พานเยว่หลานภายหลังเมื่อกลับมาจากวัดหลิงซาน นางก็ปิดประตูเก็บตัวเงียบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะนางคิดว่าถึงเวลาที่ตนต้องใช้ชีวิตให้ดีแล้ว ในเมื่ออดีตมิอาจแก้ไข นางเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่าตนเองในชาติหน้าจักได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับบุรุษที่ตนรัก
ร่างบางแปรเปลี่ยนจากหญิงสาวที่ดูระทมทุกข์ บัดนี้กลายเป็นพานเยว่หลานคนใหม่ที่มีแต่ความมั่นใจ จากนี้นางมิยินยอมให้ผู้ใดมารังแกตนเองอีก แม้แต่แม่ของสามีหรือเฉิงหรงกุ้ยเฟย
“ถึงเวลาที่ข้าต้องทวงคืนความเป็นธรรมให้ตนเอง ต่อให้เป็นเฉิงหรงกุ้ยเฟยก็ไม่สามารถเอาครอบครัวมาข่มขู่ข้าได้
หญิงสาวนั่งรถม้าเข้าไปในวัง และยื่นป้ายหยกที่ฮองเฮาเคยมอบให้ไว้ก่อนที่จะได้รับพระราชทานสมรสกับโจวหานอี้
“มิได้พบกันเพียงพักเดียวเจ้าดูผ่ายผอมไปมาก ท่าทางตระกูล โจวจะเลี้ยงดูเจ้าได้ไม่ดีเท่าที่ควร”
“เป็นเช่นนั้นเพคะ”
ซ่างกวนฮองเฮาไม่คิดว่าหญิงสาวตรงหน้าจะยอมรับออกมาตรงๆ เช่นนั้น ช่างดูแปลกและแตกต่างจากเด็กสาวขี้อายที่ตนได้พบเมื่อปีก่อน
“เช่นนั้นที่เจ้าต้องการพบข้าก็คงจะมีเรื่องกระมัง”
“เพคะ หม่อมฉันขอร้องฮองเฮาที่เป็นดั่งตัวแทนของสตรีทั่วหล้าโปรดให้ความเป็นธรรมแก่สตรีตัวเล็กๆ ที่ไร้ทางปกป้องตนเองด้วยเพคะ”
พานเยว่หลานคุกเข่าโขกหน้าผากกับพื้นเสียงดังมิยอมเงยหน้า หมายความว่านางนั้นได้รับความไม่เป็นธรรมและความทุกข์อย่างใหญ่หลวง
“เจ้าเงยหน้าขึ้นก่อน อย่าได้ทำเช่นนี้ มีอันใดก็ค่อยพูดค่อยๆ จา”
ซ่างกวนฮองเฮาสืบรู้มาว่าหญิงสาวตรงหน้าเคยมีคนรักในวัยเด็กคือคุณชายสามตระกูลเย่ นางถึงได้ปฏิเสธตนที่เอ่ยปากทาบทามให้มาเป็นหนึ่งในนางสนมของฮ่องเต้
ทว่าบัดนี้คนทั้งสองได้ถูกพรากออกจากกัน คนหนึ่งได้รับความทุกข์จากการกดขี่ของแม่สามี ส่วนอีกคนสละทางโลกปลงผมบวชเป็นหลวงจีนไปแล้ว เรื่องราวของพวกเขาสองคนช่างน่าเวทนานัก
เป็นเพราะตระกูลโจวเพียงตระกูลเดียวสามารถทำให้เรื่องราวยุ่งเหยิงได้ถึงเพียงนี้
“เอาล่ะ เจ้าลองบอกมาสิว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่”
พานเยว่หลานเมื่อสงบสติอารมณ์ของตนลงได้ นางจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตน ทั้งยังไม่ลืมกล่าวถึงสิ่งที่เฉิงหรงกุ้ยเฟยเคยเอ่ยวาจาข่มขู่ตนเอง
“ช่างบังอาจนัก!! นางคิดว่าตนเองเป็นใครถึงได้อาจหาญข่มขู่ทายาทของผู้ที่เสียสละตนเองปกป้องชายแดนต้าเหลียงอย่างแม่ทัพพาน เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล่นๆ เจ้ายืนยันหรือไม่ว่านางกล่าวเช่นนั้นจริง”
“เพคะ เพียงแต่หม่อมฉันไร้หลักฐาน ทุกครั้งที่เฉิงหรงกุ้ยเฟยเรียกหม่อมฉันเข้ามาในวัง ก็มักให้หม่อมฉันคุกเข่าอยู่ที่หน้าตำหนักกว่านจี”
พานเยว่หลานนิ่งตรึกตรองถึงบรรยากาศรอบๆ เมื่อตนเองเข้ามาภายในวัง
“อ้อ...ท่านขันทีจางเป่าเคยเห็นเพคะ หม่อมฉันแต่งเข้าจวนตระกูลโจวหนึ่งเดือนถูกเรียกเข้าวังถึงหกครั้ง และทุกครั้งท่านขันทีจางเป่าจะเป็นผู้เห็นว่าหม่อมฉันถูกสั่งให้คุกเข่าท่ามกลางแดดร้อนอย่างไร้ความปรานี”
ในอดีตฮองเฮาที่เป็นพระชายารัชทายาท แม้จะเป็นสตรีใจกว้างไม่เคยคิดเรื่องหยุมหยิมกับเหล่าชายาน้อยๆ แต่เพราะตอนนั้นตนเองไร้วาสนามิอาจตั้งครรภ์พระโอรสได้ ทำให้เฉิงหรงที่เป็นชายารองได้ใจ เพราะนางได้คลอดทายาทคนแรกออกมาเป็นองค์ชาย
ทว่าบัดนี้พระนางเองก็มีพระโอรสแล้ว ถึงเวลาที่ต้องชำระแค้นที่เฉิงหรงกุ้ยเฟยเคยทำเอาไว้เมื่อครั้งอดีต
“เจ้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทกับข้า”
ขบวนเสด็จของฮองเฮาตรงไปยังตำหนักเฉียนชิงทันที นางกำนัลที่จับตาดูตำหนักคุนหนิงบัดนี้รีบวิ่งกลับไปรายงานเฉิงหรงกุ้ยเฟยนายของตน
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!! นางแพศยานั่นมาเข้าเฝ้าฮองเฮา ตอนนี้พวกเขากำลังไปหาฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ พวกมันคิดจะทำอันใดกันแน่”
เพราะสร้างเรื่องเอาไว้มากมาย จึงไม่รู้ว่าฮองเฮาจะนำเรื่องใดมาเล่นงานตน ร่างอรชรลุกขึ้นเดินไปเดินมาภายในตำหนักอย่างเป็นกังวล
“ไม่ได้การ!! เจ้าให้คนไปตามท่านพ่อของข้ามาที่นี่ ไม่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น หรือต่อให้ฝ่าบาททรงพิโรธเพราะตัวข้า ท่านพ่อที่มีผลงานจะต้องจัดการได้แน่”
“เพคะ”
เฉิงหรงกุ้ยเฟยสั่งนางกำนัลข้างกาย ก่อนจะหันมาแต่งกายให้ตนเองอย่างงดงามเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้และขัดขวางแผนการของฮองเฮา
ณ ตำหนักเฉียนชิง
“ฮองเฮามาพบเราที่นี่มีธุระอันใดหรือ”
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีทองปักดิ้นลวดลายมังกรที่กำลังอ่านฎีกาอยู่ภายในห้องทรงงานเงยหน้าขึ้น มองภรรยาที่ตนผูกผมมาสิบกว่าปีด้วยสีหน้าแปลกใจ ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นนางมาหาตนที่นี่ด้วยตนเอง
ร่างบางยอบกายให้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าเหลียง ก่อนจะเอ่ยถึงความประสงค์ของตนที่มาในวันนี้
“ฝ่าบาทเพคะ วันนี้ฮูหยินน้อยตระกูลโจวมาขอเข้าเฝ้าหม่อมฉัน นางกล่าวว่าตนเองได้รับความไม่เป็นธรรมจากพระราชทานสมรสของพระองค์ หม่อมฉันจึงได้พานางมาที่นี่เพื่อเรียกร้องสิทธิของบุตรสาวขุนนางผู้ภักดี”
“ใครหรือฮูหยินน้อยโจว”
เซี่ยฮ่องเต้มีสีหน้างุนงงเล็กน้อย เพราะทำงานอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตนเองมากว่าหนึ่งปี จึงจำไม่ได้ว่าตนเองพระราชทานสมรสไปแล้วกี่คู่
“นางคือหญิงสาวที่ขึ้นร่ายรำในวันเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชสมบัติของพระองค์ เด็กสาวตระกูลพานผู้นั้น”
เมื่อเอ่ยถึงสตรีที่ต้องใจตนเพียงแรกพบ เซี่ยฮ่องเต้ก็จดจำนางได้ในทันที และเป็นเขาที่มอบนางให้กับบุตรชายของตระกูลเสนาบดีโจวด้วยตนเอง
“เป็นนางเองหรือ”
ดวงตาคมสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงสตรีนางนั้น ภรรยาคู่ยากที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาเนิ่นนานอย่างซ่างกวนฮองเฮา มีหรือจะไม่สามารถจับสังเกตอาการและน้ำเสียงของสามีได้
“เพคะ เป็นนาง หนึ่งเดือนที่หญิงสาวตระกูลพานแต่งเข้าไปยังตระกูลโจว นางถูกแม่สามีกระทำข่มเหงราวกับมิใช่บุตรสาวจากตระกูลใหญ่ ทั้งยังถูกผู้มีอำนาจในวังหลังข่มขู่ ทว่าตอนนี้นางมิสามารถทนแบกรับความไม่เป็นธรรมได้อีก จึงได้เข้าวังมาขอความช่วยเหลือจากหม่อมฉัน”
เซี่ยฮ่องเต้ตรึกตรองอีกครั้ง อย่างไรก็เป็นตนที่เขียนพระราชโองการนี้ เช่นนั้นก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางสักครั้ง ภายในใจยังนึกกล่าวโทษตนเอง วันนั้นเขาน่าจะบอกปัดเสนาบดีโจวไปเสีย แล้วให้เขาเลือกบุตรสาวจากตระกูลอื่นแต่งเข้าแทน
“นางอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่”
“เพคะ”
“เช่นนั้นก็ให้นางมาพบเราเถิด”
ขันทีจางเข่อที่รับใช้ข้างพระวรกายรับเดินออกไปตามพานเยว่หลานให้มาเข้าเฝ้าทันที
“หม่อมฉันพานเยว่หลานถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
ร่างบางในชุดขาวเรียบง่ายบนหัวประดับปิ่นหยกเพียงหนึ่งอัน คุกเข่าลงตรงหน้าเซี่ยฮ่องเต้ด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
“ไม่ต้องมากพิธี เจ้าลุกขึ้นพูดต่อหน้าเราเถิด”
หญิงสาวหันไปมองซ่างกวนฮองเฮาเล็กน้อย เมื่อพระนางพยักหน้าพานเยว่หลานจึงได้ลุกขึ้นยืน
“เราได้ยินว่าเจาเข้าวังมาเพื่อทวงความเป็นธรรมให้ตนใช่หรือไม่”
ร่างสูงสง่านัยน์ตาคมประดุจเหยี่ยวจ้องใบหน้างามหยดย้อยของสตรีตรงหน้าไม่ว่างตา ภายในใจนึกเสียดายอยู่ครามครันที่ตนด่วนตัดสินใจยกนางให้กับตระกูลโจว
“เป็นเช่นนั้นเพคะ”
เสียงใสกังวานเอ่ยตอบ แม้นางจะยืนก้มหน้าทว่าท่าทางกลับดูบอบบางน่าทะนุถนอม ใบหน้างามที่ดูอมทุกข์ราวกับดอกสาลี่ต้องหยาดฝน หากไม่มีฮองเฮาอยู่ภายในห้องนี้ด้วยตนเองคงกระโจนเข้าไปโอบกอดปลอบประโลมหญิงสาวให้คลายจากความทุกข์ระทมเป็นแน่
เซี่ยฮ่องเต้รีบสลัดความคิดนั้นออกจากหัว แล้วหันมาสนใจหญิงงามตรงหน้าแทน
“อะแฮ่ม...เจ้าเล่าให้เราฟังหน่อยสิว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ในเมื่อเราเป็นผู้พระราชทานเจ้าให้กับตระกูลโจวเช่นนั้นเราก็จะเป็นผู้ให้ความเป็นธรรมกับเจ้าเอง”
พานเยว่หลานเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเช่นเดียวกับที่เล่าในตำหนักคุนหนิงของฮองเฮาแบบไม่มีตกหล่น ภายหลังเมื่อนางเล่าเสร็จสิ้นเสียงพระหัสถ์หนาตบลงไปยังโต๊ะทรงงานเสียงดังสนั่น ทำเอาขันทีจางเข่อสะดุ้งจนตัวโยน
“นางทำเช่นนี้ได้อย่างไร ตระกูลโจวทำเช่นนี้ได้อย่างไร เราหรืออุตส่าห์ไว้ใจพวกเขา นี่ถึงกลับกล้าใช้อำนาจในทางมิชอบข่มขู่บุตรีของแม่ทัพเชียวหรือ ใครก็ได้ไปตามเฉิงหรงกุ้ยเฟยมาพบเราที”
ขันทีน้อยที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าห้องทรงงานเมื่อเห็นโทสะของผู้เป็นนายเหนือหัว เขาก็รีบพุ่งตัวไปยังตำหนักกวานชิงทันที ทว่าเฉิงหรงกุ้ยเฟยกลับเดินนำขบวนบ่าวรับใช้ตรงมายังตำหนักเฉียนชิงราวกับรู้ล่วงหน้า
“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเห็นว่าบ่ายแล้วอากาศร้อนอบอ้าวนัก จึงได้ต้มน้ำถั่วเขียวมาถวาย”
เฉิงหรงกุ้ยเฟยเดินนวยนาดเข้ามาภายในห้อง แสร้งมองไม่เห็นอีกสองชีวิตที่อยู่ในนั้นด้วย เซี่ยฮ่องเต้เห็นสิ่งที่นางกระทำต่อฮองเฮา โทสะที่มีอยู่ก่อนแล้วก็ยิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้นกว่าเดิม
ปั้ง!
“ดี! ดียิ่งนัก! นี่คือท่าทีของเจ้าเมื่ออยู่ต่อหน้าฮองเฮาอย่างนั้นหรือ เราคิดว่าเจ้าคงได้รับความโปรดปรานจากเรามากเกินไปแล้วกระมัง ถึงได้มองไม่เห็นหัวภรรยาของเราเช่นนี้”
เสียงตบโต๊ะของฮ่องเต้ครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม ทั้งขันทีและนางกำนัลผู้ติดตามเฉิงหรงกุ้ยเฟยต่างก็รีบหมอบกราบลงไปที่พื้นด้วยท่าทางสั่นกลัว หญิงสาวที่ไม่เคยถูกเซี่ยฮ่องเต้ขึ้นเสียงใส่เช่นนี้ จึงแสดงสีหน้าน้อยใจออกมา ใบหน้างามแดงก่ำ ดวงตาหวานหยดหลั่งน้ำใสออกมา
ทว่าท่าทางที่ดูเสแสร้งของนางเทียบมิได้กับการร้องไห้อย่างระทมทุกข์ของพานเยว่หลานเลยสักนิด
เซี่ยฮ่องเต้เหลือบมองใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องประทินโฉมจนหนาเตอะเทียบกับใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเด็กสาวแรกรุ่นอย่างพานเยว่หลานแล้ว...
“เลิกเสแสร้งต่อหน้าเราเสียที บอกมาว่าเจ้าได้ข่มขู่บุตรสาวของแม่ทัพพานหรือไม่ เจ้าได้เรียกนางเข้ามาทำโทษในวังหลวงหรือไม่”
“นั่น...”
เฉิงหรงกุ้ยเฟยแจ้งแก่ใจแล้วว่าพานเยว่หลานเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮาด้วยเรื่องใด
“นั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะเพคะ หม่อมฉันเห็นนางไร้ความอดทนจึงต้องการฝึกฝนนางเท่านั้น มิได้มีเจตนาอื่น ก็แค่คุกเข่าเพียงครั้งเดียวเหตุใดต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่”
เฉิงหรงกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงเบาด้วยท่าทีประหม่า
“จางเข่อจางเป่าคือลูกบุญธรรมของเจ้าใช่หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยฮ่องเต้ถามขันทีคนสนิทที่รับใช้ข้างกายครั้งยังเป็นเพียงองค์ชายน้อย
“ดีเช่นนั้นก็ไปตามเขามาพบเรา”
จางเข่อค้อมกายก่อนเดินออกจากห้องทรงงานไป เฉิงหรงกุ้ยเฟยถลึงตาใส่ร่างบางที่ยืนก้มหน้าด้วยท่าทีเดือดดาล ไม่คิดว่าสตรีตัวเล็กอย่างนางจะกล้าเข้าวังมาฟ้องร้องเรื่องที่ถูกตนกลั่นแกล้ง