เขาจากไปแล้วจริงๆ

1835 Words
“ข้ามิได้ห้ามเจ้าให้พบนาง แต่อย่าลืมว่าเจ้าเป็นผู้เสนอเงื่อนไขในหนังสือลงนามตัดขาด บัดนี้เจ้าคือสมบัติของตระกูลหลี่ เป็นสมบัติของข้า อย่าได้คิดเหลวไหลว่าตนจะสามารถเป็นอิสระได้” ชายชรากระซิบกับหลานชายด้วยน้ำเสียงดุดันอย่างผู้ที่เหนือกว่า หลี่อันหนิงที่ได้ยินเสียงความคิดอันสกปรกของผู้เฒ่าหลี่ ได้แต่กัดฟันทนและเฝ้ารอเวลาเพื่อให้น้องชายได้เป็นอิสระ “รอก่อนนะน้องรอง ข้าจะพาเจ้าออกมาจากขุมนรกแห่งนั้นให้ได้” หลี่อันหนิงเอ่ยพึมพำอย่างเคียดแค้น หากตนมิได้เป็นเพียงเด็กสาวผู้หนึ่งคงออกหน้าทำเพื่อเด็กคนนั้นได้มากกว่านี้ เหตุใดนางไม่เกิดมาเป็นบุรุษนะ เด็กสาวนึกกล่าวโทษต่อสวรรค์ที่ทำให้ครอบครัวของตนต้องพบเจอกับชะตากรรมเช่นนี้ ภายในห้องโถงเรือนย่าจวง “กลับมาแล้วหรือ ได้พบน้องชายหรือไม่” แม่เฒ่าจวงเอ่ยถามเด็กสาวที่เดินกลับมาด้วยท่าทีเศร้าสร้อย เพราะอากาศข้างนอกหนาวเย็นเลยให้หลี่ซางเป่ารอในเรือน จึงมีเพียงนางที่ได้เห็นสีหน้าอันเป็นทุกข์ของน้องชาย “พบแล้วเจ้าค่ะ แต่เขา...” “ทำไมหรือ” เด็กสาวดวงตาวาวโรจน์เมื่อนึกถึงความคิดอันต่ำช้าของตาเฒ่าหลี่ ทว่านางก็เอ่ยเรื่องอื่นขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้แม่เฒ่าจวงต้องเป็นกังวล “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ....แล้วเรื่องชาวบ้านหมู่บ้านข้างๆ ท่านจัดการเรียบร้อยดีหรือไม่” “อืม...การลงนามในหนังสือสัญญาเรียบร้อยดี ข้าให้ทุกคนจำกัดการแลกเปลี่ยนอย่างที่เจ้าบอกไว้ แม้จะมีบางคนที่ไม่ค่อยพอใจแต่สุดท้ายก็ต้องทำตามเสียงข้างมาก อันหนิงเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น” “ก็แค่เพียงการคาดเดาเท่านั้นเจ้าค่ะ แล้วนี่ท่านย่าเหลือมันเทศอยู่มากน้อยเท่าใด” แม่เฒ่าหม่ามองไปยังห้องที่อยู่อีกฟากของเรือนที่ใช้เก็บหัวมันเทศอย่างครุ่นคิด “ก็น่าจะอยู่ได้ถึงฤดูหนาวปีหน้า ทำไมหรือ” หลี่อันหนิงนึกถึงหัวมันเทศที่ตนปลูกเอาไว้ในถ้ำ “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าแค่คิดว่าท่านน่าจะแลกไปให้หมด ถึงอย่างไรในถ้ำก็ยังเหลือหัวมันป่าอีกมาก อีกอย่างมันเทศที่ปลูกเอาไว้ในถ้ำตอนนี้ก็ใกล้ได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ข้ากับเป่าเอ๋อจะแวะขึ้นไปดู” เด็กสาวเอ่ยถึงแผนการของตนกับหญิงชรา ทว่าเมื่อเหลือบเห็นชายหนุ่มที่พึ่งกลับเข้ามาในเรือนในสภาพที่มีหิมะเกาะอยู่เต็มร่างกาย นางก็นึกถึงเรื่องการแต่งงานที่ยังพูดคุยไม่ลงตัว “แล้วเรื่องการแต่งงานของพี่อี้ซิง ท่านหัวหน้าหมู่บ้านว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ” แม่เฒ่าจวงถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย ในที่สุดคนหัวแข็งอย่างจวงต้าหลางก็ยินยอมให้บุตรสาวอย่างจวงอิงแต่งงานออกเรือนในปีนี้ แต่กว่าจะยินยอมก็ล่วงเลยมาจนกระทั่งหิมะเริ่มตกแล้ว “เรื่องนั้นดูเหมือนว่าทางนั้นเองก็เห็นด้วยแล้ว เดือนหน้าหาฤกษ์แต่งได้เลย” หลี่อันหนิงพยักหน้าเห็นด้วย แม้เดือนหน้าจะหนาวเย็นมากกว่าตอนนี้แต่ก็เป็นผลดีต่อคู่หนุ่มสาว เพราะไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทำให้ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันเต็มที่ เรียกได้ว่าแต่งเดือนนี้เดือนหน้าฉลองอุ้มหลานกันเลยทีเดียว ณ เรือนตระกูลหลี่ “ใครก็ได้!! รีบไปตามท่านหมอมาเร็วเข้า!! เจ๋อเอ๋อของข้าเหตุใด!