ประหารคนตระกูลพาน

2394 Words
“ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจางเป่าขอเข้าเฝ้า” ขันทีหนุ่มคุกเข่าต่อหน้าผู้เป็นใหญ่แห่งวังหลวงทั้งสาม ดวงตาของเขากลอกกลิ้งด้วยท่าทีประหม่า เพราะไม่รู้ว่าตนเองได้ทำสิ่งใดหรือไปล่วงเกินใครเข้าหรือไม่ ถึงได้ถูกเรียกตัวมาเช่นนี้ “จางเป่า ไหนเจ้าบอกเรามาซิว่าเจ้าเคยพบนางหรือไม่” ขันทีจางเป่าเงยหน้าขึ้นมองสตรีชุดขาวใบหน้างดงามที่ยืนอยู่ข้างกายฮองเฮา “กราบทูลฝ่าบาท เคยพบพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้พบนางครั้งแรกเมื่องานเฉลิมฉลองขึ้นครองราชย์ของพระองค์ นางคือสตรีที่ขึ้นร่ายรำเพื่ออวยพรในวันนั้น อีกครั้งหนึ่งคือวันที่กระหม่อมนำพระราชโองการไปประกาศยังจวนแม่ทัพพาน” “แค่นั้นจริงๆ หรือ” จางเป่าไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของผู้เป็นนายเหนือหัวที่เรียกตนมาถามเรื่องหญิงสาวผู้นั้น เขาคิดตรึกตรองในใจว่าตนเองได้ลืมสิ่งใดไปหรือไม่ แล้วภาพของสตรีร่างบอบบางนั่งคุกเข่าอยู่ท่ามกลางแดดจ้าก็วาบเข้ามาในหัว “ยังมีอีกพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเคยได้เห็นนางคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักกวานจี....” จางเป่าเหลือบมองเฉิงหรงกุ้ยเฟยด้วยท่าทีประหม่า “หกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เดือนนี้นางเข้าวังมาคุกเข่า...หกครั้ง” จ่างเป่าลดเสียงลงเพราะรู้สึกถึงสายตาทิ่มแทงที่ส่งมายังตน เขาถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเมื่อคิดได้ว่าตนเองได้เอ่ยสิ่งใดออกไป เรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับเฉิงหรงกุ้ยเฟยแน่ แค่คิดว่าตนเองต้องถูกนางกระทำสิ่งใดหลังจากนี้ เขาก็รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที “ยังมีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่” “หม่อมฉัน...หม่อมฉันแค่ไม่พอใจที่นางดูถูกตระกูลโจว ทั้งยังปล่อยให้อดีตคนรักเข้าไปอาละวาดในงานแต่งงานของน้องชาย ฝ่าบาทไม่รู้ว่าครั้งนั้นผู้คนในเมืองหลวงเอ่ยถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง มารดาของหม่อมฉันทุกข์ใจจนกระทั่งล้มป่วย” ท่าทางเสแสร้งของเฉิงหรงกุ้ยเฟยทำเอาซ่างกวนฮองเฮาบิดปากอย่างนึกรังเกียจ ท่าทางเช่นนั้นทำให้ใครดูกัน “เจ้าพูดจริงหรือ” เซี่ยฮ่องเต้เอ่ยถามเสียงทุ้มด้วยสีหน้าคลางแคลง นางเคยมีอดีตคู่รักอย่างนั้นหรือ เมื่อได้ฟังเฉิงหรงกุ้ยเฟยเอ่ยถึงชายอื่นภายในใจของเซี่ยฮ่องเต้ก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “ฝ่าบาทควรถามนางด้วยตนเองนะเพคะ” เจ้าของตำหนักกวานจียกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดบังรอยยิ้มสะใจของตน ทว่านางไม่รู้ว่าผู้ที่ออกหน้ากลับเป็นฮองเฮา “เช่นนั้นให้หม่อมฉันตอบแทนพานเยว่หลานเองเพคะ เป็นความจริงที่นางเคยมีคู่รักวัยเยาว์ บุรุษผู้นั้นคือคุณชายสามของตระกูลเย่ ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันจนกระทั่งสัญญาว่าจะแต่งงานหลังจากที่นางพ้นวัยปักปิ่น ทว่าตระกูลโจวกลับแย่งชิงวาสนาของทั้งสองไป คุณชายสามเย่ตรอมใจอย่างหนัก จึงได้ไปอาละวาดที่งานแต่งของตระกูลโจวในวันนั้น ทว่าบัดนี้เพราะมิอาจทนแบกรับความข่มขื่นได้อีกต่อไป จึงหันหน้าเข้าหาพุทธศาสนา ชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกลได้ปลงผมบวชเป็นหลวงจีนไปแล้วเพคะ” สิ้นเสียงซ่างกวนฮองเฮาภายในห้องทรงงานก็เงียบกริบราวกับว่ามิมีผู้ใดอยู่ในนั้นเลย แม้แต่จางเป่าและจางเข่อสองขันทียังแทบกลั้นหายใจเมื่อได้รับรู้เรื่องราวของหญิงสาวตรงหน้า “เป็นความจริงหรือ ที่คุณชายสามเย่ตอนนี้ปลงผมบวชเป็นหลวงจีน” “เพคะ เมื่อวานหม่อมฉันได้ไปไหว้พระที่วัดหลิงซานนอกเมืองหลวง เพื่อขอพรให้บิดาที่อยู่ชายแดนแคล้วคลาดต่อคมหอกของศัตรู ทว่ากลับได้พบหลวงจีนหนุ่มนามว่าอันคงไต้ซือที่กำลังกวาดใบไม้ในลานวัดโดยบังเอิญ” เฉิงหรงกุ้ยเฟยมีท่าทีอึกอัก เพราะนางไม่รู้ว่าบุตรชายคนที่สามของโสวฝู่ตระกูลเย่จะทำเช่นนั้น ก็แค่สตรีนางหนึ่งเท่านั้นเหตุใดถึงได้ปักใจเพียงนี้ เมื่อคิดว่าตระกูลโจวต้องเป็นศัตรูกับตระกูลเย่นางก็รู้สึกว่าตนเองกำลังเดินหมากพลาดไป “เรื่องนี้มิใช่เพียงเรื่องของตระกูลโจวและสะใภ้แล้วนะเพคะ คุณชายสามเย่ถึงขึ้นบวชเป็นหลวงจีน หม่อมฉันว่าเรื่องนี้มันผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น” ซ่างกวนฮองเฮาเอ่ยขยี้ปมที่เฉิงหรงกุ้ยเฟยผูก “แม้ท่านโสวฝู่มิได้เอ่ยสิ่งใด ทว่าย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจต่อเรื่องนี้ ถึงท่านเสนาบดีโจวจะมีผลงานที่ช่วยแก้ไขเรื่องภัยแล้ง แต่ท่านโสวฝู่เองก็มีผลงานตั้งแต่รัชสมัยของไท่ซ่างหวงเช่นกัน ตระกูลโจวทำเช่นนี้มิเป็นการดูหมิ่นตระกูลเย่หรือ” “อีกอย่างเฉิงหรงกุ้ยเฟยยังใช้อำนาจส่วนตัวรังแกบุตรีของแม่ทัพพานผู้ใช้เลือดเนื้อปกป้องแผ่นดินต้าเหลียง ถ้าหากไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่นางได้แล้วยังจะมีใครยอมสละชีวิตตนเองปกป้องแผ่นดินอีกเล่า ในเมื่อครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังกลับถูกผู้มีอำนาจข่มเหงเช่นนี้” วาจาของซ่างกวนฮองเฮาช่างตรงใจเซี่ยฮ่องเต้นัก ทว่าคนก็แต่งงานไปแล้วตนเองจะทำเช่นไรได้อีก “ฮองเฮาคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้” “หม่อมฉันคิดว่า...” ยังไม่ทันที่ซ่างกวนฮองเฮาจะได้เอ่ยออกมา ด้านนอกก็มีเสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยขัดขึ้น “กระหม่อมโจวอวี้หรานเสนาบดีกรมพระคลัง ขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” คิ้วคมขมวดเข้าหากันมุ่น นัยน์ตาเหยี่ยวเหลือบมองเฉิงหรงกุ้ยเฟยด้วยท่าทีเคลือบแคลง “ให้เข้ามา” เมื่อเสียงทุ้มเอ่ยอนุญาต ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาภายในห้องทรงงานอย่างเร่งรีบ ในมือยังถือม้วนกระดาษและกล่องไม้สลักลวดลายมังกรที่เคลือบด้วยสีทองด้านบน “กระหม่อมโจวอี้หราน ถวายบังคมฝ่าบาทขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” ชายวัยกลางคนคุกเข่าลงตรงหน้าพระที่นั่งของเซี่ยฮ่องเต้ “ใต้เท้าโจวต้องการมาพบเราเร่งด่วนเพียงนี้มีเรื่องใดหรือ” “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องต้องการกราบทูลพระองค์ให้ทราบ เกี่ยวกับการทรยศของตระกูลขุนนางในเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ใบหน้าคมก็มีแววจริงจังขึ้นหลายส่วน ต้องบอกว่าตัวเขาที่ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้นมีขุนนางผู้สนับสนุนเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้น ถ้ามิใช่อดีตฮ่องเต้เป็นผู้ออกราชโองการแต่งตั้งเอาไว้ล่วงหน้า เหล่าพี่น้องอีกหลายคนคงได้ลงมือแย่งชิงตำแหน่งนี้ไปจากตนแน่ ฉะนั้น เซี่ยฮ่องเต้จึงอ่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องการซ่องสุมกำลังคนและการวางแผนก่อกบฏยิ่งนัก “ใต้เท้าโจวพูดจริงหรือ ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าเอ่ยสิ่งใดต้องมีหลักฐานมิใช่เพียงลมปากเท่านั้น” ร่างสูงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง “ทุกวาจาที่กระหม่อมเอ่ยออกมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นความจริงหลายเดือนมานี้กระหม่อมได้ให้คนรวบรวมหลักฐานจนกระทั่งได้ทุกอย่างมาครบแล้ว ได้โปรดฝ่าบาททรงพิจารณา” “ส่งมาให้เราดู” โจวอี้หรานยกกล่องไม้และม้วนกระดาษชูขึ้น ขันทีจางเข่อรู้งานรีบเดินเข้าไปรับมาจากมือของชายวัยกลางคนทันที “เรื่องนี้มีใครบ้างที่รู้ ท่านแน่ใจหรือว่าสิ่งเหล่านี่เป็นของจริง” เมื่อได้อ่านข้อความที่อยู่ด้านใน ดวงตาคมจึงเผลอเหลือบมองหญิงสาวร่างบางในชุดขาวที่กำลังยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้าง “นอกจากกระหม่อมแล้วยังมีขุนนางอีกหลายท่านที่พร้อมมาเป็นพยานว่าหลักฐานเหล่านี้เป็นของจริง” “เช่นนั้นก็ให้ผู้ตรวจการเหลยจัดการก็แล้วกัน” เซี่ยฮ่องเต้สะบัดมือส่งสัญญาณให้ใต้เท้าโจวออกไป ชายวัยกลางคนเหลือบตามองบุตรสาวเล็กน้อย ก่อนจะค้อมกายคารวะผู้เป็นใหญ่ในวังหลวงทั้งสองแล้วเดินออกจากห้องไป “เช่นนั้น..” “พักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แต่มิใช่ว่าเราจะไม่ให้ความเป็นธรรมกับนาง แต่เรื่องของบ้านเมืองย่อมต้องมาก่อน วันนี้ทุกคนแยกย้ายกันไปเถิด” แม่จะมิได้รับคำตอบจากฮ่องเต้ แต่ภายในใจของพานเยว่หลานก็รู้สึกร้อนรุ่มกับการมาของพ่อสามี นางนั่งรถม้ากลับไปยังเรือนตระกูลโจวอย่างเงียบๆ เก็บตัวอยู่ภายในห้องรอคอยให้ฮองเฮาเรียกตัวเข้าวังอีกครั้ง ทว่าวันต่อมาข่าวลือเรื่องที่ตระกูลพานเป็นกบฏแอบไปเข้ากับฝ่ายของศัตรูก็ถูกกล่าวถึงไปทั่วเมืองหลวง สาวใช้ฮวาเอ๋อที่ออกไปนอกจวนรีบวิ่งกระหืดกระหอบมาแจ้งแก่นายของตน “ไม่จริง!! ข่าวลือพวกนั้นมิใช่เรื่องจริง ท่านพ่อของข้าไม่มีวันทรยศต่อประเทศชาติแน่นอน” หญิงสาวตวาดแหวออกไปเมื่อได้ฟังเรื่องที่ฮวาเอ๋อเล่า “ตอนนี้ภายในเมืองหลวงต่างก็พูดถึงเรื่องนี้กันอย่างหนาหู บ่าวเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาไปได้ยินข่าวนี้มาจากที่ใด” “ฮวาเอ๋อข้าต้องกลับบ้านตอนนี้ เจ้าให้คนเตรียมรถม้าให้ข้าที” พานเยว่หลานเอ่ยกับฮวาเอ๋ออย่างร้อนรน ทว่ากลับมีเสียงของใครบางคนดังขึ้นที่หน้าประตู “ไม่จำเป็นหรอก ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้าไปในตระกูลพานได้” หญิงสาวตวัดสายตาไปยังผู้ที่มาใหม่ทันที เมื่อเห็นว่าเป็นโจวหานอี้ สำนึกบางอย่างก็ทำให้นางนึกถึงการพบกันกับพ่อสามีในวังหลวงเมื่อวาน “เป็นท่านใช่หรือไม่ที่ปล่อยข่าวลือพวกนี้ออกมา เป็นตระกูลโจวของท่านที่ใส่ร้ายท่านพ่อของข้า” หญิงสาวพุ่งตัวเข้าไปกระชากสาบเสื้อของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความโกรธแค้น “แล้วแต่เจ้าจะคิด แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นคนตระกูลโจวของข้า ถ้าไม่อยากถูกคุมตัวไปยังคุกหลวงอีกคน ก็จงอยู่เงียบๆ ไปซะ” เมื่อเอ่ยจบร่างสูงก็เดินจากไปด้วยสีหน้าพอใจ พานเยว่หลานอาละวาดอยู่ภายในห้องด้วยความโมโห ด้านนอกเรือนของนางมีบ่าวรับใช้ชายสี่คนเฝ้าเอาไว้ตามคำสั่งของโจวหานอี้ ครึ่งเดือนต่อมา “ฮวาเอ๋อเจ้าช่วยออกไปสืบข่าวให้ข้าได้หรือไม่ ข้าอยากรู้ว่าคนตระกูลพานเป็นอย่างไรบ้าง” หลายวันมานี้นางฝันไม่ดีเอาเสียเลย จึงอยากรู้ว่าครอบครัวเป็นอย่างไร “เจ้าไม่ต้องสั่งสาวใช้ให้ออกไปสืบหรอก วันนี้เจ้าจะได้เห็นด้วยตาตนเองว่าตระกูลพานเป็นอย่างไรบ้าง ตามข้ามาสิ” ร่างสูงก้าวเข้ามาภายในห้องโถงของเรือน โจวหานอี้ดึงร่างบางให้ตามตนเองออกจากเรือนตระกูลโจว รถม้าวิ่งตามถนนเส้นหลักไปเรื่อยๆ ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ม้าก็วิ่งมาหยุดอยู่ที่ลานกลางเมือง สถานที่สำหรับประหารผู้กระทำความผิดต่อหน้าสาธารณชน “ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไม” หัวใจของหญิงสาวสั่นสะท้าน ตลอดครึ่งเดือนนางที่อยู่เพียงในเรือนไม่สามารถรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับครอบครัวของตนเลย นางหวาดกลัวเหลือเกินว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น “ก็เจ้าบอกว่าต้องการรู้ข่าวของคนตระกูลพานมิใช่หรือ ข้าก็พาเจ้ามาแล้วอย่างไร “โจวหานอี้ ท่านหมายความว่าอย่างไร” ดวงตางามจ้องเขม็งไปยังผู้พูด “ก็หมายความว่า ที่ข้าพาเจ้ามาที่นี่เพื่อให้เจ้าได้พบกับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย ดูเอาเองสิว่าพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง” ชายหนุ่มเปิดม่านหน้าต่างรถม้า กลิ่นคาวโลหิตก็พุ่งปะทะเข้ามาในจมูกทันที เมื่อดวงตากลมโตมองออกไป หญิงสาวก็ได้เห็นกลุ่มคนมากมายกำลังรวมตัวกันอยู่ไม่ไกล ทว่าท่ามกลางคนเหล่านั้นพานเยว่หลานได้เห็นบิดามารดาและพี่ชายทั้งสอง พวกเขากำลังคุกเข่าอยู่ตรงกลางลานโล่ง รอบด้านล้วนเจิ่งนองไปด้วยโลหิตและศพของคนตระกูลพานนับร้อยชีวิต ทว่าบัดนี้เหลือเพียงคนทั้งสีที่คุกเข่าด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงเรียกของพานเยว่หลาน ดวงตาทั้งสี่คู่จึงเหลือบมองมา “ไม่จริง!! ท่านพ่อ! ท่านแม่! พี่ใหญ่! พี่รอง!” ร่างบางพยายามตะเกียกตะกายลงจากรถม้า ทว่ากลับถูก โจวหานอี้จับตัวเอาไว้ น้ำตาแห่งความเจ็บปวดและหวาดกลัว ไหลทะลักออกมาเหมือนทำนบแตก “ปล่อยข้าโจวหานอี้!! ข้าจะไปหาพวกเขา” “ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าลงไปแน่ ถ้ามีคนเห็นหน้าเจ้าที่นี่ชื่อเสียงของตระกูลโจวคงด่างพร้อย ที่ข้ายอมพาเจ้ามาก็เพื่อให้เจ้าได้เห็นจุดจบของบิดามารดาและพี่ชายทั้งสองของเจ้าเท่านั้น” นางยกมือปิดหน้าครวญครางด้วยความเจ็บปวด นางไม่ต้องการได้ยินเสียงของเขาที่กำลังเอ่ยเชือดเฉือนหัวใจ เสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาวแต่ละครั้งประดุจดังลมหายใจของครอบครัวที่กำลังปิดปลิว หญิงสาวยื่นมือออกไปนอกหน้าต่างรถม้า หวังว่าจะสามารถคว้าจับพวกเขาเอาไว้ ดวงตาอ่อนโยนของบิดามารดาและพี่ชายทั้งสองได้ถ่ายทอดความรักความห่วงใยทุกสิ่งมาที่นาง เมื่อถึงเวลาเพชฌฆาตสี่คนได้ก้าวมาหยุดอยู่ด้านหลังของพวกเขา ทันทีที่เสียงสั่งลงมือประหารดังขึ้น พานเยว่หลานก็กรีดร้องออกมาจนสุดเสียง “กรี๊ด!!! ไม่!! ฮื่อออ!! ท่านพ่อ ท่านแม่ พาข้าไปกับพวกท่านด้วย อย่าทิ้งข้าเอาไว้เพียงลำพังเช่นนี้” ร่างบางสะอื้นไห้ราวกับจะขาดใจ เมื่อได้เห็นบิดามารดาและพี่ชายทั้งสองถูกสังหารต่อหน้าต่อตา นางมิอาจฝืนทนแบกรับความเจ็บปวดนี้ได้ หญิงสาวหมดสติภายใต้อ้อมแขนของโจวหานอี้ “กลับ” เมื่อเห็นว่าคนตระกูลพานทั้งหมดถูกสังหารด้วยตาตนเอง คุณชายใหญ่ตระกูลโจวจึงสั่งให้คนขับรถม้ากลับไปยังเรือนตามเดิม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD