สารภาพรัก

1567 Words
“ช่างเป็นคนที่ไร้มารยาทเสียจริง ไม่รู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านสั่งสอนนางอย่างไร” สวีไช่ไช่สบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ โดยที่ไม่รู้ว่าด้านหลังของตนมีบิดาของจวงอิงอย่างจวงต้าหลางยืนอยู่ “ข้าจะสั่งสอนลูกของข้าอย่างไร คงไม่ต้องให้เด็กบ้านสวีอย่างเจ้าเข้ามาก้าวก่าย แล้วนี่พวกเจ้ามาทำอันใดที่นี่” จวงต้าหลางมองชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยชุดทำงานกับหญิงสาวที่ประโคมเครื่องแต่งหน้าราวกับกำลังเตรียมจะไปเล่นงิ้ว นี่มันเหตุการณ์อันใด “คารวะท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้านำมันเทศมาให้จวงอิงขอรับ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงได้โมโหเช่นนี้” จวงต้าหลางมองชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าอย่างตรึกตรอง เขาเปิดประตูหน้าเรือนก่อนจะรับตะกร้ามันเทศจากเขา “ขอบใจ แต่ข้ามีเรื่องบางอย่างต้องการเตือนเจ้าหน่อยนะเจ้าหนุ่ม” จวงต้าหลางกระซิบกับจวงอี้ซิงเสียงเบา เพื่อไม่ให้สวีไช่ไช่ได้ยิน “ในฐานะที่ข้าอาวุโสกว่า ตัวข้านั่นมิได้รังเกียจที่เจ้าเป็นกำพร้าเพราะเห็นเจ้ามาตั้งแต่ยังเล็ก ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์และขยันทำงาน ทว่าเจ้าควรทำอะไรให้กระจ่างอย่าได้ปล่อยให้ความสัมพันธ์คลุมเครือเช่นนี้ ที่ข้าเตือนเพราะเห็นว่าเจ้าก็ใช้แซ่เดียวกับข้านะ เอาล่ะกลับไปเถอะ” จวงอี้ซิงมองชายผู้อาวุโสกว่าด้วยสีหน้างุนงง หลังจากมอบตะกร้ามันเทศให้หัวหน้าหมู่บ้านไป ชายหนุ่มก็เดินแยกจากสวีไช่ไช่กลับเรือนด้วยสีหน้าเหม่อลอย หลี่อันหนิงผู้สังเกตเห็นพี่ชายต่างสายเลือดมีท่าทีครุ่นคิดตลอดเวลา ตอนนี้นางได้ยินเสียงในหัวของเขาหมดแล้ว เด็กสาวได้แต่ทำหน้าอ่อนใจกับความไม่เอาไหนของเขา “ท่านมีเรื่องในใจหรือ” “อืม.. เป็นเรื่องที่ข้าคิดไม่ตก” น้ำเสียงที่ชายหนุ่มตอบกลับมาราวกับคนที่มีเพียงร่างแต่ไร้จิตวิญญาณ เด็กสาวขยับเข้าใกล้พี่ชายต่างสายเลือดเล็กน้อย ก่อนจะถามหยั่งเชิง “เช่นนั้น ท่านลองเล่าให้ข้าฟังดีหรือไม่ บางทีเด็กอาจมีความคิดที่เฉียบคมกว่าผู้ใหญ่” จวงต้าหลางหันไปมองเด็กสาวอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นร้อยเรียงความคิดความรู้สึกทั้งหมดของตนออกมาเป็นคำพูด เมื่อเล่าจบหลี่อันหนิงก็ให้คำแนะนำบางอย่างแก่ชายหนุ่ม จวงอี้ซิงที่คิดไม่ตกบัดนี้กลับมีท่าทีแช่มชื่นราวกับปลาได้น้ำ “ข้าจะไปพูดกับนาง ตอนนี้เลย” “นี่!! เดี๋ยวก่อนท่าน...” ชายหนุ่มเมื่อได้รับคำแนะนำจากเด็กสาว เวลานี้ได้หุนหันวิ่งจากไปโดยที่ไม่รอฟังเสียงเรียกจากด้านหลัง ระหว่างทางจวงอี้ซิงวิ่งผ่านสวีไช่ไช่ที่กำลังเดินกลับเรือน เมื่อหญิงสาวได้พบชายหนุ่มที่คนชื่นชอบโดยบังเอิญ จึงเอ่ยทักขึ้น “ท่านพี่อี้ซิงท่านกำลังรีบไปไหนหรือ” จวงอี้ซิงไม่แม้แต่จะหยุดคุยกับนาง สวีไช่ไช่ทันได้เห็นดวงตาที่เปล่งประกายของชายหนุ่ม ด้วยสัญชาตญาณทำให้นางรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังสั่นคลอนความสัมพันธ์ของทั้งสอง นั่นเป็นสิ่งที่นางกำลังคิดไปเองคนเดียว ความจริงคือจวงอี้ซิงมิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อนางแม้เพียงนิด เป็นนางที่พยายามคิดเข้าข้างตนเองทั้งสิ้น เมื่อเห็นชายหนุ่มวิ่งไปยังเส้นทางที่เรือนของหัวหน้าหมู่บ้านตั้งอยู่ สวีไช่ไช่ก็เปลี่ยนใจติดตามเขาไปทันที “ท่านหัวหน้าหมู่บ้านอยู่หรือไม่ขอรับ” จวงอี้ซิงตะโกนถามที่หน้าเรือน หญิงสาวที่กำลังนั่งซึมอยู่ภายในเรือน เมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มที่ทำให้ตนกินไม่ได้นอนไม่หลับ นางจึงรีบเดินออกมาดู “ท่านพ่อไม่อยู่ หากท่านมีธุระอันใดเอาไว้รอกลับมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้” เมื่อมองดูท้องฟ้าที่กำลังมืดลง หญิงสาวที่เฝ้าเรือนเพียงลำพังจึงมิได้เปิดประตู ทั้งยังเอ่ยปากไล่ให้ชายหนุ่มกลับมาใหม่ในวันถัดไป “ความจริง...ข้ามาหาเจ้า” ในความเงียบสงัด เสียงทุ้มดังขึ้นแผ่วเบา “ท่านมาหาข้ามีธุระอันใด” หญิงสาวกลั้นใจฟังยังอีกฝั่งของประตูด้วยหัวใจเต้นระรัว หลี่อันหนิงที่แอบตามมาเพราะเป็นห่วง เห็นสวีไช่ไช่กำลังซ่อนตัวอยู่ด้านหลังต้นไม้ และนางกำลังคิดวางแผนที่จะพุ่งเข้าไปเพื่อขัดขวางคนทั้งสองเพื่อให้จวงอิงเข้าใจผิดอีกครั้ง ร่างบางคว้าท่อนไม้ทุบเข้าไปที่ท้ายทอยของนางจนหญิงสาวสลบเหมือด นางมองร่างที่นอนแน่นิ่งของสวีไช่ไช่ด้วยสายตาพอใจ จากนั้นจึงหันกลับไปลุ้นให้เจ้าซื่อบื้อบ้านจวงเกี้ยวพาสาวได้สำเร็จ “ขะ...ข้า” เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเงียบไป หญิงสาวที่ยืนอยู่อีกฝั่งประตูจึงเอ่ยขึ้น “ถ้าท่านไม่ยอมพูด เช่นนั้นข้าจะไปแล้ว” “ข้าพูด!! ข้าพูด!!” ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเพิ่มความกล้าให้แก่ตนเอง เขาสัมผัสบานประตูที่คิดว่ามีสตรีในดวงใจอยู่อีกฝั่ง ก่อนจะเอ่ยความในใจออกไป “อิงเอ๋อ ตลอดมาข้าไม่เคยเข้าใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไร เพราะข้าเป็นคนโง่เขลาจึงแสดงออกไม่เก่ง จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากท่านพ่อของเจ้า ทว่าวันนี้ข้าได้รู้ใจตนเองแล้ว” “ท่าน....หมายความว่าอย่างไร” นอกจากจวงอิงแล้วยังมีหลี่อันหนิงที่กลั้นใจรอฟังประโยคต่อไปของชายหนุ่ม หัวใจของพวกนางเต้นรัวกระหน่ำด้วยความตื่นเต้น “ข้า.....” . . . “ข้าอยากจะบอกว่าข้าสนใจเจ้ามานานแล้ว” “ปัดโธ่!!ไอ้คนซื่อบื้อ จะพูดอ้อมโลกไปไหนกัน” หลี่อันหนิงที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ สบถออกมาด้วยน้ำเสียงขัดใจ จวงอิงเองก็ลุ้นจนแทบหยุดหายใจที่อีกฝั่งของบานประตู “ตะ..แต่เพราะตนเองเป็นเด็กกำพร้าและคิดว่าไม่คู่ควรกับเจ้า ทำให้ข้าไม่กล้าคิดถึงมัน แต่ทุกอย่างมันเริ่มปะทุขึ้นในวันนั้น...” “วันที่เจ้าอยู่ในอ้อมแขนของข้า” จวงอิงเองจดจำได้ดีในวันที่คนทั้งสองได้ใกล้ชิดกันเป็นครั้งแรก แต่นั่นมิใช่เพียงแค่ตนเอง ยังมีสวีไช่ไช่อีกคน “ท่านเองก็กอดสวีไช่ไช่เช่นกัน ข้าเห็นกับตา” ชายหนุ่มพึ่งนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาได้ เขารีบละล่ำละลักเอ่ยปฏิเสธ กลัวนางไม่พอใจ “ไม่ใช่นะ!! นั่นเป็นอุบัติเหตุ!! นางพุ่งเข้าหาข้าเอง อีกอย่าง! อีกอย่าง! ข้ามิได้รู้สึกหัวใจเต้นแรงเหมือนตอนที่อยู่ใกล้เจ้า” เมื่อจวงอี้ซิงได้เอ่ยความในใจออกไปทั้งหมด ก็ราวกับว่าตนได้วางภูเขาไท่ซานที่กดอยู่ในใจลง หญิงสาวที่อยู่อีกด้านของบานประตูเอ่ยกระซิบเสียงเบากับชายหนุ่ม “ท่านจะบอกว่าท่านชอบข้าหรือ” จวงอี้ซิงยกยิ้มเต็มใบหน้าเป็นครั้งแรก น้ำเสียงหนักแน่นถูกเปล่งออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “อืม...เป็นเช่นนั้น ข้าชอบเจ้า” หลี่อันหนิงผู้เฝ้าลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลา บัดนี้วางใจแล้วว่าคนทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อย สองหนุ่มสาวแม้มิได้เปิดประตูออกมาพบหน้า ทว่าความรู้สึกทั้งหมดกลับเชื่อมถึงกันเป็นครั้งแรก เด็กสาวก้าวออกมาจากความมืด เดินตรงไปยังชายหนุ่มและหญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก “พวกท่านสองคนเอาไว้พูดคุยพรุ่งนี้เถิด ดูเหมือนว่าท่านย่าจวงกำลังตามหาพวกเราแล้ว” หลี่อันหนิงที่โผล่มาเงียบๆ ทำเอาคนทั้งสองสะดุ้งตกใจราวกับกำลังลักขโมยแต่ถูกผู้อื่นจับได้ จวงอี้ซิงรีบเก็บสีหน้ามีความสุขของตน ก่อนเอ่ยทักเด็กสาวขึ้น “เจ้าหนูมาตั้งแต่เมื่อใด” “มิต้องเขินอาย เพราะข้าอยู่กับพวกท่านที่นี่ตลอด” “หา!!!” สองเสียงตกใจดังประสานขึ้น หลี่อันหนิงเดินเอามือไพล่หลังจากไปโดยที่เสียงเรียกของชายหนุ่มดังแว่วตามมา เช้าตรู่วันต่อมา ชาวบ้านได้พบกับสวีไช่ไช่ที่นอนสลบอยู่ด้านหลังต้นไม้ใกล้กับเรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อนางฟื้นคืนสติก็ละล่ำละลักบอกว่าตนถูกผู้อื่นทำร้าย ทั้งยังชี้มาที่จวงอิง “หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าข้าทำร้ายเจ้า ตั้งแต่เมื่อวานข้ายังมิได้ก้าวออกจากเรือนแม้ครึ่งก้าว พูดสิ่งใดย่อมต้องมีหลักฐาน ไม่เช่นนั้นข้าสามารถเอาผิดที่เจ้าใส่ความได้” “ข้าพูดความจริง ถ้าไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด ในหมู่บ้านนี้มีเพียงเจ้าที่เกลียดชังข้า” จวงอิงมองไปยังสวีไช่ไช่อย่างไม่เป็นมิตร เพราะนางเป็นคนตรงไปตรงมาชอบคือชอบถ้าเกลียดนางก็จะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย “ข้ายอมรับที่ตนเองไม่ชอบเจ้า แต่การที่เจ้าสาดโคลนใส่ข้ามันไม่ง่ายไปหน่อยหรือ” “ข้า..”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD