลี่อี้เจ๋อที่เป็นถึงเป็นศิษย์เอกของครูใหญ่ตู้แห้งสำนักศึกษาหมิงหลัน ยิ่งทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นบานปลายและร้ายแรงยิ่งว่าเดิม
สองพ่อลูกตระกูลหลี่ถูกทางการจับตัวไปขังคุกเพื่อสอบสวน ส่วนสองแม่ลูกหม่าซือหยุนและหนี่ม่านม่านที่หลบอยู่ในเรือนกลับไม่กล้าโผล่หน้าออกมาให้ชาวบ้านได้เห็นแม้แต่เงา
เมื่อเรื่องที่ตระกูลหลี่กระทำต่อหลานชายแท้ๆ ถูกสืบสาว หลี่อันหนิงที่มีส่วนเกี่ยวข้องและจางเหยาฮวาผู้เป็นพยานต้องถูกเจ้าหน้าที่ของทางการสอบปากคำด้วย
ในระหว่างที่ถูกสอบปากคำเด็กสาวได้เอ่ยถึงตระกูลเก่าของผู้เฒ่าหลี่ นางกล่าวว่าชายชราเคยเป็นบุตรชายของอดีตเจ้าเมืองเฟิงที่ถูกขับออกจากจวน เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งคนไปยังตระกูลหลี่ที่เมืองเฟิงตามคำบอกเล่าของเด็กสาว จึงได้รู้ว่าหม่าซือหยุนคือทาสที่หลบหนีไปเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน นั่นเป็นคำยืนยันจากพี่ชายของผู้เฒ่าหลี่เอง