“ช่างเป็นคนที่ไร้มารยาทเสียจริง ไม่รู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านสั่งสอนนางอย่างไร”
สวีไช่ไช่สบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ โดยที่ไม่รู้ว่าด้านหลังของตนมีบิดาของจวงอิงอย่างจวงต้าหลางยืนอยู่
“ข้าจะสั่งสอนลูกของข้าอย่างไร คงไม่ต้องให้เด็กบ้านสวีอย่างเจ้าเข้ามาก้าวก่าย แล้วนี่พวกเจ้ามาทำอันใดที่นี่”
จวงต้าหลางมองชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยชุดทำงานกับหญิงสาวที่ประโคมเครื่องแต่งหน้าราวกับกำลังเตรียมจะไปเล่นงิ้ว นี่มันเหตุการณ์อันใด
“คารวะท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้านำมันเทศมาให้จวงอิงขอรับ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงได้โมโหเช่นนี้”
จวงต้าหลางมองชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าอย่างตรึกตรอง เขาเปิดประตูหน้าเรือนก่อนจะรับตะกร้ามันเทศจากเขา
“ขอบใจ แต่ข้ามีเรื่องบางอย่างต้องการเตือนเจ้าหน่อยนะเจ้าหนุ่ม”
จวงต้าหลางกระซิบกับจวงอี้ซิงเสียงเบา เพื่อไม่ให้สวีไช่ไช่ได้ยิน
“ในฐานะที่ข้าอาวุโสกว่า ตัวข้านั่นมิได้รังเกียจที่เจ้าเป็นกำพร้าเพราะเห็นเจ้ามาตั้งแต่ยังเล็ก ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์และขยันทำงาน ทว่าเจ้าควรทำอะไรให้กระจ่างอย่าได้ปล่อยให้ความสัมพันธ์คลุมเครือเช่นนี้ ที่ข้าเตือนเพราะเห็นว่าเจ้าก็ใช้แซ่เดียวกับข้านะ เอาล่ะกลับไปเถอะ”
จวงอี้ซิงมองชายผู้อาวุโสกว่าด้วยสีหน้างุนงง หลังจากมอบตะกร้ามันเทศให้หัวหน้าหมู่บ้านไป ชายหนุ่มก็เดินแยกจากสวีไช่ไช่กลับเรือนด้วยสีหน้าเหม่อลอย
หลี่อันหนิงผู้สังเกตเห็นพี่ชายต่างสายเลือดมีท่าทีครุ่นคิดตลอดเวลา ตอนนี้นางได้ยินเสียงในหัวของเขาหมดแล้ว เด็กสาวได้แต่ทำหน้าอ่อนใจกับความไม่เอาไหนของเขา
“ท่านมีเรื่องในใจหรือ”
“อืม.. เป็นเรื่องที่ข้าคิดไม่ตก”
น้ำเสียงที่ชายหนุ่มตอบกลับมาราวกับคนที่มีเพียงร่างแต่ไร้จิตวิญญาณ เด็กสาวขยับเข้าใกล้พี่ชายต่างสายเลือดเล็กน้อย ก่อนจะถามหยั่งเชิง
“เช่นนั้น ท่านลองเล่าให้ข้าฟังดีหรือไม่ บางทีเด็กอาจมีความคิดที่เฉียบคมกว่าผู้ใหญ่”
จวงต้าหลางหันไปมองเด็กสาวอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นร้อยเรียงความคิดความรู้สึกทั้งหมดของตนออกมาเป็นคำพูด
เมื่อเล่าจบหลี่อันหนิงก็ให้คำแนะนำบางอย่างแก่ชายหนุ่ม จวงอี้ซิงที่คิดไม่ตกบัดนี้กลับมีท่าทีแช่มชื่นราวกับปลาได้น้ำ
“ข้าจะไปพูดกับนาง ตอนนี้เลย”
“นี่!! เดี๋ยวก่อนท่าน...”
ชายหนุ่มเมื่อได้รับคำแนะนำจากเด็กสาว เวลานี้ได้หุนหันวิ่งจากไปโดยที่ไม่รอฟังเสียงเรียกจากด้านหลัง
ระหว่างทางจวงอี้ซิงวิ่งผ่านสวีไช่ไช่ที่กำลังเดินกลับเรือน เมื่อหญิงสาวได้พบชายหนุ่มที่คนชื่นชอบโดยบังเอิญ จึงเอ่ยทักขึ้น
“ท่านพี่อี้ซิงท่านกำลังรีบไปไหนหรือ”
จวงอี้ซิงไม่แม้แต่จะหยุดคุยกับนาง สวีไช่ไช่ทันได้เห็นดวงตาที่เปล่งประกายของชายหนุ่ม ด้วยสัญชาตญาณทำให้นางรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังสั่นคลอนความสัมพันธ์ของทั้งสอง
นั่นเป็นสิ่งที่นางกำลังคิดไปเองคนเดียว
ความจริงคือจวงอี้ซิงมิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อนางแม้เพียงนิด เป็นนางที่พยายามคิดเข้าข้างตนเองทั้งสิ้น เมื่อเห็นชายหนุ่มวิ่งไปยังเส้นทางที่เรือนของหัวหน้าหมู่บ้านตั้งอยู่ สวีไช่ไช่ก็เปลี่ยนใจติดตามเขาไปทันที
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านอยู่หรือไม่ขอรับ”
จวงอี้ซิงตะโกนถามที่หน้าเรือน หญิงสาวที่กำลังนั่งซึมอยู่ภายในเรือน เมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มที่ทำให้ตนกินไม่ได้นอนไม่หลับ นางจึงรีบเดินออกมาดู
“ท่านพ่อไม่อยู่ หากท่านมีธุระอันใดเอาไว้รอกลับมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้”
เมื่อมองดูท้องฟ้าที่กำลังมืดลง หญิงสาวที่เฝ้าเรือนเพียงลำพังจึงมิได้เปิดประตู ทั้งยังเอ่ยปากไล่ให้ชายหนุ่มกลับมาใหม่ในวันถัดไป
“ความจริง...ข้ามาหาเจ้า”
ในความเงียบสงัด เสียงทุ้มดังขึ้นแผ่วเบา
“ท่านมาหาข้ามีธุระอันใด”
หญิงสาวกลั้นใจฟังยังอีกฝั่งของประตูด้วยหัวใจเต้นระรัว
หลี่อันหนิงที่แอบตามมาเพราะเป็นห่วง เห็นสวีไช่ไช่กำลังซ่อนตัวอยู่ด้านหลังต้นไม้ และนางกำลังคิดวางแผนที่จะพุ่งเข้าไปเพื่อขัดขวางคนทั้งสองเพื่อให้จวงอิงเข้าใจผิดอีกครั้ง ร่างบางคว้าท่อนไม้ทุบเข้าไปที่ท้ายทอยของนางจนหญิงสาวสลบเหมือด
นางมองร่างที่นอนแน่นิ่งของสวีไช่ไช่ด้วยสายตาพอใจ จากนั้นจึงหันกลับไปลุ้นให้เจ้าซื่อบื้อบ้านจวงเกี้ยวพาสาวได้สำเร็จ
“ขะ...ข้า”
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเงียบไป หญิงสาวที่ยืนอยู่อีกฝั่งประตูจึงเอ่ยขึ้น
“ถ้าท่านไม่ยอมพูด เช่นนั้นข้าจะไปแล้ว”
“ข้าพูด!! ข้าพูด!!”
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเพิ่มความกล้าให้แก่ตนเอง เขาสัมผัสบานประตูที่คิดว่ามีสตรีในดวงใจอยู่อีกฝั่ง ก่อนจะเอ่ยความในใจออกไป
“อิงเอ๋อ ตลอดมาข้าไม่เคยเข้าใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไร เพราะข้าเป็นคนโง่เขลาจึงแสดงออกไม่เก่ง จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากท่านพ่อของเจ้า ทว่าวันนี้ข้าได้รู้ใจตนเองแล้ว”
“ท่าน....หมายความว่าอย่างไร”
นอกจากจวงอิงแล้วยังมีหลี่อันหนิงที่กลั้นใจรอฟังประโยคต่อไปของชายหนุ่ม หัวใจของพวกนางเต้นรัวกระหน่ำด้วยความตื่นเต้น
“ข้า.....”
.
.
.
“ข้าอยากจะบอกว่าข้าสนใจเจ้ามานานแล้ว”
“ปัดโธ่!!ไอ้คนซื่อบื้อ จะพูดอ้อมโลกไปไหนกัน”
หลี่อันหนิงที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ สบถออกมาด้วยน้ำเสียงขัดใจ จวงอิงเองก็ลุ้นจนแทบหยุดหายใจที่อีกฝั่งของบานประตู
“ตะ..แต่เพราะตนเองเป็นเด็กกำพร้าและคิดว่าไม่คู่ควรกับเจ้า ทำให้ข้าไม่กล้าคิดถึงมัน แต่ทุกอย่างมันเริ่มปะทุขึ้นในวันนั้น...”
“วันที่เจ้าอยู่ในอ้อมแขนของข้า”
จวงอิงเองจดจำได้ดีในวันที่คนทั้งสองได้ใกล้ชิดกันเป็นครั้งแรก แต่นั่นมิใช่เพียงแค่ตนเอง ยังมีสวีไช่ไช่อีกคน
“ท่านเองก็กอดสวีไช่ไช่เช่นกัน ข้าเห็นกับตา”
ชายหนุ่มพึ่งนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาได้ เขารีบละล่ำละลักเอ่ยปฏิเสธ กลัวนางไม่พอใจ
“ไม่ใช่นะ!! นั่นเป็นอุบัติเหตุ!! นางพุ่งเข้าหาข้าเอง อีกอย่าง! อีกอย่าง! ข้ามิได้รู้สึกหัวใจเต้นแรงเหมือนตอนที่อยู่ใกล้เจ้า”
เมื่อจวงอี้ซิงได้เอ่ยความในใจออกไปทั้งหมด ก็ราวกับว่าตนได้วางภูเขาไท่ซานที่กดอยู่ในใจลง หญิงสาวที่อยู่อีกด้านของบานประตูเอ่ยกระซิบเสียงเบากับชายหนุ่ม
“ท่านจะบอกว่าท่านชอบข้าหรือ”
จวงอี้ซิงยกยิ้มเต็มใบหน้าเป็นครั้งแรก น้ำเสียงหนักแน่นถูกเปล่งออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“อืม...เป็นเช่นนั้น ข้าชอบเจ้า”
หลี่อันหนิงผู้เฝ้าลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลา บัดนี้วางใจแล้วว่าคนทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อย สองหนุ่มสาวแม้มิได้เปิดประตูออกมาพบหน้า ทว่าความรู้สึกทั้งหมดกลับเชื่อมถึงกันเป็นครั้งแรก
เด็กสาวก้าวออกมาจากความมืด เดินตรงไปยังชายหนุ่มและหญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก
“พวกท่านสองคนเอาไว้พูดคุยพรุ่งนี้เถิด ดูเหมือนว่าท่านย่าจวงกำลังตามหาพวกเราแล้ว”
หลี่อันหนิงที่โผล่มาเงียบๆ ทำเอาคนทั้งสองสะดุ้งตกใจราวกับกำลังลักขโมยแต่ถูกผู้อื่นจับได้
จวงอี้ซิงรีบเก็บสีหน้ามีความสุขของตน ก่อนเอ่ยทักเด็กสาวขึ้น
“เจ้าหนูมาตั้งแต่เมื่อใด”
“มิต้องเขินอาย เพราะข้าอยู่กับพวกท่านที่นี่ตลอด”
“หา!!!”
สองเสียงตกใจดังประสานขึ้น หลี่อันหนิงเดินเอามือไพล่หลังจากไปโดยที่เสียงเรียกของชายหนุ่มดังแว่วตามมา
เช้าตรู่วันต่อมา ชาวบ้านได้พบกับสวีไช่ไช่ที่นอนสลบอยู่ด้านหลังต้นไม้ใกล้กับเรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อนางฟื้นคืนสติก็ละล่ำละลักบอกว่าตนถูกผู้อื่นทำร้าย ทั้งยังชี้มาที่จวงอิง
“หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าข้าทำร้ายเจ้า ตั้งแต่เมื่อวานข้ายังมิได้ก้าวออกจากเรือนแม้ครึ่งก้าว พูดสิ่งใดย่อมต้องมีหลักฐาน ไม่เช่นนั้นข้าสามารถเอาผิดที่เจ้าใส่ความได้”
“ข้าพูดความจริง ถ้าไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด ในหมู่บ้านนี้มีเพียงเจ้าที่เกลียดชังข้า”
จวงอิงมองไปยังสวีไช่ไช่อย่างไม่เป็นมิตร เพราะนางเป็นคนตรงไปตรงมาชอบคือชอบถ้าเกลียดนางก็จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย
“ข้ายอมรับที่ตนเองไม่ชอบเจ้า แต่การที่เจ้าสาดโคลนใส่ข้ามันไม่ง่ายไปหน่อยหรือ”
“ข้า..”