สามพี่น้องพูดคุยปลอบประโลมกันและกันอยู่นานกว่าหลี่อี้เจ๋อจะสงบลง
“อี้เจ๋อ พี่มีเรื่องต้องพูดกับเจ้า แต่ที่นี่คงไม่เหมาะนักและพี่คิดว่าน้องเองก็คงมีเรื่องมากมายต้องการพูดกับเราเช่นกัน ใช่หรือไม่”
หลี่อันหนิงได้ยินเสียงความคิดอันน่ารังเกียจของใครบางคนที่แอบซ่อนอยู่ไม่ไกล หากจะเอ่ยความลับขึ้นมาตอนนี้คงจะไม่ดีนัก นางดึงมือน้องชายให้ตามตนเองไปยังห้องเก็บฟืน
“หลายปีมานี้ ลำบากพวกท่านแล้ว”
เมื่อเข้ามาภายในห้องเก็บฟืนสถานที่ที่หลี่อันหนิงและหลี่ซางเป่าใช้พักอาศัย ความรู้สึกผิดก็บังเกิดขึ้นในใจของหลี่อี้เจ๋อ
“ไม่เป็นไร เราสองคนไม่ได้นอนที่นี่ทุกวัน เอาเถอะไว้พี่จะเล่าให้ฟังหลังจากนี้ก็แล้วกัน”
เด็กชายมองพี่สาวที่มีท่าทีลับลมคมในด้วยสีหน้าสงสัย หลี่อันหนิงหยิบกระดาษและพู่กันที่แอบซ่อนเอาไว้ออกมา ก่อนเขียนบรรยายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนึ่งปีข้างหน้า
เมื่อหลี่อี้เจ๋ออ่านมัน เขาก็แสดงสีหน้าตกตะลึงอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน
“สิ่งนี้มิอาจแพร่งพราย อ่านเสร็จแล้วต้องทำลายทิ้งเท่านั้น”
“เรื่องนี้...ท่านรู้ได้อย่างไร”
หลี่อี้เจ๋อยังมีท่าทีเคลือบแคลงกับข้อความที่อยู่บนกระดาษ หลี่อันหนิงไม่คิดว่าน้องชายจะเชื่อในทันทีเช่นกัน นางจำต้องหาข้ออ้างที่น่าเชื่อถืออื่นขึ้นมาด้วย
“ท่านแม่ เป็นท่านแม่มาเข้าฝันบอกพี่ แม้แต่ซางเป่าเองก็ได้ยินเสียงของท่านแม่ด้วย ใช่หรือไม่”
หลี่อันหนิงดึงน้องสาวเข้ามาเพื่อยืนยันสิ่งที่ตนเขียนขึ้น หลี่ซางเป่าพยักหน้ายืนยันอีกเสียง แต่นั่นก็มิอาจทำให้หลี่อี้เจ๋อเชื่ออย่างหมดใจ
“พี่รู้ว่าเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจเชื่อ แต่น้องก็รู้ว่าพี่ไม่มีความจำเป็นต้องโป้ปด ดูพวกเราสองคนสิคิดว่าสิ่งเหล่านี้ได้มาจากที่ใด เป็นท่านแม่ผู้มากระซิบบอกกับซางเป่า เราถึงได้โสมป่ามาครอบครองถึงสามหัว”
มีใครบ้างไม่รู้ถึงความล้ำค่าของโสมป่า ยิ่งมีอายุมากเท่าใดก็ยิ่งราคาแพงเท่านั้น ตอนนี้เขาไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดพี่น้องของตนถึงได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
“ข้าเชื่อท่านแล้วพี่ใหญ่ เช่นนั้นท่านจะทำอย่างไรต่อ..อุ๊ป!”
