เด็กนั่นรู้เรื่องของข้าแล้ว

1907 Words
ณ ห้องนอนของผู้เฒ่าหลี่ “เจ้ามีสิ่งใดต้องการเอ่ยหรือไม่” ชายชราหันกลับไปถามภรรยาคู่ยากของตน สามสิบปีมานี้เขาไม่เคยเห็นนางแสดงท่าทางคับข้องใจออกมาเลยสักครั้ง ทว่าวันนี้ดูเหมือนนางกำลังอดกลั้นกับบางสิ่ง “ท่านพี่...เด็กนั่นรู้เรื่องของข้า ท่าน..เล่าให้นางฟังใช่หรือไม่” ผู้เฒ่าหลี่เลิกคิ้วด้วยความฉงน เพราะชายชราไม่เข้าใจคำถามของภรรยา “เจ้าหมายความว่าอะไร” “ก็เรื่องสัญญาทาสที่ยังอยู่ในมือของท่านเจ้าเมือง ท่านได้เล่าให้หลี่อันหนิงฟังหรือไม่” ผู้เฒ่าหลี่นั่งไตร่ตรองคำพูดของภรรยาเฒ่า ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “ข้าไม่เคยปริปากเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใด ตัวเจ้าเองก็น่าจะรู้” “แล้วเช่นนั้นหลี่อันหนิงรู้ได้อย่างไร” แม่เฒ่าหม่าแสดงท่าทีร้อนรนออกมา แต่คนที่นั่งฟังกลับยังคงใจเย็น “นางพูดอะไรกับเจ้า” “นางบอกว่าถ้าข้ายังใช้งานนางอยู่เช่นนี้ นางจะนำเรื่องของข้าออกไปป่าวประกาศข้างนอกให้คนในตำบลหยางเฉิงรู้ นางจะทำให้เจียนเอ๋อไม่ได้แต่งงาน ท่านพี่...นาง” ชายชรายกมือขึ้นห้าม “เด็กนั่นเพียงต้องการข่มขู่เจ้าเท่านั้น นางไม่มีวันทำเช่นนั้นจริงๆ หรอก จะอย่างไรเจียนเอ๋อก็เป็นอาหญิงของนาง เจ้าเองก็เถอะเลิกรังแกพวกนางพี่น้องได้แล้ว หลายปีมานี้ทำกับพวกนางแม่ลูกถึงเพียงนั้นยังไม่พอใจอีกหรือ เลิกผูกใจเจ็บพวกนางเสียถ้าเจ๋อเอ๋อรู้เรื่องที่เจ้าทำกับมารดาของเขา เจ้าคิดว่าเด็กนั่นจะยังยอมทำตามคำสั่งของข้าอยู่อีกหรือไม่” แม่เฒ่าหม่าที่ได้ยินสามีกล่าวเช่นนั้น นางก็รู้สึกไม่ยินยอม “นั่น...เป็นความผิดของพานเยว่หลานมิใช่หรือ เหตุใดท่านถึงได้ตำหนิข้า ถ้ามิใช่เพราะสตรีผู้นั้นอาเจี๋ยของเราคงจะสอบได้ขุนนางไปแล้ว” “พอเถอะน่า เรื่องผ่านไปตั้งหลายปีแล้วยังจะขุดขึ้นมาพูดอีก” ผู้เฒ่าหลี่รู้แก่ใจดีว่าต่อให้ไม่มีพานเยว่หลาน บุตรชายคนโตของตนก็ไม่มีวันสอบได้เป็นขุนนาง เขาที่เคี่ยวกรำเด็กคนนั้นเองกับมือมีหรือจะไม่รู้ว่าความสามารถเขามีเท่าใด เพราะอย่างนั้นถึงได้เลิกเคี่ยวเข็ญให้เขาร่ำเรียนเขียนอ่าน บุตรชายคนโตและบุตรชายคนรองนั้นเขาเลิกหวังไปนานแล้ว จนกระทั่งค้นพบความสามารถของหลี่อี้เจ๋อโดยบังเอิญ เด็กที่อายุเพียงสามขวบก็สามารถท่องคัมภีร์ตรีอักษรได้ขึ้นใจราวกับร่ำเรียนมาแล้วหลายปี ยิ่งอายุของเด็กคนนั้นเพิ่มขึ้นเขายิ่งฉายแววของอัจฉริยะออกมา ความสุขุมที่มิต้องเสแสร้ง ความเฉลียวฉลาดที่เป็นของจริง เด็กคนนั้นแตกต่างจากสายเลือดตระกูลหลี่ของเขา หลังเหตุการณ์วงแตกที่โต๊ะทานอาหาร คนตระกูลหลี่ต่างก็แยกย้ายกันไป หลี่อันหนิงและหลี่ซางเป่าสะพายตะกร้าขึ้นหลังตรงดิ่งไปยังภูเขาด้านหลังหมู่บ้านทันที “พี่ใหญ่ หัวมันที่เราขุดเอาไว้ยังไม่พออีกหรือ” หลี่อันหนิงหันกลับมายิ้มให้กับน้องสาว “ไม่พอหรอก เราต้องเก็บให้ได้มากกว่านี้ เป่าเอ๋อฟังพี่นะ ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในอีกหนึ่งปีข้างหน้ามันยาวนานจนพี่ไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ใด” เพราะจากความทรงจำของนาง แม้กระทั่งวันสุดท้ายที่สิ้นลมหายใจ สายฝนสักเม็ดก็ยังไม่ตกลงมา “ได้ เช่นนั้นเราก็ขุดมันในภูเขาไปเก็บเอาไว้ทั้งหมดกันเถอะ” ผ่านไปนานนับเดือน ชีวิตของหลี่อันหนิงและหลี่ซางเป่าเริ่มสงบสุข คนบ้านหลี่แม้จะเอ่ยเหน็บแนมพวกนางในบางครั้ง แต่ก็มิได้เข้ามากลั่นแกล้งรังแกดั่งเช่นอดีต กระทั่งเหมันต์มาเยือน สองพี่น้องหยุดการกระทำของตน ตอนนี้พวกนางมีหัวมันกองเท่าภูเขาลูกย่อมอยู่ภายในถ้ำ หลี่อันหนิงใช้หญ้าคาแห้งที่ตากเอาไว้มาเป็นฐานรอง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความชื้น อีกอย่างนางได้เมล็ดผักหลายอย่างจากแม่เฒ่าจวงมาเมื่อสองเดือนก่อน ทำให้ภายในถ้ำราวกับมีสวนผักขนาดย่อมตั้งอยู่ ยิ่งมีบ่อน้ำพุร้อนเรื่องอากาศหนาวด้านนอกยิ่งไม่ต้องกังวล เด็กน้อยทั้งสองเก็บสะสมเสบียงเอาไว้ภายในถ้ำมากมาย เนื้อกวางและหมูป่าที่ลูกเสือดำล่ามานางก็ทำตากแห้งรมควันเอาไว้ทั้งหมด หลังจากเกิดภัยแล้งขึ้น เสบียงอาหารคือสิ่งที่จำเป็นอันดับหนึ่งที่ควรมี หน้าเรือนตระกูลหลี่ “เจ๋อเอ๋อของเรากลับมาแล้ว” รถม้าคันโตกำลังวิ่งขลุกขลักจากหน้าหมู่บ้านตรงมายังเรือนตระกูลหลี่ ผู้เฒ่าหลี่แสดงสีหน้าเปรมปรีดิ์เมื่อได้พบหน้าหลานชายอีกครั้งในรอบหลายเดือน เด็กน้อยอายุเพียงหกเจ็ดขวบแต่กลับแสดงท่าทีสุขุมราวกับผู้ใหญ่ หลี่อี้เจ๋อก้าวลงมาจากรถม้าก่อนจะโค้งคำนับให้ชายชราที่สวมชุดคลุมของฤดูหนาว “หลานคารวะท่านปู่ ท่านพ่อขอรับ” “ดี ดี ดี กลับมาบ้านก็ดีแล้ว เข้าไปในเรือนเถอะข้างนอกอากาศหนาวนัก อาเจี๋ยรีบพาบุตรชายของเจ้าเข้าไปข้างในเร็วเข้า” ผู้เฒ่าหลี่เอ่ยออกมาเสียงดัง ราวกับกลัวว่าจะไม่มีผู้ใดได้ยินว่า หลานชายที่น่าภาคภูมิใจของตนกลับมาบ้าน จางเหยาฮวาบิดปากอย่างหมั่นไส้ในท่าทางของผู้เฒ่าหลี่ นางเองก็มีลูกชายให้บ้านหลี่เหมือนกันเหตุใดถึงได้เอาอกเอาใจแค่หลี่อี้เจ๋อเพียงคนเดียว ก็แค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น เขาเป็นบุตรชายของหลี่เจี๋ยมีหรือจะก้าวข้ามความสามารถของบิดาไปได้ “เป็นอย่างไรหลานชาย ปู่ได้ยินจากอาจารย์ใหญ่ว่าเจ้าเขียนบทความได้รางวัลที่หนึ่ง แม้แต่ผู้ใหญ่ยังไม่สามารถเอาชนะได้เก่งกาจสมเป็นลูกหลานตระกูลหลี่เสียจริง” “เป็นท่านปู่ที่สอนหลานมาดี” ผู้เฒ่าหลี่ที่ได้ยินหลานชายยกยอตนเองชายชราก็ยิ่งแสดงสีหน้าเปรมปรีดิ์ ราวกับว่าบทความที่หลี่อี้เจ๋อเขียนเป็นผลงานของตน เด็กน้อยเห็นคนบ้านหลี่แสดงสีหน้าเบิกบานก็นึกดูแคลนในใจ ถ้าตระกูลหลี่มีความสามารถจริงเหตุใดพยายามสอบมาสองรุ่นแล้วถึงยังมิได้เป็นขุนนาง “พี่ใหญ่และน้องสาวของข้า พวกนางอยู่ไหนขอรับ” ตั้งแต่เข้ามาในเรือนเขายังไม่เห็นหน้าทั้งสองคนเลย ถึงแม้ที่ผ่านมาพวกนางจะเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่ที่มุมห้องตลอด แต่นั่นก็อยู่ในสายตาของตน แล้ววันนี้เหตุใดพวกนางสองคนถึงไม่อยู่ที่นี่ “นั่น...” “ยังจะถามหาเด็กเนรคุณสองคนนั้นอยู่อีกหรือ ป่านนี้คงจะไปขอข้าวบ้านจวงกินอยู่กระมัง หลายเดือนมานี้ไม่ยอมทำงานในเรือน ไม่ทานอาหารของบ้านหลี่ คิดว่าตัวไร้ค่าอย่างพี่สาวของเจ้าอยู่มาได้ยังไง” แม่เฒ่าหม่าเอ่ยออกมาด้วยความคับข้องใจที่ตนไม่สามารถทำอะไรเด็กนั่นได้ หลี่อี้เจ๋อเมื่อได้ยินท่านย่าเอ่ยถึงพี่สาวเช่นนั้น เด็กน้อยก็ชักสีหน้าไม่พอใจ แม้จะยังเป็นเด็ก ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาไม่ต่างจากผู้ใหญ่เลยสักนิด ผู้เฒ่าหลี่ที่เป็นคนกลางเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ยปรามภรรยาคู่ยากของตน “พอได้แล้ว!! พูดอันใดนักหนา พวกนางไม่กลับมาเจ้าเป็นย่าเหตุใดไม่ไปตาม ปล่อยให้ลูกหลานบ้านหลี่ไปทานอาหารที่เรือนผู้อื่น ยังคิดจะให้หน้าข้าอยู่หรือไม่” แม่เฒ่าหม่าเมื่อถูกสามีตำหนินางก็ไม่มีอารมณ์ที่จะมาชื่นชมความสำเร็จของหลี่อี้เจ๋อแล้ว ถึงเด็กคนนี้จะมีพรสวรรค์ อย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กคนนี้คือลูกที่พานเยว่หลานคลอดออกมา นางมิอาจทำใจไม่เกลียดชังได้ “ไม่เป็นไรขอรับท่านปู่ เดี๋ยวข้าไปตามพวกนางเอง” “ไม่จำเป็น พวกเรากลับมาแล้ว” หลี่อี้เจ๋อลุกจากเก้าอี้คิดจะออกจากเรือนไปตามหาสองพี่น้อง แต่เสียงที่ดังขึ้นหน้าประตูทำให้เขาหันกลับไปมองในทันที เด็กสองคนที่แต่งกายด้วยชุดฤดูหนาวอย่างดี แม้เนื้อผ้ามิอาจเท่ากับตระกูลใหญ่แต่ก็ดีกว่าที่คนในหมู่บ้านใช้สวมใส่ คนบ้านหลี่ไม่ได้เห็นเด็กสองคนมานานแล้ว เพราะพวกเขาออกจากเรือนตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นเมื่อกลับมาทิวากรก็จากไป “พวกเจ้า...” “มีอันใดให้แปลกใจหรือ หรือว่าผ่านไปหลายเดือนท่านปู่ถึงกับจดจำหลานสาวของตนมิได้” หลี่อันหนิงและหลี่ซางเป่าบัดนี้มิใช่เด็กผอมแห้งร่างกายขาดสารอาหารอีกต่อไป เพราะหลังจากที่ทั้งสองเลิกยุ่งเกี่ยวกับตระกูลหลี่พวกนางก็ได้ทานอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ ร่างกายผิวพรรณต่างขาวผ่องอวบอิ่มราวกับเด็กที่เกิดในตระกูลขุนนาง เส้นผมที่เคยแห้งขาดบัดนี้กลับมานุ่มลื่นเงางาม เพราะได้รับการดูแลอย่างดี โสมที่ทั้งสองขุดพบสามหัวแม่เฒ่าจวงเป็นผู้จัดการออกหน้าขายให้นาง ขายไปแล้วสองหัวนางเก็บหัวที่ใหญ่ที่สุดเอาไว้ เพราะมีลางสังหรณ์ว่าในอนาคตอาจต้องใช้มัน เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปเหยียบในอำเภอตงผิง หลี่อันหนิงก็จัดการซื้อชุดใหม่และเครื่องนอนอีกหลายชุดรวมถึงยาสมุนไพร นางต้องเตรียมตัวเอาไว้สำหรับภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ยังมีข้าวขาว แป้งขาว เครื่องปรุง และอุปกรณ์ทำครัว ทุกอย่างผ่านแม่เฒ่าจวงทั้งหมด นางที่เป็นผู้อาวุโสของหัวหน้าหมู่บ้านมีใครบ้างกล้าสงสัยในการกระทำของหญิงชรา หลี่อันหนิงได้เปิดเผยเรื่องถ้ำลับให้แม่เฒ่าจวงและจวงอี้ซิงรู้แล้วเมื่อไม่กี่เดือนก่อน จากนั้นคนทั้งสองจึงทำการสนับสนุนเด็กสองคนอย่างไร้ข้อกังขา ทั้งยังเชื่อคำบอกเล่าของเด็กสาวเรื่องภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าด้วย แม่เฒ่าจวงเองก็เริ่มกักตุนอาหารของตนทีละน้อยโดยการให้จวงอี้ซิงขุดหลุมทำห้องลับสำหรับกักเก็บอาหาร หลี่อันหนิงไม่เคยแคลงใจในความหวังดีของหญิงชราเลยสักนิด เพราะในชีวิตก่อนเป็นนางที่เอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้ตนได้หนีรอดจากเงื้อมมือของเศษเดนมนุษย์เหล่านั้น
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD