ความในใจของหลี่อี้เจ๋อ

1737 Words
“ว่าอย่างไรน้องรอง เจ้ากลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ” หลี่อันหนิงเอ่ยทักทายน้องชายคนรองของตนอย่างเป็นธรรมชาติซึ่งเป็นอะไรที่ผิดวิสัยของนางนัก หลี่อี้เจ๋อที่พึ่งคลายจากอาการตกตะลึงพยักหน้าตอบรับคำทักทายของนาง “ขอรับ ข้ากลับมาแล้วพี่ใหญ่ ข้าดีใจที่พวกท่านยังสบายดี” นางรู้สึกว่าคำพูดของน้องชายมีความนัยบางอย่างแอบแฝง ทว่าคงซักไซ้ตอนนี้มิได้เพราะมีคนบ้านหลี่คอยจับตามองอยู่ “เจ้ากลับมาครานี้ต้องอยู่ที่นี่อีกกี่วัน” “นานขอรับ ช่วงนี้หิมะเริ่มตกหนัก ต้องรอจนกว่าเหมันต์จะผ่านไป ข้าถึงกลับไปที่สำนักศึกษาได้อีกครั้ง” หญิงสาวสนทนากับน้องชายราวกับมิได้เห็นคนบ้านหลี่อยู่ในสายตา ผู้เฒ่าหลี่ผู้เป็นปู่รู้สึกไม่พอใจนักที่นางเข้ามาขวางระหว่างตนและหลี่อี้เจ๋อ แต่ในเมื่อรักบ้านก็ย่อมต้องรักอีกาบนหลังคาด้วย ดังนั้นต่อให้คับข้องใจเพียงใดชายชราก็ทำได้เพียงต้องเก็บเอาไว้ภายใน “หนิงเอ๋อ เป่าเอ๋อ พวกเจ้าสองคนมาก็ดีแล้ว วันนี้บ้านเรามีเรื่องน่ายินดีเช่นนั้นก็มาร่วมฉลองด้วยกันดีหรือไม่” หลี่อันหนิงยิ้มเย็นเมื่อได้ยินเสียงสบถด่าทอตนเองจากผู้เฒ่าหลี่ในหัว ทว่าคำพูดจริงๆ ที่ออกจากปากกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว ตาแก่ผู้นี้ช่างเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกจริงเชียว “ขอบคุณท่านปู่เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าและเป่าเอ๋อไม่เกรงใจแล้วนะ” หลี่อันหนิงเอ่ยออกไปราวกับตนเองเป็นเพียงแขกของบ้านหลี่ มิใช่ลูกหลานที่ใช้แซ่เดียวกัน การกระทำของนางในวันนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความห่างเหินที่นางมีต่อคนตระกูลหลี่ โดยเฉพาะบิดาอย่างหลี่เจี๋ย ตั้งแต่ที่บุตรสาวทั้งสองก้าวเข้ามาในเรือน พวกนางไม่เอ่ยทักทายเขาผู้เป็นบิดาแม้เพียงครึ่งคำ หลี่อันหนิงมองอาหารหลายอย่างที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าดูแคลน ในยามปกติบ้านหลี่มิได้ทานอาหารเหล่านี้ แม้จะมีเงินมากกว่าผู้อื่นสักหน่อย ทว่าอาหารการกินกลับธรรมดาไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป แต่วันนี้กลับมีเนื้อ “นั่งๆ พวกเจ้ายืนด้วยเหตุใด อาเฟิงไปตามท่านแม่ของเจ้ามาทานข้าว เอาล่ะเจ๋อเอ๋อนี่ของหลาน” ผู้เฒ่าหลี่คีบเนื้อผัดน้ำมันใส่ลงในชามของหลี่อี้เจ๋อ หลี่อันหนิงและหลี่ซางเป่าได้นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับคนบ้านหลี่เป็นครั้งแรก ซึ่งแม้แต่มารดาของนางก็ไม่เคยเพราะแม่เฒ่าหม่ารังเกียจพวกนาง “นี่!! เหตุใดนางเด็กสองคนนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่” หลี่อันหนิงไม่สนใจเสียงบริภาษของแม่เฒ่าหม่า นางคีบเนื้อลงในชามของน้องสาวและตนเอง ก่อนจะทานไปอย่างเงียบๆ ทุกคนในเรือนมารวมตัวกันที่ห้องทานอาหาร ยกเว้นหลี่เจียนเจียนที่กระทำตนราวกับคุณหนูในจวนขุนนาง เมื่อถึงเวลาอาหารจะต้องมีคนยกไปให้นางที่ห้องส่วนตัว “นั่งลงเถอะน่า พูดอันใดมากมายคนก็กลับมาแล้วยังจะให้พวกนางไปที่ใดอีก” ผู้เฒ่าหลี่เป็นผู้เอ่ยปราม แม่เฒ่าหม่าแม้จะรู้สึกไม่พอใจที่ถูกสามีต่อว่า แต่ก็จำต้องนั่งลงอย่างเสียมิได้ หญิงชรายื่นตะเกียบไปยังชามเนื้อผัดน้ำมันปรากฏว่าเหลือเพียงชามเปล่า ทั้งบ้านใหญ่บ้านรองต่างแย่งชิงอาหารในชามไปจนหมด หลี่อี้เจ๋อมองการกระทำของพวกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะขยับตะเกียบของตน “เจ๋อเอ๋อ หลานไม่ทานหรือ” เมื่อถูกผู้เฒ่าหลี่เอ่ยถาม เด็กชายรีบเปลี่ยนสีหน้าส่งยิ้มกลับไป “พอดีว่าก่อนออกจากสำนักศึกษา หลานได้ทานอาหารมาก่อนแล้วขอรับ จึงยังไม่หิว” ผู้เป็นปู่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า ณ ที่นั้นมีเพียงหลี่อันหนิงที่รู้ว่าน้องชายคิดอะไร รังเกียจ นั่นคือสิ่งที่อยู่ในหัวของเขาตอนนี้ อาหารรสชาติที่แม้แต่หมู่ยังเมิน น้ำซุปก็จืดชืดไม่ต่างจากน้ำเปล่า คนที่ทำอาหารคงเป็นแม่เฒ่าหม่าไม่ผิดแน่ หลี่อันหนิงเองก็วางตะเกียบลงหลังจากที่คีบอาหารเข้าปากเพียงคำเดียว “พี่ใหญ่ท่านไม่ทานหรือ” หลี่อี้เฉินน้องชายที่เกิดจากแม่เลี้ยงจางเหยาฮวาถามนางด้วยดวงตาใสซื่อ ในชามของนางมีเนื้อหลายชิ้นหลี่อันหนิงจึงเลื่อนชามของตนไปตรงหน้าเด็กน้อย “พี่อิ่มแล้ว” หลี่ชิงบุตรชายของหนี่ม่านม่านบ้านรองที่นั่งอยู่ใกล้กัน คว้าชามตัดหน้าไป “นั่นมันของข้านะ” หลี่ชิงไม่สนใจเสียงร้องของลูกบ้านใหญ่ เขารีบเทอาหารในชามของหลี่อันหนิงลงในถ้วยของตน “พี่อาชิงท่านแย่งข้าวของข้าทำไม เอาคืนมานะ” หลี่อี้เฉินดวงตาแดงก่ำน้ำตาเอ่อคลอเพราะถูกรังแก หลี่ชิงที่อายุมากกว่าหลี่อี้เจ๋อสองปีแต่กลับอ่านตัวอักษรไม่ได้สักตัว มองลูกคนเล็กของบ้านใหญ่อย่างเหนือกว่า “ใครใช้ให้เจ้าอายุน้อยกว่าข้าเล่า” จางเหยาฮวามองหนี่ม่านม่านที่ยังลอยหน้าลอยตาทานอาหารไม่คิดสั่งสอนบุตรชายของตนอย่างขัดใจ นางจึงหันมากระซิบกับหลี่อี้เฉินเสียงเบา “เฉินเอ๋อของเหลือแบบนั้นลูกไม่จำเป็นต้องไปแย่งกลับพี่อาชิงหรอก เอาไว้แม่พาเจ้าไปทานของอร่อยในตัวอำเภอดีหรือไม่” เด็กน้อยยกแขนเสื้อปาดน้ำตาก่อนพยักหน้ารับ “ท่านแม่สัญญาแล้วนะขอรับ” หลี่ซางเป่ามองน้องชายคนเล็กของตนอย่างชั่งใจ ก่อนจะคีบเนื้อวางลงในชามของเขา หลี่อันหนิงมองน้องสาวคนเล็กของตนอย่างครุ่นคิด เป่าเอ๋อแม้จะถูกละเลยมาทั้งชีวิตทว่ากลับเป็นเด็กที่มีจิตใจดี ไม่นึกโกรธแค้นที่ตนถูกกระทำราวกับคนนอก ในเมื่อน้องสาวไม่มีอคติต่อพวกเขา ตนก็จะยอมปล่อยวางจนกว่าจะไปจากที่นี่ได้ “อิ่มหรือยัง” หลี่อันหนิงหันมาถามหลี่ซางเป่าที่วางตะเกียบลง เด็กน้อยพยักหน้ารับ “อาหารที่นี่ไม่อร่อยเท่าอาหารที่พี่ใหญ่ทำเลยเจ้าค่ะ” หลี่อันหนิงยกยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อได้รับคำชมจากน้องสาว หลี่อี้เจ๋อมองทั้งสองคนที่แสดงความรักต่อกันทำให้เขารู้สึกรวดร้าวในใจ เพราะคิดว่าระหว่างพวกเขาตนเองได้กลายเป็นคนนอกแล้ว เด็กน้อยลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเศร้าสร้อย เขารวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อเอ่ยกับนาง “พี่ใหญ่ ข้ามีเรื่องต้องการพูดกับท่าน ช่วยตามข้ามาได้หรือไม่” “ได้สิ” เด็กสาวมองน้องชายตัวน้อยอย่างครุ่นคิด ก่อนรับปากและพาหลี่ซางเป่าเดินตามเขาไปยังด้านหลังเรือน “เจ้ามีอันใดต้องการพูดกับข้าหรือ” หลี่อันหนิงหยุดยืนอยู่ห่างจากหลี่อี้เจ๋อเล็กน้อย เด็กชายหันกลับมาเผชิญหน้ากับพี่สาว ก่อนจะหยิบบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ “ถุงเงินนี้ท่านเก็บเอาไว้เถิด เป็นสิ่งที่ข้าคัดตำราแลวาดภาพแลกมาได้” หลี่อันหนิงมองใบหน้าเล็กของน้องชายที่แดงเรื่อเพราะอากาศหนาว เด็กสาวยื่นมือออกไปตรงหน้า ทว่ามิได้หยิบถุงเงินจากมือเขา สองแขนเล็กรั้งร่างน้องชายเข้ามาในอ้อมแขนพลางลูบแผ่นหลังของเขาแผ่วเบา “น้องรองต้องลำบากเจ้าแล้ว อายุเพียงเท่านี้แต่กลับพยายามอย่างหนักเพื่อพี่สาวอย่างข้า” เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนของนาง หลี่อี้เจ๋อผู้มีสีหน้าเย็นชาตลอดมา บัดนี้กลับหัวใจสั่นไหวเพราะความอบอุ่นที่โหยหามาตลอด อ้อมกอดของนางทำให้เขารู้สึกได้รับการเติมเต็มราวกับถูกมารดากอดรัด “พี่ใหญ่ ท่านยังเห็นข้าเป็นน้องชายอยู่ใช่หรือไม่” น้ำเสียงสั่นเครือดังขึ้นแผ่วเบา หลี่อันหนิงยกยิ้มเอ็นดู แม้พยายามเป็นผู้ใหญ่จะอย่างไรเขาก็ยังเด็ก ต้องมีความน้อยเนื้อต่ำใจและรู้สึกแปลกแยกเพราะตนเองมิได้ถูกเลี้ยงดูมาพร้อมกับพี่น้องคนอื่น “เด็กโง่ ถามอะไรเช่นนั้น ตลอดมาเจ้าก็เป็นน้องชายของข้ามิใช่หรือ” คำพูดเพียงประโยคเดียวเหนือกว่าพันวาจาหมื่นถ้อยคำ มันอบอุ่นไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ น้ำตาที่อดกลั้นมาเนิ่นนานพลันพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย เด็กน้อยผู้โหยหาความรักอย่างจริงใจจากครอบครัว บัดนี้ได้รับการปลอบประโลมจากพี่สาวอย่างแท้จริง “พวกท่านคือครอบครัวของเป่าเอ๋อ” เด็กน้อยซางเป่าเมื่อเห็นพี่ชายพี่สาวกอดกัน ตัวนางเองก็เดินเข้าไปกอดพวกเขาเอาไว้ในอ้อมแขนเล็ก พลางหลับตาซึมซับความอบอุ่นจากครอบครัวของตน "ฮึก!..ข้า..ฮึก!..ขอโทษที่ตลอดมาเมินเฉยต่อพวกท่าน” เสียงแหบเล็กของเด็กน้อยเอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้น หลี่อันหนิงเช็ดน้ำตาให้น้องชาย พลางลูบหลังลูบไหล่เพื่อปลอบโยนเขา “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ต่อให้เจ้าจะเป็นเช่นไรเจ้าก็ยังคงเป็นน้องชายของข้า” เด็กสาวเช็ดน้ำตาจากดวงตาแดงก่ำราวกับกระต่ายน้อยของเขา แม้จะผ่านมาแล้วสองชีวิตทว่านางไม่เคยเห็นเด็กคนนี้แสดงท่าทางอ่อนแอเช่นนี้มาก่อน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD