สู่ขอจวงอิง

1699 Words
สวีไช่ไช่พูดไม่ออก ความจริงนางไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ทำร้ายตน หัวหน้าหมู่บ้านมองเห็นแววว่าเรื่องกำลังจะบานปลาย ทั้งยังมีชื่อบุตรสาวของตนเข้ามาเกี่ยวข้อง จำต้องสืบสวนเรื่องราวอย่างรัดกุม “สวีไช่ไช่ เจ้าถูกทำร้ายเมื่อใด” หญิงสาวครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเวลาที่ตนแอบตามจวงอี้ซิงมา “มืดแล้ว ข้าไม่แน่ใจแต่น่าจะไม่เกินต้นยามซวี่ (19.00-21.00) ” “ท้องฟ้ามืดแล้ว เช่นนั้นเจ้าที่เป็นสตรียังมิได้ออกเรือนมาทำอันใดที่หน้าเรือนของข้า” “คือข้า...” เมื่อถูกถามเช่นนั้นสวีไช่ไช่ถึงกับทำหน้าไม่ถูก นางจะบอกได้อย่างไรว่าตนแอบตามจวงอี้ซิงมาที่นี่ “หรือบางทีอาจเป็นคนจากนอกหมู่บ้านที่มาดูลาดเลาที่นี่” เสียงเล็กๆ ของหลี่อันหนิงดังขัดความคิดของทุกคนขึ้น จวงอี้ซิงที่พึ่งรู้ว่าน้องสาวต่างสายเลือดเป็นผู้ลงมือ ชายหนุ่มได้แต่ถลึงตาดุคนก่อเรื่องเช่นนาง ทั้งยังเอ่ยคาดโทษเด็กน้อยไปอีกหลายกระบุง “ไม่จริง จะต้องเป็นจวงอิงแน่ที่ทำร้ายข้า” เมื่อเห็นทิศทางความคิดของชาวบ้านกำลังออกห่างจากจวงอิง สวีไช่ไช่ก็รีบเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีร้อนรน แต่คำพูดที่คาดไม่ถึงของจวงอี้ซิงทำให้ทุกคนหันมาสนใจ “ข้าเป็นพยานให้นางได้ว่าช่วงเวลาที่สวีไช่ไช่ถูกทำร้าย จวงอิงมิได้ก้าวออกจากประตูบ้านจวงเลย” “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” หัวหน้าหมู่บ้านหันมาคาดคั้นชายหนุ่มผู้เป็นพยาน “เมื่อวานข้ามาที่นี่ช่วงปลายยามโหย่ว (17.00-19.00) หลังจากตะโกนเรียกท่านอยู่หลายคำ จวงอิงจึงตะโกนกลับมาบอกว่าท่านมิได้อยู่ที่เรือน และนางก็มิได้เปิดประตูให้ข้า เราสองคนพูดคุยกันจนกระทั่งข้ากลับเรือน” “หรือเจ้าจะบอกว่าข้าเป็นคนทำร้ายเจ้า” จวงอี้ซิงหันมาถามสวีไช่ไช่ด้วยสีหน้าเย็นชา แม้จะรู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด แต่เขาไม่ชอบเลยที่สวีไช่ไช่ดันทุรังใส่ร้ายจวงอิง สตรีที่เขามีใจให้ “ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” หัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าโคลนที่สวีไช่ไช่สาดมายังบุตรสาว บัดนี้ถูกชะล้างโดยคำพูดของเจ้าหนุ่มอี้ซิง จึงได้วางใจและเริ่มนำคำพูดของหลี่อันหนิงมาวิเคราะห์ “อืม...หรือบางทีอาจเป็นคนจากที่อื่นจริงๆ ยิ่งช่วงนี้ฝนไม่ตกลงมาเลย เสบียงอาหารก็เริ่มร่อยหรอ อาจมีคนใจทรามคิดปล้นชิงก็เป็นได้ เห็นทีพวกเราคงต้องจัดเวรยามเฝ้าระวังทางเข้าหมู่บ้านให้ดีแล้วล่ะ” และแล้วเรื่องการทำร้ายร่างกายของสวีไช่ไช่ก็ถูกปัดไปว่าเป็นฝีมือของคนนอกหมู่บ้าน สวีไช่ไช่ผู้เป็นเจ้าของเรื่องทั้งเจ็บตัวทั้งแค้นใจที่หาตัวคนทำร้ายตนเองไม่พบ “ฮึม ฮึม ฮึม ฮึม” เสียงฮำเพลงดังขึ้นแผ่วเบาที่หน้าเรือน จวงอี้ซิงจัดข้าวของสำหรับนำไปฝากหัวหน้าหมู่บ้าน เพราะวันนี้เป็นวันที่แม่เฒ่าจวงต้องไปพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายของหลานชายเพียงคนเดียวของตน ตั้งแต่ที่ชายหนุ่มสารภาพออกไปว่าชอบจวงอิง บัดนี้ก็ผ่านไปแล้วสี่เดือน แม้จะยังไม่มีฝนตกลงมาสักเม็ด บ้านแม่เฒ่าจวงและชาวบ้านที่เชื่อว่าจะเกิดภัยแล้งได้เริ่มเตรียมกักตุนอาหารตั้งแต่หลายเดือนก่อน ตอนนี้เลยไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าคนที่เคยกล่าวหาว่านางพูดจาเหลวไหล ภายในเมืองเวลานี้กำลังเกิดโกลาหล เพราะราคาข้าวสารและอาหารแพงขึ้นหลายเท่าตัว ชาวบ้านที่ไม่เชื่อคำของแม่เฒ่าจวงจึงพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดไป “ใครกันน๊าช่างอารมณ์ดี” เด็กน้อยที่เคยตัวเล็กแกร็นบัดนี้เริ่มโตขึ้นและส่วนสูงก็เพิ่มขึ้นด้วย หลี่อันหนิงผู้เป็นดังที่ปรึกษาด้านความรักของชายหนุ่ม เอ่ยหยอกเย้าพี่ชายต่างสายเลือดด้วยสีหน้าสนุกสนาน “หล่อเหลารูปงามใช้ได้ ข้าพึ่งเคยเห็นท่านแต่งกายเช่นนี้เป็นครั้งแรก มิน่าเล่าท่านพี่อาอิงถึงได้เขินอายทุกครั้งที่พบหน้าท่าน” ชายหนุ่มเมื่อถูกน้องสาวเยินยอก็อดที่จะขัดเขินมิได้ “อะแฮ่ม! ข้ารูปงามจริงหรือ” “จริงเจ้าค่ะ ใช่หรือไม่เป่าเอ๋อ” เด็กสาวหันไปขอความเห็นของตัวเสริมทัพอย่างหลี่ซางเป่า “ใช่ แต่ท่านรูปงามน้อยกว่าพี่ชายของข้า” หลี่อันหนิงหัวเราะขบขันน้องน้อยของตน ที่ไม่ว่าเมื่อใดก็เอ่ยถึงพี่ชายอย่างหลี่อี้เจ๋ออยู่ร่ำไป ยิ่งไม่กี่เดือนก่อนนางเข้าไปในอำเภอตงผิงกับแม่เฒ่าจวง จึงได้แวะทักทายน้องชายที่สถานศึกษา ทั้งยังฝากอาหารและชุดใหม่ไปให้เขาด้วย หลี่ซางเป่าที่ได้พบพี่ชายก็ดีอกดีใจ แสดงออกว่ามีความสุขยิ่งนัก ฝาแฝดมักจะสื่อใจถึงกันเป็นเช่นนี้เอง หลี่อันหนิงพึ่งเข้าใจเป็นครั้งแรก “เชิญทุกคนเข้ามาในเรือนก่อน” หัวหน้าหมู่บ้านผู้ออกมายืนต้อนรับแม่เฒ่าจวงที่มาพร้อมกับแม่สื่อที่หน้าเรือนด้วยตนเอง “อย่าได้เกรงใจอย่างไรก็แซ่เดียวกันทั้งนั้น” เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังขึ้นภายในเรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน หลายวันก่อนแม่เฒ่าจวงได้ส่งแม่สื่อมาทาบทามจวงอิงให้กับหลานชาย และเมื่อผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงยินดีรับหมั้นแม่สื่อจึงจัดการเรื่องสามหนังสือหกพิธีการมามอบให้ วันนี้แม่เฒ่าจวงจึงต้องมาเจรจาเรื่องค่าสินสอดของหลานสะใภ้ จากนั้นนำชะตาปีเกิดของทั้งสองฝ่ายมาผูกเข้าด้วยกันเพื่อหาฤกษ์ยามสำหรับวันจัดงานแต่งงาน จวงอี้ซิงที่ต้องการอยู่ในทุกช่วงเวลาสำคัญ เขาไม่สนใจเรื่องกฎธรรมเนียมและประเพณีที่บ่าวสาวห้ามพบหน้าก่อนแต่งงาน วันนี้ชายหนุ่มเดินนำหน้าแม่เฒ่าจวงเพื่อนำของหมั้นมายังเรือนของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยตนเอง “ท่าทางพี่อี้ซิงเหมือนกำลังกลัวว่าจะไม่ได้แต่งพี่อาอิงกลับเรือนนะเจ้าคะ” หลี่อันหนิงกระซิบกับแม่เฒ่าจวงอย่างหยอกล้อ “เจ้าคนใจร้อน” หญิงชรามองค้อนหลายชายจนตาคว่ำ มีที่ใดเจ้าบ่าวมาส่งของหมั้นด้วยตนเอง ชาวบ้านหลายคนต่างถูกเชิญมาเป็นสักขีพยาน โดยเฉพาะคนแซ่จวงที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน นี่มิใช่ครั้งแรกที่ญาติห่างๆ แซ่เดียวกันแต่งงานกัน แต่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเจ้าบ่าวที่แสดงท่าทางกระตือรือร้นอยากจะแต่งงานถึงเพียงนี้ ชาวบ้านหลายคนต่างเอ่ยหยอกเย้าจวงอี้ซิงอย่างสนุกสนาน เพราะนานแล้วที่ในหมู่บ้านมิได้มีเรื่องมงคลเกิดขึ้น และถึงชายหนุ่มจะเขินอายเพียงใดแต่เพื่อสตรีอันเป็นที่รักเพียงเท่านี้นับว่าเป็นอันใดได้ สวีไช่ไช่และหญิงสาวในหมู่บ้านที่แอบมีใจให้จวงอี้ซิงเมื่อได้รู้ว่าชายหนุ่มส่งแม่สื่อไปทาบทามจวงอิงเพื่อขอแต่งงาน หลายคนถึงกับน้ำตาตกใน โดยเฉพาะสตรีที่มีความมั่นใจอย่างสวี่ไช่ไช่ นางอาละวาดอยู่ในเรือนอย่างรับไม่ได้ที่บุรุษที่ตนหมายปองต้องการแต่งงานกับสตรีอื่น เป็นเหตุให้มารดาของนางจำต้องสั่งห้ามไม่ให้ออกไปข้างนอก เพราะเกรงว่าบุตรสาวจะทำเรื่องงามหน้าจนทำให้ตระกูลสวีต้องอับอาย แม่เฒ่าจวงผู้มีหลานชายเพียงคนเดียว เพราะสามีบุตรชายและสะใภ้ต่างก็จากไปก่อนวัยอันควร ด้วยเพราะนางค่อนข้างมีฐานะทั้งยังทำงานเป็นหมอตำแย ทำให้ความเป็นอยู่มิได้ขัดสนมากมาย วันนี้เมื่อต้องแต่งหลานสะใภ้คนดีอย่างจวงอิงที่นางเองก็รู้สึกพอพอใจ จึงทุ่มหมดหน้าตักเสนอเงินสินสอดถึงหนึ่งร้อยตำลึง เพื่อให้ในอนาคตจวงอิงจะได้มิต้องเสียหน้าแก่ผู้อื่น เรื่องค่าสินสอดเจ้าสาวที่สูงลิ่วถึงหนึ่งร้อยตำลึงของจวงอิง ทำให้เหล่าหญิงสาวในหมู่บ้านต่างก็แสดงความอิจฉาออกมาอย่างไม่ปิดบัง แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านอย่างจวงต้าหลางเองยังตกตะลึง ไม่คิดว่าแม่เฒ่าจวงจะลงทุนถึงเพียงนี้เพื่อแต่งหลานสะใภ้เข้าเรือน เป็นธรรมเนียมของทุกที่ที่ฝ่ายเจ้าบ่าวต้องให้ค่าน้ำนมแก่พ่อแม่ของฝ่ายเจ้าสาว ทว่า สำหรับชาวบ้านธรรมดาสินสอดหนึ่งร้อยตำลึงเป็นอะไรที่หาได้ยาก เพราะส่วนมากสินสอดเท่านี้จะเห็นได้ในตระกูลขุนนางหรือเศรษฐีผู้มีอันจะกินเท่านั้น “ขอบใจเจ้ามากที่ทำเพื่ออี้ซิง” แม่เฒ่าจวงเอ่ยกับเด็กสาวด้วยสีหน้ารู้สึกขอบคุณจากใจจริง เพราะเงินสินสอดของหลานชายเป็นเด็กสาวผู้นี้ที่ออกหน้า ก่อนหน้านี้ที่บ้านจวงเริ่มพูดคุยเรื่องการแต่งงานของจวงอี้ซิง เด็กสาวเป็นผู้เสนอความช่วยเหลือโดยการมอบเงินให้หญิงชราถึงสองร้อยตำลึง เพื่อนำมาจัดงานแต่งครั้งนี้ เป็นเด็กน้อยผู้นี้ที่ทำให้หลานชายเพียงคนเดียวของนางได้แต่งงานเหมือนอย่างผู้อื่น เพียงเท่านี้นางก็สามารถไปพบกับสามีลูกชายและลูกสะใภ้ที่ปรโลกได้อย่างสบายใจ “ขอบคุณอันใดเจ้าคะ ล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน อีกอย่าง...ถ้าไม่ได้พี่อี้ซิงที่ทำสุสานให้ท่านแม่ ป่านนี้ร่างของนางคงจะถูกสัตว์ป่าลากไปกินแล้ว เป็นข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกท่านทั้งสอง ถ้าวันนั้นท่านไม่ขึ้นเขาไปตามหาข้าและน้องสาว ป่านนี้คงไม่มีเราอยู่ที่นี่” เด็กสาวมองไปยังหญิงชราด้วยสีหน้าซาบซึ้ง ถ้าไม่ได้นางเห็นที่ว่าชีวิตนี้คงไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD