ภายหลังเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในเรือนตระกูลหลี่ผ่านไป ชาวบ้านมู่โถวทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้กันถ้วนทั่วว่าแม่เฒ่าหม่าหรือหม่าซือหยุนคือทาสที่เคยทำงานในจวนขุนนาง และบัดนี้สัญญาขายตัวของนางก็ยังคงคั่งค้างอยู่ที่นั่น
หมายความว่าบุตรทั้งสามของนางต่างก็มีฐานะต่ำต้อยไม่ต่างกัน
หลี่อันหนิงผู้นั่งแทะเมล็ดฟักทองฟังเรื่องสนุกได้แต่แอบสมน้ำหน้าคนเหล่านั้นในใจ ตอนนี้นางคงไม่มีหน้าออกมาพบผู้ใดอีกแล้ว รวมถึงชายแก่ผู้นั้นด้วย บัดนี้คงถึงเวลาแล้วที่ตนต้องนำน้องชายออกมาจากหลุมไฟบ้านหลี่
“เป่าเอ๋อวันนี้พวกเราขึ้นเขากันเถอะ ยุ่งกับงานหมั้นของพี่อี้ซิงเลยทำให้ไม่ได้พบเสี่ยวเกอและเสี่ยวเจี่ยเลย”
เสี่ยวเกอและเสี่ยวเจี่ยที่หลี่อันหนิงเอ่ยถึงคือลูกเสือดำสองตัวที่เป็นเพศชายและเพศหญิงนั่นเอง ผ่านไปนับปีบัดนี้พวกมันเติบโตจนรูปร่างใกล้เคียงกับหมาป่า แม้จะยังต่างจากมารดาอยู่มากโขแต่ก็ดูน่าเกรงขามไม่น้อย ทำให้ไม่มีสัตว์ร้ายตัวใดกล้าเข้ามาเพ่นพ่านในอาณาเขตของพวกมันทั้งสอง
“ข้าเองก็คิดถึงพวกมันเช่นกันเจ้าค่ะ”
หลี่ซางเป่าเมื่อนึกถึงความสามารถการตั้งชื่อของพี่สาวแล้ว นางอยากจะเอามือตบหน้าผากสักหลายที แต่ดูเหมือนเจ้าตัวน้อยทั้งสองจะมิได้คิดเช่นนั้น เพราะพวกมันดูชื่นชอบชื่อใหม่ยิ่งนัก
หลังจากหลี่อันหนิงเอ่ยสั่งความกับแม่เฒ่าจวงที่กำลังยุ่งอยู่กับการพูดคุยเรื่องงานแต่งงานของจวงอี้ซิง เพราะหญิงชราต้องการให้จัดงานก่อนถึงฤดูหนาว ทว่าหัวหน้าหมู่บ้านกลับคิดต่าง เขาต้องการให้บุตรสาวอยู่ข้างกายของตนอีกสักปี จึงทำให้ยังถกเรื่องฤกษ์ยามที่ยังไม่ลงตัว
เด็กสาวคว้ามีดพร้าคู่กาย ก่อนตวัดตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นสะพายหลัง ออกเดินขึ้นเขาพร้อมกับน้องสาวตัวน้อย
อีกไม่กี่เดือนเหมันฤดูก็จะกลับมาเยือนหมู่บ้านมูโถวอีกครั้ง ถึงเวลาที่เสี่ยวเกอและเสี่ยวเจี่ยต้องเข้าสู่ฤดูจำศีลเช่นกัน ท่าทางพวกมันจะออกล่าหนักหน่วงกว่าที่ผ่านมา เมื่อสองพี่น้องมาถึงถ้ำลับจึงไม่เห็นร่างของเจ้าเสือดำสองพี่น้องอยู่ภายในนั้น
เด็กสาวย่นจมูกเล็กน้อยเพราะได้กลิ่นคาวโลหิตจางๆ โชยเข้ามาในจมูก แต่มิได้คิดมากเพราะคาดว่าอาจเป็นลูกเสือดำที่ลากสัตว์อื่นเข้ามาเพื่อเป็นเสบียงก่อนถึงฤดูหนาวของพวกมัน
แต่น้องสาวของนางกลับเอ่ยทักขึ้น
“พี่ใหญ่เป่าเอ๋อรู้สึกว่าที่นี่มีคนได้รับบาดเจ็บ”
หลี่อันหนิงมองตามนิ้วของน้องสาวที่ชี้ไปยังมุมหนึ่งของโถงถ้ำ
“ที่ไหนหรือ”
“ตรงนั้นเจ้าค่ะ”
หลี่ซางเป่าชี้ไปยังอีกฟาก สถานที่ที่พวกนางเคยขุดพบโสมป่า เด็กสาววางตะกร้าลงควงมีดพร้าคู่ใจเดินตรงไปอย่างระมัดระวัง
หลี่อันหนิงแหวกหญ้าออกดูจนทั่ว กระทั่งมองเห็นเท้าคู่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกล เท้าของบุรุษ นั่นคือสิ่งที่นางกำลังคิดอยู่ คนผู้นี่เป็นใครหรือว่าถูกลูกเสือดำลากเข้ามา
เมื่อมองดูดีๆ จะพบว่ายังคงมีร่องรอยลากเข้ามาภายในถ้ำหลงเหลืออยู่ และข้อสันนิษฐานของนางก็เป็นความจริง
“เป่าเอ๋อพบแล้ว ช่วยพี่พาเขาไปตรงนั้นหน่อย”
สองพี่น้องลากชายร่างสูงโปร่งไปยังส่วนพักที่จวงอี้ซิงเป็นผู้สร้างเอาไว้สำหรับให้สองพี่น้องได้นอนพัก เมื่อไม่ต้องการกลับลงภูเขาไปยังหมู่บ้าน
“ท่านพี่เขายังไม่ตายใช่หรือไม่”
หลี่ซางเป่ามองไปยังร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของบุรุษตรงหน้า ด้วยสีหน้าหวาดหวั่น หลี่อันหนิงยิ้มอ่อนโยนให้กับน้องสาว พลางเอ่ยปลอบนางเสียงเบา
“ยังหรอก อาจแค่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น พี่จะทำแผลให้ชายผู้นี้ วานน้องช่วยต้มน้ำให้พี่ทีได้หรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ”
เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้ายังมีชีวิตอยู่ เด็กน้อยซางเป่าก็รีบทำตามคำสั่งของพี่สาวอย่างกระตือรือร้น
หลังจากที่สำรวจบาดแผลที่มีทั่วทั้งตัวของบุรุษตรงหน้า พบว่ามันเป็นรอยบาดแผลที่เกิดจากสิ่งของมีคน หมายความว่ามิใช่ลูกเสือดำสองตัวนั้นที่ทำร้ายเขา
หลี่อันหนิงจับพลิกร่างของบุรุษตรงหน้าให้นอนหงายในท่าที่สบายที่สุด ก่อนใช้น้ำร้อนทำความสะอาดบาดแผลตามร่างกายของเขา หลังจากนั้นใช้เหล้าที่กักตุนไว้ทำความสะอาดอีกครั้ง จึงพันแผลให้ชายหนุ่มเป็นอันเสร็จสรรพ
“ท่านพี่ควรเช็ดหน้าให้เขาด้วยนะเจ้าคะ”
หลี่ซางเป่าชี้ไปยังใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลนและโลหิต หญิงสาวพิจารณาตามคำพูดของน้องสาวก่อนใช้ผ้าสะอาดเช็ดใบหน้าของชายผู้นั้นแผ่วเบา
ในระหว่างที่เช็ดเลือดออกจากใบหน้าเขา หลี่อันหนิงก็นึกสงสัยอยู่ครามครันว่าเหตุใดตนถึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย ทั้งๆ ที่สัมผัสเลือดของคนผู้นี้ไปแล้ว
ความจริงนางเองก็ไม่ต้องการเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องของผู้อื่น ในเมื่อรักษาบาดแผลให้เขาแล้วก็ไม่ต้องการรู้ว่าชายผู้นี้เป็นใคร เพราะมันทำให้นางนึกถึงชายผู้นั้นที่เคยถูกสังหารที่นี่เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว และอาจนำพาเรื่องอันตรายมาสู่ครอบครัวของตน
ทว่าทันทีที่ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นเปิดเผยต่อหน้านาง ดวงตากลมโตของหลี่อันหนิงก็สั่นไหวเล็กน้อย หัวใจของนางรัวกระหน่ำเต้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ เหตุใดถึงเป็นเขา
เด็กสาวจดจำใบหน้าของบุรุษผู้นี้ได้ดี เขาคือ ท่านขุนนาง ชายผู้ปักกริชลงบนหัวใจของตนและเป็นคนที่นางอยู่ด้วยในวาระสุดท้ายของชีวิต
เหตุใดเขาถึงได้รับบาดเจ็บ ความจริงคนทั้งสองต้องได้พบกันในอีกสองปีข้างหน้า หรือว่าเป็นเพราะนางเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของหลี่ซางเป่า จึงทำให้อนาคตเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
“พี่ใหญ่ท่านรู้จักเขาหรือ”
เด็กน้อยที่สังเกตเห็นอาการของพี่สาวเหมือนกำลังตื่นตระหนก จึงได้เอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“มะ..ไม่รู้จัก พี่ไม่เคยออกไปที่ใดจะรู้จักเขาได้อย่างไร เพียงตกใจเท่านั้นที่บุรุษผู้นี้ยังดูอายุไม่มาก อีกทั้งยังรูปงามอีกด้วย”
หลี่อันหนิงรีบเอ่ยเพื่อกลบเกลื่อนอาการของตน เด็กน้อยมองพี่สาวด้วยท่าทีครุ่นคิด ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
“รูปงามจริงเจ้าค่ะ”
เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะคิดว่าได้เบี่ยงเบนความสนใจของน้องสาวไปได้แล้ว
หลังจากผ่านไปราวสองชั่วยามเสี่ยวเกอและเสี่ยวเจี่ยก็กลับมาพร้อมกับซากกวางตัวใหญ่กว่าพวกมันสองตัวรวมกัน หลี่อันหนิงเมื่อได้เห็นขนสีดำที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดของทั้งสองนางก็เอ่ยดุไปเล็กน้อย
“พวกเจ้าตัวสกปรกอีกแล้วนะ เป่าเอ๋อไปตักน้ำในบ่อมา พี่จะทำความสะอาดเสี่ยวเกอกับเสี่ยวเจี่ย”
“เจ้าค่ะพี่ใหญ่”
เมื่อเห็นสีหน้าเอาจริงของเด็กน้อยตรงหน้าที่พวกมันพี่น้องคิดว่าเป็นมารดา เพราะตั้งแต่ยังเล็กนางมักจะเข้ามาร้องเพลงกล่อมพวกมันนอน ลูกเสือดำที่อายุปีกว่าก็พากันหูลู่หางตกทันที
ในระหว่างที่หลี่อันหนิงอาบน้ำให้เจ้าลูกเสือดำทั้งสอง ชายหนุ่มที่เด็กสาวเรียกว่าท่านขุนนางก็ฟื้นคืนสติกลับมา เสียงพูดคุยและเสียงร้องครางของสัตว์ร้ายตัวสีดำทำให้เขาตกใจไม่น้อย ถึงแม้จะยังโตไม่เต็มที่แต่สัตว์ร้ายก็ยังคงเป็นสัตว์ร้ายอยู่วันยังค่ำ
ทว่าเหตุใดเด็กสาวคนนั้นถึงได้ทำกับพวกมันราวกับกำลังเลี้ยงลูกสุนัขเช่นนั้น นี่มันไม่เป็นการรวมตัวที่แปลกประหลาดไปหน่อยหรือ ในช่วงเวลาที่ชายหนุ่มกำลังมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าตกใจ ด้านข้างของเขาก็มีบางอย่างขยับยุกยิก
เด็กน้อยที่มีใบหน้าละม้ายเด็กสาวอีกคนกำลังนั่งมองเขาด้วยดวงตาใสชื่อ ชายหนุ่มสะดุดลมหายใจตนเองทันทีก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังเพื่อกลบเกลื่อนอาการของตน นี่นอกจากเด็กสาวผู้นั้นยังมีเด็กเล็กอีกคนหรือ
เหตุใดในป่าลึกถึงได้มีเด็กอาศัยอยู่ หรือว่าพวกเขาเป็นภูตที่สิ่งสู่อยู่ในภูเขากัน ชายหนุ่มเหลือบมองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยท่าทีระมัดระวัง
หลี่ซางเป่าคล้ายเข้าใจความคิดของชายหนุ่ม นางโบกมือไปมาแสดงท่าทางปฏิเสธสิ่งที่เขากำลังเข้าใจผิด จากนั้นจึงชี้ไปยังเหล่าเสบียงอาหารที่สองพี่น้องใช้เวลากักตุนถึงหนึ่งปี
“นี่มัน!!”
เมื่อเห็นว่าเด็กตรงหน้าไม่ยอมพูดกับตน แต่กลับใช้ท่าทางเพื่อสื่อสารแทน เข้าก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่านางพูดไม่ได้
หลี่ซางเป่าค้นหาหมึกและพู่กันที่ตนใช้สำหรับคัดอักษร ก่อนจะเขียนคำง่ายๆ ลงไป
“หมู่บ้านมู่โถว”
“พวกเจ้ามาจากหมู่บ้านที่อยู่ด้านล่างของภูเขาลูกนี้หรือ”
เด็กน้อยพยักหน้าดีใจที่ชายตรงหน้าเข้าใจสิ่งที่นางสื่อ
“แล้วพวกเจ้ามาทำอันใดที่นี่ แล้วเหตุใดต้องเตรียมเสบียงมากมายเพียงนี้”
คะเนจากสายตาก็บอกได้ว่าอาหารเหล่านี้อยู่ได้อีกหลายปี
แล้วหลี่ซางเป่าก็เขียนลงในกระดาษอีกครั้ง พลางปาดเหงื่อบนหน้าผากอย่างรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ที่ต้องพยายามอธิบายให้ชายหนุ่มเข้าใจ
“ภัยแล้ง”
“พวกเจ้าเตรียมทั้งหมดนี้เอาไว้สำหรับภัยพิบัติที่ยังมาไม่ถึงหรือ ถึงแม้ปีนี้จะไม่มีฝนตกลงมา แต่ปีหน้าก็อาจมีน้ำฝนก็ได้นะ”
หลี่ซางเป่าส่ายหน้า จากนั้นจึงหันไปสนใจพี่สาวที่กำลังเช็ดขนให้เจ้าลูกเสือดำทั้งสอง การสนทนาจึงหยุดชะงักลง
ชายหนุ่มมองเด็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ แต่ภายในใจยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ”
เสียงหวานเอ่ยทักขึ้นในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังใช้ความคิด เมื่อเขาหันไปก็ได้พบกับใบหน้างามหยดย้อยของเด็กสาวที่ตนมองเห็นอยู่ไกลๆ ก่อนหน้านี้