CHAPTER 02 ขโมยจูบ
คาบเช้าวันนี้ไม่ใช่วิชาเรียนที่ผมชอบสักเท่าไหร่ ต่อให้ต้องคำนวณโมเลกุลเคมีอย่างคณิตศาสตร์แสนรักของผมก็ไม่อาจจะเทียบความชอบกันได้
ชอบคำนวณแต่ไม่ได้หมายความว่าชอบตีโจทย์วิเคราะห์อะไรเพื่อนำมาคำนวณ!
“ไงมึง นั่งเหม่อ ไม่ขับถ่ายหรอ?”
บางทีก็คิดว่าโชคดีที่ไอจองแชมป์มันนั่งข้าง ๆ แต่บางทีก็น่ารำคาญแบบหาเหตุผลไม่ได้
“ยุ่ง”
“เอ้า คนมันห่วง”
ยังจะมานั่งเท้าคางช้อนตามองกันอีก
“ใจมึงลอยไปหาใคร?! บอกมานะ”
คาดคั้นเอาอะไรไม่ทราบ ดูท่าแล้วมันจะเอาคำตอบให้ได้ ต่อให้ผมเบนความสนใจไปนั่งลอกโจทย์ตามที่อาจารย์เขียนบนกระดาน ก็ยังทำหน้าคาดคั้นกันอยู่นั่น
ทำไมต้องรู้สึกกดดันด้วยก็ไม่รู้ แต่ใดใดผมสามารถคำนวณค่าโมเลกุลออกมาได้อย่างไร้ข้ออ้าง ต่างจากตอนแรกที่ความขี้เกียจค้ำคอ
พอเข้าสู่สภาวะกดดัน มนุษย์มักจะไร้ข้ออ้าง ข้อแม้ เงื่อนไข กับเรื่องที่พอทำได้ยังละครับ
“เหม่อตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะมึงอะ”
คาดคั้นกันไม่หยุด จะเอาให้ได้ไอเพื่อนคนนี้
“ซื้อไรมาตั้งเยอะก็ไม่กินสักอย่าง เปลือง”
“การแสดงอีกแล้วจองแชมป์ ปกติหน่อยได้ไหม”
ผมหยิกหน้าอกซ้ายมันไปหนึ่งที อินเนอร์มาร้อยเหตุผลมาสิบ เมื่อวานตอนเย็นที่ทุกคนกลับมาแล้ว จังหวะเดียวกับการมองเห็นของผมกลับมาปกติ ซึ่งนานอยู่หลายนาที แฝดสองคนนั้นก็กลับไปแล้ว เหมือนว่ารถของที่บ้านมารอรับอยู่ข้างหน้า เพียงแค่รอให้แฝดอีกคนกลับมาจากตลาดโต้รุ่ง
เพราะแบบนั้นเธอก็เลยเอ่ยลากันแล้วก็หยิบกระเป๋ากลับออกไปอย่างไร้ร่องรอย
“ละคนเมื่อวานที่ไปโต้รุ่งกับพวกมึง สีน้ำหรือพู่กันวะ?” ผมเอ่ยถามจองแชมป์
“กูไม่บอก”
“เล่นตัว”
“มึงไร้เยื่อไยกับกูก่อน” อยากจะถีบตกเก้าอี้ ไม่ก็ผลักให้ต้นไม้กินคนสักรอบ
“สีน้ำหรือพู่กัน?” ผมเอ่ยถามอีกครั้ง ถ้าคนที่ไปกับเพื่อนๆ คือสีน้ำ คนที่อยู่กับผมก็คือ พู่กัน อย่างแน่นอนไง
“เอาจริงกูได้ยินแค่เพื่อนเขาเรียกกันว่า แลมมี่” หัวคิ้วผมขมวดเข้าหากันทันที สรุปพวกเธอมีกันกี่ชื่อเรียกเนี่ย
เบ๊บ บี๋ แลมมี่?
“สรุปมึงเหม่อถึงแฝด?”
“ป่าว แค่ยังไม่รู้ชื่อเลยถาม” ผมเอ่ยตอบมันปัด ๆ ทั้งที่ในใจก็วนสงสัยเรื่องเธอคนเมื่อคืนตั้งแต่แยกกันแล้ว
เมื่อเช้าตอนเข้าแถวก็ไม่เจอ ห้องศิลป์ญี่ปุ่นถัดไปจากห้องของผมไม่กี่แถวเอง
“คนที่ไปโต้รุ่งกับกูดูจอยดี แต่คนน้องดูจะขี้อายนะ อาจจะไม่มาห้องกิจกรรมแล้วก็ได้”ฟังดูเป็นคำคาดการณ์ที่น่าตบสิ้นดี ปากไม่มงคลเลยจองแชมป์
“รอดู”
คุยกับมันไม่ได้อะไรเลย
เปลืองน้ำลาย
ผมจะไปหาแฝดให้เจอเอง!
มารับผิดชอบโทษฐานขโมยจูบกันเดี๋ยวนี้!
♛
-Lady Part-
@โรงอาหาร
เคยมีคนบอกว่า..
ถ้าเราชอบใคร
ต่อให้อยู่ท่ามกลางคนนับร้อย
เราจะหาเขาจนเจอได้ภายในไม่กี่วินาที
แต่การเจอกันครั้งนี้มันไวเกินไป!
“อ้าว แกจะไปไหน?” วินดาเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าฉันหยิบทิชชูหนึ่งห่อ และกำลังจะลุกจากโต๊ะนี้
“ยังไม่ทันตักข้าวเข้าปากเลย”
“อาหารไทยไม่อร่อยหรอ?”
ไม่ใช่ว่าเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วกินอาหารไทยไม่ลง แต่คนที่กำลังจะเดินผ่านโต๊ะนี้ต่างหากที่ฉันยังไม่อยากเผชิญหน้า T-T
“บี๋ ทำไมหน้าแดง”
แฝดคนพี่ยิงคำถามมาอีกประโยค แล้วฉันจะลุกไปได้เมื่อไหร่ อีกไม่กี่ก้าวอีกฝ่ายจะเดินเข้ามาถึงแล้วนะ
ต่อให้เขายังมองไม่เห็นฉันก็ตาม
“อ้าว แจม เลิกคาบสามเหมือนกันอะดิวันนี้” จองแชมป์เอ่ยทักทาย ‘แจม’ เพื่อนในกลุ่มของฉัน
“ใช่ หาโต๊ะหรอ?”
“อือ ดูเต็มทุกโต๊ะเลยว่าจะไปต่อแถวก่อน” ฉันเห็นว่านายปกป้องหนุ่มแว่นเนิร์ดมองไปที่แฝดอีกคนไม่ละสายตา
แต่สายตาที่ส่งให้เบ๊บแฝดพี่ของฉันไม่เนิร์ดเลย!!
ยัยนั่นต้องใจอ่อนระทวยแล้วแน่ ๆ
“เดี๋ยวกินเสร็จแล้วพวกเราไปห้องสมุดกันต่อ ไปซื้อข้าวแล้วมาต่อโต๊ะเราก็ได้”
วินดายื่นข้อเสนอให้แล้วทุกอย่างก็ดูตามนั้น
ปึก!
“ฝากหน่อยนะครับ” ฉันพยักหน้าสองสามทีเป็นการตอบรับการฝากขวดน้ำของเขา ไม่ต้องเงยหน้ามองก็พอจะเดาออกว่าเจ้าของน้ำขวดนี้ คือ ประธานนักเรียน เขาดูจงใจเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของฉัน คล้ายกับล็อคเป้าหมายมาแล้วตั้งแต่เดินเข้ามา
ปราชญ์ ห้องคิง
คนที่ฉันไปสร้างเรื่องไว้ยังไงละT-T
“เผ็ดหรอ? ทำไมเม้มปากงั้นอะ นี่น้ำ” ทำไมทุกคนดูเป็นห่วงและสนใจฉันกันขนาดนั้นตั้งแต่จะไปเข้าห้องน้ำแล้ว
กระดกน้ำที่แจมยื่นมาให้สองสามอึก แล้วก็เผลอเม้มริมฝีปากตัวเองต่อ เพียงเพราะฉันนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืน..
ตอนที่เปเปอร์ขบเม้มริมฝีปากล่างของฉันน่ะ.. ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการได้รับจูบจะรู้สึกวาบหวิวราวกับผีเสื้อบินในท้องนับพันได้ขนาดนั้น
อ่อนโยนจนเคลิบเคลิ้ม
“เผ็ดแหละ หน้าแดงแล้ว”
อือ ชินกับอาหารญี่ปุ่นแบบไม่ค่อยเผ็ดไปแล้วอะดิ
♛
@ห้องสมุด
เมื่อตอนมัธยมชั้นปีที่ 4 จำได้เลยว่ากลุ่มเพื่อนมักจะชวนกันเข้าห้องสมุดเพราะไม่อยากเข้าเรียนน่ะ ไม่ใช่เพราะตั้งใจเรียนหรือหนอนหนังสืออะไรเลย
รองจากโรงอาหารก็มีห้องสมุดเนี่ยแหละ ที่จะให้เราได้แอบมองคนที่ชอบได้เกือบชั่วโมง
“ยัยน้องแลม มีลูกอมเข้ามาป่าว?” แจมเอ่ยถามทันทีที่เราหาโต๊ะนั่งได้แล้ว จริง ๆ ห้องสมุดเข้าห้ามเอาขนมลูกอมเข้ามา แต่ก็นั่นละนะ.. ห่อเล็ก ๆ ก็แอบเอาเข้ามาให้แก้ง่วงได้นิดหน่อย
“ลืมหยิบมาอ่ะ แต่เรียกน้องแลมแล้วจั๊กจี้หูจัง”
“แหม ไม่อยู่ปีเดียว ไม่ชินหูเหรอ”
“อื้อ เรียกชื่อจริง ๆ กันสักที ทุกวันนี้จะหันคอเคล็ดกันทั้งสองคนแล้วเนี่ย” ฉันบ่นอุบอิบไม่จริงจังมาก แต่กลับมาไทยรอบนี้เพื่อนต่างเรียกเราสองคนฝาแฝดว่า แลมมี่ ยัยน้องแลม เพราะเราสองคนมีนามสกุลว่า ‘แลม’
ไม่รู้ไปเอาเทรนนี้มาจากไหน หรือจะเรียกง่ายดีละมั้ง
ครืด!
ฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินออกมาหยิบลูกอมใส่กระเป๋าเสื้อกันหนาวอย่างเนียนๆ กำชับอย่างดีไม่ให้มันหลุดรอดหรือโผล่ออกมาให้อาจารย์เห็นตอนเข้าประตู
แต่แล้วฉันก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงเรียกจากทางด้านหลัง
“พู่กัน”
เสียงคุ้นหูคล้ายกับเสียงของประธานนักเรียนเมื่อคืนเลย!
♛
-PAPERS PART-
“พู่กัน” ผมตัดสินใจเอ่ยเรียกเธอทันทีเมื่อเห็นว่าเจ้าแฝดเดินออกมาแค่คนเดียว ยืนมองจากตรงนี้ตั้งแต่อีกฝ่ายกำลังเอาลูกอมใส่กระเป๋าเสื้อกันหนาวแล้ว
ตอนนั่งทานข้าวโรงอาหาร เพื่อนผมพูดคุยกัน ทุกคนก็เห็นว่าปกป้องเด็กเนิร์ดของกลุ่มมองแฝดอีกคนไม่วางตาเลย
ซึ่งถ้าเป็นคนเดียวกับเมื่อคืน
บอกได้เลยว่า.. ไม่มีคำว่าเพื่อน
ในเมื่อเธอจูบเก่งขนาดนั้น
แถมจูบผมก่อนซะด้วย
ปกป้องมันบอกว่าคนนั้นน่ะแฝดคนพี่ แลมมี่ที่เดินข้างๆ ตอนไปตลาดโต้รุ่ง คุยเก่งดี มั่นใจ แซ่บ ก็เลยถูกใจ มันบอกว่าเธอชื่อสีน้ำ หารู้ได้ด้วยความใส่ใจที่สังเกตเธอเมื่อวาน
เอ่อ.. กูไม่ใส่ใจตรงไหน แม่งไม่มีช็อตให้ได้รู้คำตอบเลยเถอะ
แต่ถ้าให้เดา ผมคิดว่า.. คนที่เข้ามาขโมยจูบเมื่อคืนน่ะ ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เธอดูเขินอาย ไม่ค่อยพูด แต่ยิ้มเก่ง
ยิ้มกับเพื่อนๆ น่ะ
“หือ?”
แล้วเธอก็หันมาตามเสียงเรียก ผมใช้จังหวะนั้นดึงแขนของเธอไว้ก่อนจะเดินผ่านเซ็นเซอร์ห้องสมุดเข้าไป
ดึงเธอมายืนอยู่ข้างกันเพราะมีแต่คนเดินสวนเข้าห้องสมุดไป เจ้าตัวดูจะทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าเพราะเป็นผมหรือลูกอมหล่นหนึ่งเม็ด
“แอบเอาลูกอมเข้าหรอครับ”
“แล้วไม่เคยเหรอ?”
เธอถามกลับเสียงเบาแต่ก็ไม่วายหลบสายตากัน นี่กำลังคิดว่าผมเข้ามาดุเพราะเป็นประธานนักเรียนหรือไงนะ ทำนิ่งใส่กันเชียว
“ขอหนึ่งเม็ดครับ” ผมแบมือขอเธอ
“อะ” ลูกอมห่อสีเหลืองสองเม็ดถูกวางลงบนฝ่ามือผมอย่างเบามือ “สีนี้อร่อย”
น่ารัก
เรียกใส่ใจได้ป่าว
“เดี๋ยวดิ!” เธอทำท่าจะหันหลังเดินกลับไปประตูห้องสมุดทันที
“ว่า?” โห นิ่งชะมัด
“ลูกอมเม็ดนี้.. จะคล้ายรสจูบเธอมั้ยอะครับ” ผมกระซิบข้างใบหูเธอให้เราได้ยินกันเพียงแค่สองคน ตรงชั้นเก็บกระเป๋ายังมีนักเรียนยืนเก็บของอยู่สองสามคน แต่ไกลหลายก้าวคงไม่ได้เห็นหรอก
หรือไม่ก็คงตั้งใจฟังกันอยู่มาก ๆ
ผมเคยเจอน่ะ คนที่ยืนเก็บกระเป๋านาน ๆ เพียงเพราะว่าผมยืนอยู่ตรงนั้น ด้วยเหตุผลว่า เขาชอบผม..
“ไม่มีใครได้ยินหรอก”
เธอกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะกุมข้อมือผมแล้วพาเดินออกมาด้านข้าง
ตรงนี้ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านก็ดี จะได้คุยง่าย ๆ หน่อย
“ทำไมพูดแบบนั้น ตอนมีคนอยู่ด้วย”
เธอกำลังตั้งคำถามขุดหลุมฝังตัวเองหรือเปล่าครับ ดูจะเป็นการถามอะไรก็ได้แก้เขินออกมาก่อน
“ถ้าไม่มีคนอยู่อย่างตอนนี้ ก็พูดตรง ๆ ได้เลยใช่ปะครับ”
“ว่ามาเลย”
เห็นเธอสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่เชียว คงจะกำมือในกระเป๋าเสื้อกันหนาวอยู่ด้วย ได้ยินเสียงพลาสติกซองห่อลูกอม
“เธอใช่มั้ย? ที่จูบเราเมื่อคืน”
ผมก้าวเท้าเข้าไปหาเธอก้าวหนึ่ง
“ไม่ใช่คำถามเมื่อกี้นี่” อ่า..ผมคิดว่าตัวเองกำลังโดนปั่นหัว
“งั้นลูกอมเม็ดนี้จะหวานเท่าจูบของเธอเมื่อคืนมั้ย?”
“ก็ไม่ใช่คำถามเมื่อกี้อีกนั่นแหละ”
เอาละ ผมคิดว่าเธอขี้อาย พูดน้อย ยียวนใจเอาเรื่อง ก็น่ารักดี แต่.. เธอกำลังถือไพ่เหนือกว่า
“พู่กัน?” เธอไม่ได้ตอบอะไร และไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน “ทำไมเมื่อคืนต้องปิดตาเราด้วยครับ”
เราต้องเริ่มถามเรื่องทั่วไปก่อน แต่ดูท่าจะยังไม่ทั่วไปนะ ยังเป็นคำถามบรรยากาศใจสั่นเมื่อคืนอยู่
“เราไปปิดตาตอนไหน?”
“อืม นั่นสิ” ผมเห็นว่าเธอเขย่งเท้าตัวเอง มันเป็นสัญชาตญาณมนุษย์ที่ระบายออกทางร่างกายในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญความลังเลในใจ
“งั้นเราไม่ถามอะไรแล้ว เรื่องเมื่อคืนก็คืออดีต เราทำความรู้จักเธอใหม่ก็ได้ครับ” จะต้องหลอกล่อให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย ก่อนจะยิงคำถามใส่จนเธอหลุดตอบอย่างไม่ทันคิด
“เธอชื่อพู่กันใช่มั้ยครับ เราปราชญ์” เธอเงยหน้าจ้องเข้ามาในดวงตาผมไม่กระพริบ
บทจะสู้ก็สู้เอาเรื่อง
“แฝดเราชื่อสีน้ำ” อ่า.. ตอบไม่ตรงคำถาม แต่ผมได้คำตอบ น่าสนใจดี
“แฝดเรียกเธอว่า บี๋?” ผมถามกลับทันที
“เราเรียกแฝดว่า เบ๊บ”
“แล้ว.. แลมมี่?” ผมเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงรอคำตอบ
“เราสองคนนามสกุล แลม” อ่า.. เพื่อนชอบเรียกนามสกุล ก็คงคล้ายกับเพื่อนบางประเภทที่เรียกชื่อแม่เราแทนชื่อเล่นเรานั่นละมั้ง
“พานี แลม.. ชื่อเล่นพู่กัน” เธอทำหน้าเหวอ ราวกับกลัวที่ผมมีข้อมูลเธอเยอะ แต่ไม่ใช่หรอก ผมก็อ่านตามชื่อบนเสื้อนักเรียนนั่นแหละ
“แฝดเรียกบี๋ แถมยังจูบเก่ง”
หมับ!
มือเล็กนั่นไวอีกแล้ว เธอเคลื่อนปากประกบปิดอวัยวะของผมเช่นเมื่อคืน แต่จากเปลือกตาทั้งสองข้างเป็นปากของผมเอง
ไม่ยอมรับ แถมยังแสดงออกทางกายอีก
เธอจะไปไหนรอด
“มั่ว”
“คนเมื่อคืนก็ชอบปิดตาเราแบบนี้นะ คล้ายเธอเลย”
ไม่ยอมรับไม่เป็นไร
ตอนนี้ได้รู้และมั่นใจว่าใช่เธอ ผมพอใจแล้ว
“หลงตัวเอง” เธอบ่นอุบอิบแต่ผมดันได้ยิน เพราะหูดีบวกกับความใส่ใจทุกท่วงท่ากริยาวาจาของเธอ
“โอเคครับ ฮ่า” สร้างบรรยากาศให้เธอผ่อนคลายด้วยการทำเป็นติดตลกนิดหน่อย ก่อนจะลองคำถามสุดท้าย
“เสื้อคาดิแกนที่เธอใส่เมื่อคืนหายอะรู้ตัวป่าว?”
เพราะเสื้อตัวนี้แหละครับที่ทำให้ผมมองไม่เห็นชื่อเธอ
“มั่วอีกหรือเปล่า เสื้อเราสีอะไร?”
“งั้นเราตอบพร้อมกัน”
ผมเห็นว่าเธอพยายามซ่อนสีหน้าลังเล แต่ก็ยังทำสู้ใส่กัน
เราจ้องตากันก่อนจนในที่สุด
“น้ำตาล/น้ำตาล”
“มันอยู่ที่เรา” อีกฝ่ายเบิกตาโต แถมยังทำท่าจะหันหลังกลับ สู้ไม่จริงนี่นา “อะไรครับ?”
“เราขอคืน” เธอแบมือขออย่างเด็กเอาแต่ใจ คล้ายเด็กน้อยถูกห้ามกินลูกอมเลย
“ของเธอเหรอครับ”
“จะคืนให้กันมั้ย?” เธอเหลือบมองถุงกระดาษในมือผม ผมเพิ่งแวะไปเอาที่ห้องกิจกรรมมาน่ะ ก่อนจะเดินมาที่นี่ ถ้าไม่เจอเจ้าตัวก็ว่าจะใส่ตู้กลุ่มเพื่อนพวกเธอที่หน้าห้องสมุดเนี่ยแหละ
แต่เจอแบบนี้ก็สนุกดี
“เราจะคืนเจ้าของครับ” กัดริมฝีปากอีกแล้ว โดนขัดใจนิดหน่อยเธอก็ทำท่าจะขู่ฟ่อใส่กันแล้ว T-T
ใจมันเจ็บนะถ้าเธอจะน่ารักขนาดนี้
“ตามใจ” ว่าแค่นั้นแล้วทำท่าจะเดินหนีกันเป็นรอบที่สามหรือสี่แล้วทุกคน
เธอใจร้าย
“พานี แลม” ผมเอ่ยออกมาคิดว่าจะพูดมันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเธอจะเดินหนีกันไปไกลกว่าสองก้าว
“ใส่คาดิแกนสีกรม / ชอบเอาลูกอมเข้าห้องสมุด”
ทว่าเธอหยุดเดินแล้วหันหลังกลับมา คงจะคิดว่าผมไล่ความผิดในฐานประธานนักเรียนจะคุมประพฤติเธอแน่เลย
“แฝดเรียกเธอว่าบี๋ คุยไม่เก่ง ปากแข็ง”
ดวงตากลมยังคงจ้องมองมายังคนตัวสูง เธอดูจะงัดความอดทนอดกลั้นเฮือกสุดท้ายรอฟังว่าผมจะพล่ามอะไรต่ออีก
“นักขโมยจูบ”
“เก่งดีครับ”
“จูบของเธอหวานดี”
ผมเตรียมก้าวเดินออกมาจากเธออย่างคนถือไพ่เหนือกว่า แล้วทิ้งประโยคสุดท้ายก่อนจะยื่นถุงกระดาษในมือคืนเสื้อให้เธอ
“เมื่อเช้าหาที่แถวไม่เจอ” เจ้าของแก้มแดงแลบลิ้นอย่างประหม่าอย่างเห็นได้ชัดเจน คงจะยังไม่ชินกับอุณหภูมิประเทศไทยละมั้ง
“หวังว่าเย็นนี้จะเจอกันนะครับ.. พู่กัน”
“อ่อ.. แล้วก็ขอบอกไว้”
ผมกดเสียงต่ำในลำคอนิดหน่อย ค่อนข้างเป็นเรื่องที่จริงจัง ในเมื่อเธอมาขโมยจูบกันไปแบบนี้ ผมก็คงมีสิทธิ์ทำบ้าง แต่แจ้งไว้ให้เธอเตรียมใจก่อนก็ดีกว่านะครับ
“รอบหน้าเราจะจูบเธอก่อน”
จะได้ควบคุมจังหวะหัวใจ ไม่ให้ทำงานหนักมากนัก
เพราะกัปตันเปเปอร์จะไม่ยอมสละตำแหน่งให้ใครมาคุมเกมอย่างเมื่อคืนหรอกครับ
“บอกแล้วนะครับ ไม่ถือว่าเป็นการขโมยจูบ”