สองวันต่อมาที่เรือนตระกูลหลี่
“กรี๊ด!! ข้าจะฆ่ามัน!! ข้าจะฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ นางผู้หญิงสารเลว ไร้ยางอาย”
เสียงกรีดร้องของหลี่เจียนเจียนดังกึกก้องไปทั้งหมู่บ้าน
ชาวบ้านที่ยังไม่รู้ว่าหลี่เจียนเจียนและหนี่ม่านม่านถูกจับตัวส่งทางการได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอา สตรีที่เอาแต่กรีดร้องเมื่อยามที่ไม่พอใจ ใครได้เป็นสะใภ้ย่อมต้องปวดหัวราวกับสุมกองไฟเข้าไปในเรือน
“ใจเย็นๆ ได้หรือไม่ เล่าให้แม่ฟังก่อนว่าเกิดอันใดขึ้น เหตุใดลูกและสะใภ้รองถึงได้ถูกทางการจับขังคุกเช่นนั้น”
แม่เฒ่าหม่าที่เข้าไปในอำเภอตงผิงพร้อมกับผู้เฒ่าหลี่เพื่อเยี่ยมหลานชายคนโตอย่างหลี่อี้เจ๋อ ทันได้เห็นบุตรสาวของตนถูกทางการจับตัวไป แม้ผู้อื่นจะจดจำนางมิได้เพราะใบหน้าและร่างกายเต็มไปด้วยเศษดินเศษหญ้า แต่นางที่เป็นมารดานั้นจะจำมิได้เชียวหรือ
หลังจากสอบถามจากทางผู้คุมจึงได้รู้ว่าคนทั้งสองคิดปล้นเรือนผู้อื่นกลางวันแสกๆ จึงได้ถูกจับตัวส่งทางการ เพราะอย่างนั้นจึงทำให้แม่เฒ่าหม่าต้องจ่ายสินบนแก่หัวหน้าผู้คุมนับร้อยตำลึงเพื่อนำตัวบุตรสาวและสะใภ้รองออกมา
“ก็เพราะหญิงสารเลวแซ่อันผู้นั้น นางเป็นคนทำให้ข้าต้องกลายเป็นเช่นนี้ ท่านแม่ ฮื่ออออ!! ท่านต้องช่วยข้าจัดการกับนาง”
ทั้งหลี่เจียนเจียนและหนี่ม่านม่านไม่มีใครทันได้สังเกตเห็นหลี่อันหนิงสักคน ทำให้เข้าใจว่าเป็นอันฮุ่ยหลิงที่ใส่ร้ายตนว่าเป็นโจรปล้นบ้าน จนต้องถูกจับส่งทางการ
“แซ่อันหรือ หรือว่าจะเป็นคู่หมั้นของหลิวซิ่วไฉ นางมาทำอันใดที่นี่”
“ข้าเองก็ไม่รู้ พี่สะใภ้รองบอกว่าคนตระกูลหลิวมาหมู่บ้านของเรา ข้าก็คิดว่าจะเป็นพี่ซีห่าว ที่ไหนได้กลับเป็นนางสารเลวแซ่อันกับน้องชายของมัน”
“สะใภ้รองเป็นคนมาบอกเรื่องนี้กับลูกหรือ”
หลี่เจียนเจียนพยักหน้าพลางบีบน้ำตาเพื่อให้มารดาของตนสงสาร
“เจ้าค่ะท่านแม่ ท่านต้องช่วยข้านะเจ้าคะ ดูสิร่างกายของข้ามีแต่รอยแผลเต็มไปหมด ข้าเจ็บเหลือเกิน”
“ได้ๆ อย่างไรวันนี้ก็พักผ่อนไปก่อน ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้เราค่อยพูดกันทีหลัง รอให้ลูกหายดีก่อนดีหรือไม่”
หลังจากแม่เฒ่าหม่าทายาให้บุตรสาวเสร็จ นางก็ตรงดิ่งไปยังห้องของหนี่ม่านม่านทันที
“ปัง!!ปัง!!ปัง!! เจ้าลูกอกตัญญูเปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้”
เสียงประตูห้องถูกทุบด้วยฝ่ามือหนาของหญิงชรา สองสามีภรรย***านรองที่กำลังดูแลเอาใจใส่กันและกันอย่างถึงพริกถึงขิง เมื่อถูกขัดจังหวะต่างก็ชักสีหน้าอย่างไม่สบอารมณ์
“ท่านแม่ มีเรื่องอันใดขอรับถึงได้เคาะเสียงดังเยี่ยงนี้ ประเดี๋ยวประตูก็พังซะก่อนหรอก”
หลี่เฟิงหัวที่ยังแต่งกายไม่เรียบร้อยแต่กลับต้องเดินมาเปิดประตูให้มารดา กล่าวด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ แม่เฒ่าหม่าที่เห็นเสื้อผ้าหลุดลุ่ยของบุตรชายพร้อมกับกลิ่นอายที่ติดตามตัว เพียงเท่านี้นางก็รู้แล้วว่าพวกเขากำลังทำสิ่งใดภายในห้อง
หญิงชรามองเข้าไปด้านในห้องด้วยสีหน้ารังเกียจ
“ดวงตะวันยังลอยโด่งอยู่เหนือหัว กลับไม่รู้จักอายผีสางเทวดา เจ้าลูกทรพีตำราที่เคยอ่านสุนัขกลืนลงท้องไปหมดแล้วใช่หรือไม่”
หลี่เฟิงหัวเมื่อถูกมารดาตำหนิทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตนทำผิดเรื่องใด เขาเองก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน
“นี่มันห้องส่วนตัวของข้า จักทำอันใดต้องถามผีสางเทวดาก่อนหรือ แล้วนี่ที่ท่านแม่มาโวยวายหน้าห้องข้ากลางวันแสกๆ มีเรื่องใดอีก หรือว่าเด็กนั่นสร้างเรื่องอีกแล้ว”
แม่เฒ่าหม่าถูกบุตรชายที่ตนเลี้ยงมากับมือยอกย้อนโดยไม่รักษาน้ำใจ นางเองก็ถึงกับพูดไม่ออก
“เจ้า!! เจ้าลูกอกตัญญู กล้าพูดกับข้าเช่นนี้ ที่นี่คือบ้านของข้า ข้าจะไปที่ใดหรือเคาะประตูห้องใคร ต้องขอเจ้าก่อนหรือ”
เมื่อได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้นชายหนุ่มถึงกับอึ้งงัน แววตาดื้อรั้นจ้องเขม็งไปยังผู้เป็นมารดาอย่างเป็นปรปักษ์
“นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร พวกข้าที่อยู่เรือนหลังนี้จะไม่สามารถมีชีวิตส่วนตัวได้เลยหรือ นี่มันกฎบ้าอะไรกัน”
“จะถามหากฎอันใด ก็ตัวข้าอย่างไรคือกฎของเรือนหลังนี้ ห้ามมีเรื่องส่วนตัวใดใดทั้งสิ้น ไม่ว่าข้าสั่งอะไรก็ต้องทำตาม”
โทสะที่อดกลั้นทั้งหมดของหลี่เฟิงหัวปะทุขึ้นทันใด เมื่อได้เห็นความดันทุรังของหญิงชรา
“นี่มันเผด็จการชัดๆ ฮ่องเต้ที่มีอำนาจล้นฟ้ายังไม่ควบคุมประชาชนเท่านี้เลย ท่านต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ม่านเอ๋อเก็บของ ข้าจะพาเจ้ากับลูกไปอยู่บ้านพ่อตาสักพัก”
หลี่เฟิงหัวผู้ถูกมารดากดขี่ก็มีขีดจำกัดความอดทน
ชายหนุ่มผู้ถูกเปรียบเทียบกับพี่ชายเรื่องการเรียนเสมอมาและมิได้เป็นลูกรักอย่างหลี่เจียนเจียน ตั้งแต่เล็กจนโตจึงถูกตำหนิอยู่ร่ำไป ไม่ว่าทำเรื่องใดก็ไม่เคยสำเร็จ แม้กระทั่งบิดาผู้ที่คิดว่าเป็นกลางที่สุดในเรือนหลังนี้ กลับหันไปโอ๋เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนั่น
เรือนหลังนี้ยังมีที่ให้เขายืนได้อยู่อีกหรือ
แม่เฒ่าหม่ามองบุตรชายที่เคยเป็นคนหัวอ่อนมาตลอดอย่างไม่เชื่อสายตา ในอดีตไม่ว่าสั่งเรื่องใดเขาก็มักทำตามอย่างว่าง่ายไม่เคยออกนอกกรอบ ทว่าวันนี้กลับแข็งข้อยืนเถียงฉอดๆ ราวกับไม่เห็นมารดาอย่างตนอยู่ในสายตา
“เจ้า!! กบฏแล้ว!! กบฏแล้ว!! ข้าเป็นแม่ของเจ้านะ จะสั่งสอนเจ้าไม่ได้เชียวหรือ”
หลี่เฟิงหัวถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
“ข้าหรือกบฏ ท่านย้อนดูตนเองเสียก่อนว่าตอนนี้เหมือนสิ่งใดไปแล้ว ลืมไปแล้วหรือว่าทำสิ่งใดกับข้าเอาไว้บ้าง เรือนหลังนี้นอกจากเด็กสองคนนั้น ก็เป็นข้าที่ถูกท่านกระทำราวกับมิได้มีสายเลือดเดียวกัน”
หลี่เฟิงหัวกำหมัดแน่นชกเข้าที่กรอบประตูเพื่อระบายอารมณ์ ดวงตาของเขาแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม่เฒ่าหม่ามองบุตรชายที่ดูเปลี่ยนไปของตนด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ท่านฟังเอาไว้นะ จากนี้ไปข้าจะไม่เป็นที่รองรับอารมณ์ของท่านอีกแล้ว ข้าจะไม่ยอมทำตามที่ท่านสั่งราวกับคนโง่อีก”
“เพี๊ยะ!!”
“เจ้าลูกคนนี้เสียสติไปแล้วจริงๆ ถึงได้กล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้กับมารดาบังเกิดเกล้าอย่างข้า”
ทันทีที่คลายจากอาการตกตะลึง แม่เฒ่าหม่าก็ตบไปที่ใบหน้าของหลี่เฟิงหัวฉาดใหญ่
เขาหันกลับมามองมารดาของตนด้วยสีหน้าร้าวราน มุมปากที่แตกบัดนี้มีเลือดไหลออกมา ชายหนุ่มยกนิ้วเช็ดออกไปอย่างลวกๆ ก่อนยกยิ้มเย้ยหยันให้โชคชะตา
จนแล้วจนรอดสุดท้ายนางก็ไม่เคยรักตนเลย
“พอใจแล้วใช่หรือไม่ ที่ผ่านมาข้ามิเคยปริปากกับผู้ใดเรื่องที่ท่านชอบทำร้ายร่างกายของข้า ทว่าตอนนี้ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าเบื่อที่ต้องมาเอาใจคนที่มองว่าข้าเป็นเพียงเครื่องมือระบายอารมณ์เช่นท่าน”
หลี่เฟิงหัวมองใบหน้าเย็นชาของมารดาที่ดูไร้เยื่อใยต่อตน
“ยังมิใช่เวลาที่เจ้าต้องมาสั่งสอนข้า หลี่เฟิงหัวอย่าลืมว่าเจ้าคือก้อนเนื้อที่ข้าเบ่งออกมา ข้าคือผู้ให้กำเนิดและจ้าวชีวิตของเจ้า อย่าได้คิดกบฏเด็ดขาด เพราะไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่มีวันไปจากข้าได้”
ทุกถ้วนถ้อยคำของนางมันได้กรีดลึกลงไปในหัวใจของชายหนุ่ม ความรู้สึกที่ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดมิสามารถซ่อมแซมกลับคืนมาได้อีก
ดวงตาของชายหนุ่มสั่นไหวด้วยความเจ็บปวด นี่คงเป็นความรู้สึกที่แท้จริงของนางสินะ หลี่เฟิงหัวพยายามระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านให้สงบลง พลางเอ่ยกับหญิงชราตรงหน้าด้วยน้ำเสียงประนีประนอม
“ได้โปรดหยุดเถอะท่านแม่ หยุดความเอาแต่ใจไร้เหตุผล อายุของท่านก็เท่านี้แล้วปล่อยวางบ้างเถิด ท่านต้องการควบคุมชีวิตของข้าไปถึงเมื่อใด ทุกวันนี้พวกเราบ้านรองต้องคอยระวังเพื่อไม่ทำให้ท่านต้องโมโห แม้แต่จะเดินเสียงดังยังกลัวว่าท่านจะได้ยิน ตอนนี้ข้าอึดอัด!! อึดอัดเหลือเกิน!! ขอพื้นที่ให้ข้าได้หายใจบ้าง ได้หรือไม่”
คำพูดของหลี่เฟิงหัวทุกถ้อยคำล้วนออกมาจากใจจริง ดวงตาของเขาแลดูเจ็บปวดและสิ้นหวังกับชีวิต แม่เฒ่าหม่าผู้มีปากเสียงกับบุตรชายคนรองบัดนี้ได้ลืมไปแล้วว่าตนมาที่นี่เพราะเหตุใด