หลี่อันหนิงรีบตะครุบปากของน้องชายทันทีที่ได้ยินเสียงความคิดของคนที่อยู่ด้านนอก หลี่อี้เจ๋อมองใบหน้าของพี่สาวด้วยความสงสัย ทว่านางกลับส่ายหน้าไม่ให้เขาเอ่ยสิ่งใดออกมา
ภายในห้องเก็บฟืนไม่มีเตียงเตาหรือเตาถ่านเพื่อให้ความอบอุ่น มีเพียงฟางแห้งรองพื้นสำหรับใช้นอนเท่านั้น หลี่อันหนิงหยิบโถใส่น้ำเดินไปยังประตูห้องก่อนจะสาดมันออกไปผ่านรูไม้ของประตู
พลันเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจก็ดังขึ้น
“กรี๊ด!! เด็กบ้าพวกแกทำอันใดเนี่ย”
หนี่ม่านม่านสะใภ้รองผู้ต้องการสอดรู้สอดเห็นเรื่องของผู้อื่น ทันทีที่สามพี่น้องเดินออกจากห้องทานอาหาร นางก็รีบวางตะเกียบแล้วเดินตามมา แต่ไม่คิดว่าจะมีน้ำเย็นสาดออกมาเช่นนี้
หลี่อันหนิงเปิดประตูทันทีที่ได้ยินเสียงของนาง
“เป็นอาสะใภ้รองนี่เอง นึกว่าหมาที่ไหนมาทำลับๆ ล่อๆ หน้าห้อง”
หลี่อันหนิงกอดอกยืนพิงกรอบประตูห้องเก็บฟืนด้วยท่าทีขบขัน หนี่ม่านม่านผู้ที่ตัวเปียกราวกับลูกหมาตกน้ำถลึงตาใส่เด็กสาวอย่างเดือดดาล
“เจ้า! เจ้าสาดน้ำเย็นใส่ข้าทำไม”
“ข้าสาดใส่ท่านที่ไหน ข้าล้างเห็บหมัดในห้องต่างหาก เอาเถอะว่าแต่ท่านร้อยวันพันปีไม่เคยมาเหยียบที่นี่ อาสะใภ้รองมาทำอันใดยังสถานที่ต่ำต้อยอย่างห้องเก็บฟืน”
เมื่อถูกย้อนถามสะใภ้รองก็ไม่รู้ว่าตนควรเอ่ยแก้ตัวเช่นไร จึงใช้ความอาวุโสกว่าเข้าข่ม
“ขะ..ข้า เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้าเป็นอาสะใภ้รองของเจ้า จะไปที่ใดต้องบอกเจ้าด้วยหรือ”
หลี่อันหนิงยักไหล่ท่าทางไม่ยี่หระต่อการมาของนาง เพราะรู้อยู่แล้วว่าสตรีตรงหน้ากำลังคิดสิ่งใด
“ก็จริง เช่นนั้นข้าไม่กวนท่านแล้ว”
เด็กสาวทำท่าจะปิดประตู แต่สายตาของหนี่ม่านม่านพลันเหลือบไปเห็นกระดาษที่อยู่ในมือของหลี่อี้เจ๋อ นางรีบพุ่งเข้าไปคว้าทันที แต่ทว่าถูกเด็กสาวปิดประตูใส่หน้าเสียงดังสนั่น
“ปัง!!”
“โอ้ย!! เจ้าเด็กบ้า!! แกซ่อนอะไรเอาไว้ ถึงให้อาสะใภ้เช่นข้าดูไม่ได้”
เสียงโวยวายของหนี่ม่านม่าน เรียกคนทั้งครอบครัวมารวมตัวกันยังห้องเก็บฟืน ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากของคนบ้านหลี่
“เกิดสิ่งใดขึ้น!! ม่านเอ๋อ หัวเจ้า!!”
หลี่เฟิงหัวตกใจชี้ไปยังหน้าผากที่บวมปูดราวกับลูกมะนาวของภรรยา
“จะอะไรซะอีกเจ้าเด็กนั้นหลี่อันหนิงนางทำร้ายข้า”
หนี่ม่านม่านชี้ไปยังประตูห้องเก็บฟืนที่ปิดสนิท
“อาสะใภ้รอง คิดปรักปรำผู้อื่นต้องมีหลักฐานนะขอรับ”
เป็นหลี่อี้เจ๋อที่เปิดประตูออกมา สายตาเย็นชาถูกส่งไปยังสะใภ้รอง เมื่อเห็นเด็กชายผู้มีผู้เฒ่าหลี่หนุนหลังหนี่ม่านม่านก็อดไม่ได้ที่จะใจฝ่อมิได้
“เจ้า!!..ยังต้องการหลักฐานใดอีก เจ้าก็เห็นนางปิดประตูใส่หน้าข้า อูย!! ไม่รู้ว่ากระทบกระเทือนส่วนอื่นหรือไม่ สามีข้าคงต้องให้ท่านหมอตรวจดูแล้ว”
เมื่อเห็นว่าตนเองทำอันใดพวกเขาไม่ได้ นางจึงหันไปออดอ้อนหลี่เฟิงหัวผู้เป็นสามี
“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว เจ้าบอกว่านางมีบางอย่างซ่อนเอาไว้หมายความว่าอย่างไร”
แม่เฒ่าหม่าผู้หูดีกว่าใครถามเข้าประเด็นทันที โดยไม่สนใจการแสดงของสะใภ้รอง
“เอ่อ ขะ..ข้าแค่เพียงสงสัยว่าเหตุใดพวกเขาต้องอยากพูดคุยตามลำพัง เลยตามมาดู ท่านแม่!! เพราะอย่างนั้นถึงได้รู้ว่านางแอบขโมยเงินของบ้านเรา ท่านดูชุดใหม่พวกนั้นสิเด็กเล็กอย่างพวกนางถ้าไม่ขโมยเงินบ้านหลี่เรา นางจะเอาปัญญาที่ไหนไปซื้อของเหล่านั้น”
หนี่ม่านม่านชี้ไปยังหลี่อันหนิงที่ยังคงนิ่งเฉยมองการแสดงของนาง
“เช่นนั้นอาสะใภ้รองมีหลักฐานหรือไม่ ว่าข้าขโมยไปเท่าใด เงินบ้านหลี่หายไปเท่าใด เอาอย่างนี้เถอะ เราไปที่เรือนของหัวหน้าหมู่บ้านกัน ถ้าเกิดข้าขโมยเงินไปจริงๆ พวกท่านก็ส่งตัวข้าให้ทางการได้เลย แต่ถ้าข้ามิได้ทำ...ท่านจะแบกรับคำพูดของตนไหวหรือไม่”
หลี่อันหนิงยกกฎหมายขึ้นมาข่มขู่หนี่ม่านม่านด้วยสีหน้าจริงจัง
“ขะ...ข้า ข้าก็แค่สงสัย พวกเจ้าไม่มีตระกูลหลี่คอยดูแลเหตุใดถึงมีชุดเสื้อผ้าใหม่ พวกเจ้าพี่น้องไม่ทานอาหารบ้านหลี่เหตุใดยังไม่ตาย”
เด็กสาวเมื่อได้ฟังคำถามที่ไร้ยางอายของหนี่ม่านม่าน นางก็ส่งเสียงหึ!ออกมา
“อาสะใภ้รองคิดว่าข้าไร้ความสามารถเหมือนท่านหรือ ในระหว่างที่บ้านหลี่ของท่านตื่นนอนยามอู่ (11.00-13.00) คิดว่าพวกเราพี่น้องหาเงินได้เท่าไหร่ ในขณะที่พวกท่านไม่มีใครทำงานเอาแต่รอรับเงินจากค่าเช่าที่นาอย่างเดียว คิดว่าพวกข้าพี่น้องทำอันใดเพื่อให้ตนเองไม่ต้องอดตาย”
หลี่อี้เจ๋อได้ฟังน้ำเสียงอันขมขื่นของพี่สาวแล้วอดที่จะเจ็บปวดใจมิได้ ในระหว่างที่ตนเองได้กินอิ่มนอนอุ่นหลายปีมานี้พวกนางลำบากมากจริงๆ
“ถ้าพวกเจ้าทำงานหาเงินมาได้เหตุใดถึงได้เก็บเอาไว้เอง เราทุกคนต่างก็ต้องพึ่งพาบ้านหลี่เงินที่ได้มาก็ต้องให้ท่านแม่เก็บเอาไว้ ทำเช่นนี้มันผิดมิใช่หรือ”
หลี่อันหนิงส่ายหน้าให้กับความไร้ยางอายของนาง
“แล้วเวลาบ้านหลี่ของพวกท่านมีกินมีใช้ ได้ชุดเสื้อผ้าใหม่ในแต่ละฤดูพวกท่านเอาเราสองพี่น้องไปไว้ที่ใด ตลอดสิบปีหน้าร้อนหน้าหนาวชุดเสื้อผ้าล้วนเหมือนเดิม ถ้าคิดว่าพวกเราแซ่หลี่เหมือนกันเหตุใดต้องให้เรานอนห้องเก็บฟืน”
คำพูดของหลี่อันหนิงไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ แต่หนี่ม่านม่านผู้ดันทุรังก็ไม่คิดยอมแพ้
“เพราะเจ้าเป็นหลานคนแรกของบ้านหลี่จึงต้องฝึกความอดทน อีกอย่างเจ้าและน้องสาวเป็นสตรีที่อย่างไรก็ต้องแต่งงานออกไป ภาษิตว่าบุตรสาวที่แต่งออกไปไม่ต่างจากน้ำที่สาดทิ้ง อีกไม่กี่ปีเจ้าก็ต้องกลายเป็นคนอื่น”
หลี่อันหนิงยิ้มเย็นกับคำพูดของหนี่ม่านม่าน จากนั้นจึงย้อนถามกลับไป