ตามกฎหมายของต้าเหลียง ทาสที่หลบหนีจะต้องถูกทางการจับกุมและลงโทษสถานหนัก ต่อมาไม่นานหม่าซือหยุนและบุตรสาวได้ถูกทางการจับตัวไปส่งยังตระกูลหลี่ที่เมืองเฟิง เพื่อให้เจ้านายเก่าเป็นผู้ตัดสิน
พี่ชายของผู้เฒ่าหลี่เมื่อได้ทราบเรื่องเลวทรามที่น้องชายกระทำต่อสายเลือดของตน จึงไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับเรื่องสกปรก
เขาได้ส่งหนังสือตัดขาดจากชายชรา จากนั้นส่งหม่าซือหยุนและบุตรสาวไปขายยังซ่องนางโลม
ส่วนผู้เฒ่าหลี่และหลี่เจี๋ยถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ดังนั้นจึงถูกลงโทษให้ทำงานในเหมืองเกลือที่ชายแดนสิบห้าปี
วันที่คนทั้งสองถูกคุมตัวไป หลี่อันหนิงและหลี่ซางเป่าได้ไปส่งพวกเขาด้วยตนเอง นางจ่ายเงินห้าสิบตำลึงให้ผู้คุมนักโทษเพื่อขอพูดคุยตามลำพังเป็นครั้งสุดท้าย
ชายชราที่ได้เห็นใบหน้าที่ตนเกลียดชังอีกครั้ง ก็มิอาจข่มอารมณ์โกรธลงได้
“สมใจเจ้าแล้วสินะที่ได้เห็นตระกูลหลี่ของข้าพังพินาศ”
ชายชราที่ถูกตีตรวนด้วยโซ่เหล็ก หันมาบริภาษเด็กสาวด้วยสีหน้าชิงชัง แม้จะถูกสายตาเคียดแค้นจ้องมองทว่าสีหน้าของเด็กสาวก็มิได้เปลี่ยนแปลงแม้เพียงนิด นางยังคงนิ่งเฉยต่อการกระทำอันหยาบช้าของ หลี่เจียงกั๋ว
ราวกับมิได้เห็นตาเฒ่าหลี่อยู่ในสายตา
“ใช่แล้ว! ข้าสะใจมาก! สะใจที่พวกเจ้าทุกคนได้รับผลกรรมที่ตนเองก่อ”
เด็กสาวแสยะยิ้มด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียมต่างจากยามปกติที่ดูใสซื่อ บัดนี้สีหน้าที่นางแสดงออกมันคือของจริง มันคือความชิงชังจากก้นบึ้งของหัวใจ
“แก!! นางเด็กสารเลว!! แกมันอกตัญญู!! แกทำเช่นนี้กับข้าที่เป็นผู้เลี้ยงดูพวกแกพี่น้องจนเติบใหญ่ได้อย่างไร”
หลี่อันหนิงอยากจะหัวเราะกับคำผรุสวาทที่ตาแก่ผู้นี้พ่นออกมา
“เจ้าหรือเลี้ยงดูข้า เท่าที่จำได้มารดาของข้าใช้สินเดิมของตนจนหมด เพื่อให้เราแม่ลูกมีชีวิตรอดในเรือนตระกูลหลี่ของเจ้า เมื่อนางจากไป ข้าก็ต้องทำงานเพื่อแลกกับเศษอาหารประทังชีวิต แม้แต่น้องสาวของข้าที่ยังเป็นเพียงเด็กทารก มีพวกเจ้าคนไหนเคยใส่ใจนางบ้าง ถ้าไม่ได้บ้านย่าจวงช่วยเอาไว้ พวกเราพี่น้องคงจะไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก”
หลี่อันหนิงชี้หน้าชายชรา
“นั่นก็สมควรแล้ว ข้าน่าจะทำให้แกตายไปพร้อมกับหญิงแพศยาใจง่ายผู้นั้นเสีย มิน่าใจอ่อนปล่อยให้แกได้เติบใหญ่เพื่อมาแว้งกัดข้าเช่นนี้ สักวันเถอะตัวแกเองก็จะไม่ตายดี ต้องถูกสวรรค์ลงโทษถูกนรกสูบเหมือนกับแม่ของแก”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
สีหน้าบิดเบี้ยวของชายชราเปลี่ยนไปมาเพราะการหัวเราะที่ดูสะใจ เมื่อได้เห็นท่าทางของเด็กสาวตรงหน้า
“ท่านพ่อ!!”
หลี่เจี๋ยที่ฟังทั้งสองสนทนาอยู่เงียบๆ เมื่อได้ยินบิดาเอ่ยถึงเรื่องของตนในอดีต เขาก็รีบพุ่งเข้าห้ามทันที
“เจ้าไม่ต้องมาห้ามข้า!! วันนี้ข้าหลี่เจียงกั๋วจะต้องทำให้นางเด็กสารเลวผู้นี้รู้ถึงความน่ารังเกียจของหญิงแพศยาผู้นั้น”
ดวงตากลมโตสั่นไหวน้อยๆ เมื่อได้ยินสิ่งสกปรกถูกพ่นออกจากปากของหลี่เจียงกั๋ว ยังมีสิ่งใดที่นางไม่รู้เกี่ยวกับมารดาอยู่อีกหรือ หรือว่าคนพวกนี้ทำบางอย่างกับนาง
ชายชราเมื่อเห็นเด็กสาวเงียบขรึมลง จึงคิดจะบดขยี้ความรู้สึกของนางให้แหลกละเอียดด้วยคำพูดของตน
“แกคงจะไม่เคยรู้สินะว่านางหญิงแพศยาพานเยว่หลานผู้นั้น ได้ใช้ใบหน้าอันงดงามของมันล่อลวงบุตรชายของข้า มันสวมเขาให้อาเจี๋ยแล้วยังให้เขารับเป็นบิดาของเด็กในท้อง แกรู้หรือไม่ว่าตัวแกมิได้มีสายเลือดของตระกูลหลี่เลย เรามิได้มีอันใดเกี่ยวข้องกัน ฮ่า!!!”
หลี่เจียงกั๋วคาดหวังจะได้เห็นสีหน้าอันเจ็บปวดของเด็กสาว เมื่อนางได้รู้ความจริงเกี่ยวกับอดีตของตน ทว่าหลี่อันหนิงกลับหัวเราะออกมาด้วยสีหน้าเปรมปรีดิ์
“ฮ่า!!! ตลอดชีวิตของข้า ไม่มีวันใดเลยที่ไม่กล่าวโทษต่อสวรรค์ที่ส่งข้ามาเกิดเป็นคนสายเลือดเดียวกันกับพวกเจ้า”
“บัดนี้สวรรค์ช่างมีตาแล้ว ข้าคงต้องขอบคุณที่เจ้าเปิดเผยความจริงนี้ให้ข้าได้รู้ ว่าตนเองมิได้มีสายเลือดอันน่ารังเกียจของตระกูลหลี่ไหลเวียนอยู่ในกาย”
“นางเด็กสารเลว แกไม่ต้องการรู้หรือว่าบิดาที่แท้จริงของตนเองเป็นผู้ใด”
เด็กสาวเหลือบมองชายชราด้วยสีหน้าดูแคลน พลางส่งเสียงจุ๊ๆ
“เจ้าเฒ่าเอ๋ย ข้าไม่สนว่าผู้ใดจะเป็นบิดาที่แท้จริง ขอเพียงตนเองมิได้เกิดมามีสายเลือดของตระกูลหลี่ นั่นก็นับว่าสวรรค์ได้เมตตาต่อข้าแล้ว”
ช่างเป็นคำตอบที่ทิ่มแทงใจเหลือเกิน
หลี่เจียงกั๋วที่คิดทำลายความรู้สึกของเด็กสาวตรงหน้า บัดนี้กลับกลายเป็นตนเองที่ต้องตกตะลึง
“หลี่เจียงกั๋วเอ๋ยหลี่เจียงกั๋ว ในเมื่อเจ้ามอบของขวัญที่ดีเพียงนี้ให้กับข้า เช่นนั้นตัวข้าก็มีสิ่งตอบแทนให้กับเจ้าเช่นกัน”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
เด็กสาวไม่คิดเสียเวลากับชายชราหน้าโง่ นางโน้มตัวเข้าไปใกล้เขา ก่อนเอ่ยความจริงเรื่องหลี่อี้เจ๋อ
“แก!! นางเด็กเดรัจฉาน!! ทุกอย่างเป็นแกที่วางแผน แกวางแผนใส่ร้ายพวกเรา ข้าจะต้องบอกเรื่องนี้ให้กับผู้คุมรู้”
นิ้วอันสั่นเทาถูกชี้มาที่นาง เด็กสาวหัวเราะเยาะกับการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของตาแก่ตรงหน้า
“เอาเลยสิ เร็วเข้าก่อนที่พวกเขาจะพาตัวเจ้าไป”
หลี่อันหนิงเอ่ยกระตุ้นชายชรา ก่อนจะโน้มกายเข้าไปกระซิบบางอย่าง
"ถ้าแกมีหลักฐานนะ ตาเฒ่าเอ๋ย หลังจากนี้อีกสิบห้าปีแกจะต้องนึกเสียใจแน่ ที่กล้ามาทำร้ายพวกเราแม่ลูก”
เมื่อนางเอ่ยจบชายชราก็มีท่าทีคลุ้มคลั่งขึ้นยิ่งกว่าเดิม เหล่าผู้คุมที่อยู่ห่างออกไปรีบพุ่งเข้ามาระงับเหตุทันที
เด็กสาวรีบบีบน้ำตาตนเองเพื่อให้พวกเขาสงสาร พลางเอ่ยว่าชายชราต้องการสังหารตนให้ตายตกตามน้องชายไป
หลี่เจี๋ยที่ได้ฟังความจริงทุกอย่างจากปากของหลี่อันหนิง บัดนี้เขาได้แต่นึกเสียใจที่เคยหลงใหลในตัวพานเยว่หลาน จนเป็นสาเหตุให้ครอบครัวของตนต้องถึงกาลพินาศ
จางเหยาฮวา ภายหลังเขียนหนังสือหย่าให้กับหลี่เจี๋ย นางก็ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับเขาอีก หญิงสาวได้พาบุตรชายเพียงคนเดียวอย่างหลี่อี้เฉินออกจากตระกูลหลี่ไปอยู่ที่อื่น ตั้งแต่บัดนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นทั้งสองคนอีกเลย
ส่วนหลี่เฟิงหัว เมื่อย้ายไปอยู่ที่เรือนพ่อตาก็จับได้ว่าหนี่ม่านม่านแอบคบชู้กับคู่ค้าของตระกูลหนี่ เขาจึงเขียนหนังสือหย่าขาดจากนาง จากนั้นพาบุตรชายคนเดียวของตนสมัครเป็นทหาร เดินทางไปกับกองคาราวานขนส่งเสบียงเพื่อมุ่งหน้าไปยังชายแดน
ส่วนทรัพย์สินของตระกูลหลี่ที่เหลืออยู่ ทางการได้มอบให้หลี่อันหนิงเพราะอย่างไรนางก็เป็นผู้สูญเสีย ทว่าเด็กสาวไม่ต้องการเก็บสิ่งของที่เกี่ยวกับคนเหล่านั้นเอาไว้ นางจึงขอร้องให้หัวหน้าหมู่บ้านจวงช่วยจัดการขายในราคาถูก แต่ถึงกระนั้นก็ได้มาหลายพันตำลึง
ต่อมาเด็กสาวได้บริจาคให้หมู่บ้านสำหรับซื้อเสบียงอาหารส่วนกลางห้าร้อยตำลึง และส่วนที่เหลือทั้งหมดนางได้สมทบให้กับทางการเพื่อช่วยเหลือค่าเสบียงของเหล่าทหารที่ชายแดน
ทว่าแม้ชาวบ้านจะได้รับวิธีการเอาชีวิตรอด แต่ปัญหาใหญ่ของทุกคนในเวลานี้คือน้ำ นับวันแม่น้ำยิ่งแห้งขอดขุ่นข้นมิอาจใช้ดื่มกิน แม้ตนเองจะมิได้มีปัญหาเรื่องน้ำเพราะภายในถ้ำลับยังมีน้ำพุร้อน แต่นางก็มิอาจเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านได้
เด็กสาวสั่งให้เจ้าเสือดำสองพี่น้องออกตามหาแหล่งน้ำภายในภูเขา จนกระทั่งได้พบกับตาน้ำเล็กๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปในภูเขา แม้รอบด้านจะแห้งแล้งเหล่าต้นไม้ยืนต้นตาย แต่กลับมีเพียงรอบตาน้ำเท่านั้นมีมีพืชขึ้นเขียวชอุ่ม นับว่าเป็นปฏิหาริย์ของชาวบ้านหมู่บ้านมู่โถว
หลังจากทำสัญลักษณ์เส้นทาง หลี่อันหนิงก็ได้แจ้งเรื่องนี้แก่หัวหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านที่เป็นชายฉกรรจ์ต่างก็หิ้วถังไม้ออกเดินทางเข้าไปในหุบเขา
แม้หนึ่งวันจะใช้เวลาในการเดินไปกลับจนหมด แต่พวกเขาก็ยังได้น้ำสำหรับดื่มกินคนละสองถัง อาจจะลำบากไปบ้างสักหน่อย แต่กลับไม่มีชาวบ้านคนใดปริปากบ่นออกมา พวกเขาต่างรู้สึกซาบซึ้งใจในการเสียสละของเด็กสาว