เหตุใด! ถึงได้เป็นเช่นนี้” เสียงตะโกนโวยวายของผู้เฒ่าหลี่ดังสนั่นลั่นเรือน ภายในตระกูลหลี่บัดนี่เหลือเพียงครอบครัวบ้านใหญ่ แม่เฒ่าหม่าและหลี่เจียนเจียนเท่านั้น หลังจากที่ความลับเรื่องหญิงชราคือทาสในจวนขุนนางถูกแพร่ออกไป หลี่เจียนเจียนก็ขังตนเองอยู่ภายในห้องเพราะรู้สึกอับอาย ทว่าวันนี้เป็นครั้งแรกที่นางก้าวขาออกจากห้องหลังผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่กลับเกิดเรื่องขึ้นเสียได้ ย้อนกลับไปเมื่อวาน หลังจากที่หลี่อี้เจ๋อกลับเข้าห้องส่วนตัว เขาก็ทำการแกะซองกระดาษที่หลี่อันหนิงยัดใส่มือ แม้ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดแต่ก็เชื่อว่าพี่สาวจะไม่มีทางคิดร้ายต่อตนเอง เด็กน้อยเทน้ำร้อนใส่ในถ้วย ก่อนจะเทใบไม้ตากแห้งพี่สาวให้มาลงไป หลังจากที่ดื่มจนหมดเขาก็ทำลายหลักฐานโดยการเผาทุกสิ่งที่ได้รับจากนาง ช่วงกลางดึกหลี่อี้เจ๋อมีอาการตัวร้อน พอวันรุ่งขึ้นผู้เฒ่าหลี่ไม่เห็นหลานชายมาทานอาหารจึงได้ไปตามที่ห้อง เมื่อเปิดประตูเข้าไปด้านในพบว่าบนใบหน้าและลำตัวของหลี่อี้เจ๋อเต็มไปด้วยตุ่มน้ำหนองพุพอง อีกทั้งยังมีไข้ขึ้นสูงเรียกอย่างไรก็ไม่ได้สติ “ข้าไปตามหมอเอง” เป็นเสียงของหลี่เจี๋ยที่ดังขึ้นด้านหน้าประตู เขาสับเท้าวิ่งออกไปจากเรือนตระกูลหลี่อย่างเร่งร้อน ภายในในใจได้แต่ภาวนาขออย่างให้บุตรชายของตนเป็นอันใดไปก่อน “ท่านหมอเร็วเข้า ได้โปรดช่วยบุตรชายของข้าด้วย” หลี่เจี๋ยลากหมอชราให้วิ่งตามตนเอง ทว่าหนทางกลับมีแต่หิมะที่กำลังแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้การเดินเหินไม่สะดวก “ช้าลงหน่อย!! เจ้าต้องการให้ข้าไปรักษาผู้ป่วยหรือต้องการให้ข้ารักษาตนเอง” “ขออภัยท่านหมอที่ข้าใจร้อน แต่บุตรชายของข้าบัดนี้มิอาจรอได้” ท่าทีร้อนใจของหลี่เจี๋ยหมอชราก็พอเข้าใจได้ แต่ตนเองอายุอานามไม่น้อยแล้ว หากเกิดหกล้มแข้งขาหักอย่าว่าแต่ช่วยคนเลย แม้แต่ตนเองเขาก็คงช่วยไม่ได้ “มาแล้ว!! เจ๋อเอ๋อ!! พ่อพาท่านหมอมาแล้ว” หลี่เจี๋ยหลีกทางให้หมอชราเข้าไปในห้อง เมื่อท่านหมอเห็นอาการของเด็กน้อยก็ได้แต่แสดงสีหน้าตกใจ “เขามีอาการเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด” ผู้เฒ่าหลี่ครุ่นคิดเล็กน้อย “เมื่อวานที่กลับมาหลานชายของข้ายังสบายดีอยู่เลย พอมาวันนี้กลับเป็นเช่นนี้ไปแล้ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้นหมอชราจึงได้ลองจับชีพจรของหลี่อี้เจ๋อ มันยุ่งเหยิงเต้นช้าเร็วสลับไปมา แม้จะลองกระตุ้นโดยการแทงเข็มไปที่นิ้วมือ แต่เด็กน้อยก็มิได้มีอาการตอบสนอง หมอชราวางแขนที่เต็มไปด้วยตุ่มพุพองของเด็กชายลงก่อนจะส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง “ข้าต้องขออภัยผู้เฒ่าหลี่ ความสามารถของข้ามีไม่ถึงจึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่าเขาป่วยเป็นอะไร ข้าแนะนำว่าท่านไปตามหมอที่ตำบลมาตรวจเขาน่าจะดีกว่า” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เจี๋ยก็รีบพุ่งไปที่เรือนของสวีลิ่วจื่อทันที ภายในใจได้แต่ภาวนาต่อสวรรค์ขออย่าให้เขาเป็นอันตราย เพราะไม่ต้องการสูญเสียบุตรชายของตนไปอีกคน ย้อนกลับมาที่เรือนของย่าจวง หลี่อันหนิงขึ้นเขาไปกับจวงอี้ซิงเพียงลำพัง เพราะหนทางค่อนข้างลำบากจึงให้หลี่ซางเป่ารอที่เรือน เมื่อเข้าไปภายในถ้ำพบว่ามีเพียงเจ้าเสือดำทั้งสองที่นอนเอกเขนกอยู่ใกล้บ่อน้ำพุร้อน แต่ชายสองคนที่เคยอยู่ที่นี่บัดนี้ไม่อยู่แล้ว “เขาจากไปแล้วหรือ” เด็กสาวมองสภาพที่เรียบร้อยภายในถ้ำราวกับว่ามิเคยมีคนอยู่มาก่อน ที่นอนที่นางปูให้ชายหนุ่มเมื่อครั้งที่เขาได้รับบาดเจ็บบัดนี้ถูกพับซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ จวงอี้ซิงเห็นเด็กสาวมองสำรวจไปรอบๆ ทั้งยังพึมพำราวกับกำลังมองหาใครบางคน จึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เจ้าหาใครหรือ” “ไม่มีอะไร” หลี่อันหนิงส่ายหน้าปฏิเสธ นั่นสิ ในเมื่อร่างกายของเขาหายดีแล้วยังจะรั้งอยู่ที่นี่ด้วยเหตุใด เขาเองก็มีกิจธุระสำคัญที่ต้องทำ แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ภายในใจก็รู้สึกวูบโหวงแปลกๆ “เสี่ยวเกอเสี่ยวเจี่ย สบายดีหรือไม่” จวงอี้ซิงเอ่ยทักทายเจ้าเสือดำที่อายุเกือบจะครบสองขวบปี บัดนี้รูปร่างของมันสูงใหญ่เท่าหน้าอกของเขา เสียงคำรามเบาๆ ราวกับทักทายกลับมา ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย “เสี่ยวเกอ อย่าแกล้งพี่ชายของข้า” หลี่อันหนิงดุเจ้าเสือดำเบาๆ ก่อนนางจะสังเกตเห็นบางอย่างห้อยอยู่ที่คอของมัน “มานี่ซิ ขอข้าดูหน่อย เจ้าซ่อนอะไรเอาไว้” เด็กสาวกวักมือเรียกเสี่ยวเกอ เจ้าตัวใหญ่เดินนวยนาดมาที่นางก่อนจะนอนลงแทบเท้า หลี่อันหนิงปลดถุงผ้าปักลายดอกไห่ถังสีม่วงที่ห้อยอยู่ที่คอของมันออก เมื่อเปิดดูด้านในทำให้นางเห็นกระดาษหนึ่งแผ่นและจี้หยกที่สลักรูปนกกระเรียนพร้อมพู่ห้อย เด็กสาวจำได้ดีว่ามันคือจี้หยกที่เย่เสวียนจื่อพกติดกาย “เขาจากไปแล้วจริงๆ” เมื่อคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกดู จึงได้รู้ว่ามันคือข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ เมื่อใดที่เจ้ามาที่เมืองหลวง จงนำจี้หยกนี้ไปที่เรือนตระกูลเย่ เจ้าจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี สำหรับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตของข้า นางพับเก็บจดหมายฉบับนั้นเอาไว้ในถุงผ้าตามเดิม ก่อนจะหันไปช่วยจวงอี้ซิงขุดหัวมันเทศที่ปลูกภายในถ้ำ สี่วันผ่านไป หลี่เจี๋ยได้เชิญหมอหลายคนมาที่เรือนเพื่อตรวจรักษาอาการป่วยของบุตรชาย สุดท้ายหมอทุกคนต่างวินิจฉัยว่าเขาอาจเป็นโรคระบาด ผู้เฒ่าหลี่ที่กลัวว่าข่าวลือเรื่องที่มีคนตระกูลหลี่เป็นโรคระบาดแพร่ออกไป และกลัวว่าตนเองจะติดโรคระบาดไปด้วย จึงได้ใช้เสื่อห่อร่างของเด็กน้อยไปทิ้งไว้ที่ภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลี่อันหนิงที่เฝ้าดูรู้สึกสะเทือนใจ เพราะคนที่ทำเช่นนั้นคือบิดาผู้ให้กำเนิดอย่างหลี่เจี๋ย สุดท้ายเขาเองมันก็เดรัจฉานไม่ต่างจากหลี่เจียงกั๋วผู้เป็นบิดา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD