ขโมยจูบ

2684 Words
CHAPTER 02 ขโมยจูบ คาบเช้าวันนี้ไม่ใช่วิชาเรียนที่ผมชอบสักเท่าไหร่ ต่อให้ต้องคำนวณโมเลกุลเคมีอย่างคณิตศาสตร์แสนรักของผมก็ไม่อาจจะเทียบความชอบกันได้ ชอบคำนวณแต่ไม่ได้หมายความว่าชอบตีโจทย์วิเคราะห์อะไรเพื่อนำมาคำนวณ! “ไงมึง นั่งเหม่อ ไม่ขับถ่ายหรอ?” บางทีก็คิดว่าโชคดีที่ไอจองแชมป์มันนั่งข้าง ๆ แต่บางทีก็น่ารำคาญแบบหาเหตุผลไม่ได้ “ยุ่ง” “เอ้า คนมันห่วง” ยังจะมานั่งเท้าคางช้อนตามองกันอีก “ใจมึงลอยไปหาใคร?! บอกมานะ” คาดคั้นเอาอะไรไม่ทราบ ดูท่าแล้วมันจะเอาคำตอบให้ได้ ต่อให้ผมเบนความสนใจไปนั่งลอกโจทย์ตามที่อาจารย์เขียนบนกระดาน ก็ยังทำหน้าคาดคั้นกันอยู่นั่น ทำไมต้องรู้สึกกดดันด้วยก็ไม่รู้ แต่ใดใดผมสามารถคำนวณค่าโมเลกุลออกมาได้อย่างไร้ข้ออ้าง ต่างจากตอนแรกที่ความขี้เกียจค้ำคอ พอเข้าสู่สภาวะกดดัน มนุษย์มักจะไร้ข้ออ้าง ข้อแม้ เงื่อนไข กับเรื่องที่พอทำได้ยังละครับ “เหม่อตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะมึงอะ” คาดคั้นกันไม่หยุด จะเอาให้ได้ไอเพื่อนคนนี้ “ซื้อไรมาตั้งเยอะก็ไม่กินสักอย่าง เปลือง” “การแสดงอีกแล้วจองแชมป์ ปกติหน่อยได้ไหม” ผมหยิกหน้าอกซ้ายมันไปหนึ่งที อินเนอร์มาร้อยเหตุผลมาสิบ เมื่อวานตอนเย็นที่ทุกคนกลับมาแล้ว จังหวะเดียวกับการมองเห็นของผมกลับมาปกติ ซึ่งนานอยู่หลายนาที แฝดสองคนนั้นก็กลับไปแล้ว เหมือนว่ารถของที่บ้านมารอรับอยู่ข้างหน้า เพียงแค่รอให้แฝดอีกคนกลับมาจากตลาดโต้รุ่ง เพราะแบบนั้นเธอก็เลยเอ่ยลากันแล้วก็หยิบกระเป๋ากลับออกไปอย่างไร้ร่องรอย “ละคนเมื่อวานที่ไปโต้รุ่งกับพวกมึง สีน้ำหรือพู่กันวะ?” ผมเอ่ยถามจองแชมป์ “กูไม่บอก” “เล่นตัว” “มึงไร้เยื่อไยกับกูก่อน” อยากจะถีบตกเก้าอี้ ไม่ก็ผลักให้ต้นไม้กินคนสักรอบ “สีน้ำหรือพู่กัน?” ผมเอ่ยถามอีกครั้ง ถ้าคนที่ไปกับเพื่อนๆ คือสีน้ำ คนที่อยู่กับผมก็คือ พู่กัน อย่างแน่นอนไง “เอาจริงกูได้ยินแค่เพื่อนเขาเรียกกันว่า แลมมี่” หัวคิ้วผมขมวดเข้าหากันทันที สรุปพวกเธอมีกันกี่ชื่อเรียกเนี่ย เบ๊บ บี๋ แลมมี่? “สรุปมึงเหม่อถึงแฝด?” “ป่าว แค่ยังไม่รู้ชื่อเลยถาม” ผมเอ่ยตอบมันปัด ๆ ทั้งที่ในใจก็วนสงสัยเรื่องเธอคนเมื่อคืนตั้งแต่แยกกันแล้ว เมื่อเช้าตอนเข้าแถวก็ไม่เจอ ห้องศิลป์ญี่ปุ่นถัดไปจากห้องของผมไม่กี่แถวเอง “คนที่ไปโต้รุ่งกับกูดูจอยดี แต่คนน้องดูจะขี้อายนะ อาจจะไม่มาห้องกิจกรรมแล้วก็ได้”ฟังดูเป็นคำคาดการณ์ที่น่าตบสิ้นดี ปากไม่มงคลเลยจองแชมป์ “รอดู” คุยกับมันไม่ได้อะไรเลย เปลืองน้ำลาย ผมจะไปหาแฝดให้เจอเอง! มารับผิดชอบโทษฐานขโมยจูบกันเดี๋ยวนี้! ♛ -Lady Part- @โรงอาหาร เคยมีคนบอกว่า.. ถ้าเราชอบใคร ต่อให้อยู่ท่ามกลางคนนับร้อย เราจะหาเขาจนเจอได้ภายในไม่กี่วินาที แต่การเจอกันครั้งนี้มันไวเกินไป! “อ้าว แกจะไปไหน?” วินดาเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าฉันหยิบทิชชูหนึ่งห่อ และกำลังจะลุกจากโต๊ะนี้ “ยังไม่ทันตักข้าวเข้าปากเลย” “อาหารไทยไม่อร่อยหรอ?” ไม่ใช่ว่าเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วกินอาหารไทยไม่ลง แต่คนที่กำลังจะเดินผ่านโต๊ะนี้ต่างหากที่ฉันยังไม่อยากเผชิญหน้า T-T “บี๋ ทำไมหน้าแดง” แฝดคนพี่ยิงคำถามมาอีกประโยค แล้วฉันจะลุกไปได้เมื่อไหร่ อีกไม่กี่ก้าวอีกฝ่ายจะเดินเข้ามาถึงแล้วนะ ต่อให้เขายังมองไม่เห็นฉันก็ตาม “อ้าว แจม เลิกคาบสามเหมือนกันอะดิวันนี้” จองแชมป์เอ่ยทักทาย ‘แจม’ เพื่อนในกลุ่มของฉัน “ใช่ หาโต๊ะหรอ?” “อือ ดูเต็มทุกโต๊ะเลยว่าจะไปต่อแถวก่อน” ฉันเห็นว่านายปกป้องหนุ่มแว่นเนิร์ดมองไปที่แฝดอีกคนไม่ละสายตา แต่สายตาที่ส่งให้เบ๊บแฝดพี่ของฉันไม่เนิร์ดเลย!! ยัยนั่นต้องใจอ่อนระทวยแล้วแน่ ๆ “เดี๋ยวกินเสร็จแล้วพวกเราไปห้องสมุดกันต่อ ไปซื้อข้าวแล้วมาต่อโต๊ะเราก็ได้” วินดายื่นข้อเสนอให้แล้วทุกอย่างก็ดูตามนั้น ปึก! “ฝากหน่อยนะครับ” ฉันพยักหน้าสองสามทีเป็นการตอบรับการฝากขวดน้ำของเขา ไม่ต้องเงยหน้ามองก็พอจะเดาออกว่าเจ้าของน้ำขวดนี้ คือ ประธานนักเรียน เขาดูจงใจเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของฉัน คล้ายกับล็อคเป้าหมายมาแล้วตั้งแต่เดินเข้ามา ปราชญ์ ห้องคิง คนที่ฉันไปสร้างเรื่องไว้ยังไงละT-T “เผ็ดหรอ? ทำไมเม้มปากงั้นอะ นี่น้ำ” ทำไมทุกคนดูเป็นห่วงและสนใจฉันกันขนาดนั้นตั้งแต่จะไปเข้าห้องน้ำแล้ว กระดกน้ำที่แจมยื่นมาให้สองสามอึก แล้วก็เผลอเม้มริมฝีปากตัวเองต่อ เพียงเพราะฉันนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืน.. ตอนที่เปเปอร์ขบเม้มริมฝีปากล่างของฉันน่ะ.. ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการได้รับจูบจะรู้สึกวาบหวิวราวกับผีเสื้อบินในท้องนับพันได้ขนาดนั้น อ่อนโยนจนเคลิบเคลิ้ม “เผ็ดแหละ หน้าแดงแล้ว” อือ ชินกับอาหารญี่ปุ่นแบบไม่ค่อยเผ็ดไปแล้วอะดิ ♛ @ห้องสมุด เมื่อตอนมัธยมชั้นปีที่ 4 จำได้เลยว่ากลุ่มเพื่อนมักจะชวนกันเข้าห้องสมุดเพราะไม่อยากเข้าเรียนน่ะ ไม่ใช่เพราะตั้งใจเรียนหรือหนอนหนังสืออะไรเลย รองจากโรงอาหารก็มีห้องสมุดเนี่ยแหละ ที่จะให้เราได้แอบมองคนที่ชอบได้เกือบชั่วโมง “ยัยน้องแลม มีลูกอมเข้ามาป่าว?” แจมเอ่ยถามทันทีที่เราหาโต๊ะนั่งได้แล้ว จริง ๆ ห้องสมุดเข้าห้ามเอาขนมลูกอมเข้ามา แต่ก็นั่นละนะ.. ห่อเล็ก ๆ ก็แอบเอาเข้ามาให้แก้ง่วงได้นิดหน่อย “ลืมหยิบมาอ่ะ แต่เรียกน้องแลมแล้วจั๊กจี้หูจัง” “แหม ไม่อยู่ปีเดียว ไม่ชินหูเหรอ” “อื้อ เรียกชื่อจริง ๆ กันสักที ทุกวันนี้จะหันคอเคล็ดกันทั้งสองคนแล้วเนี่ย” ฉันบ่นอุบอิบไม่จริงจังมาก แต่กลับมาไทยรอบนี้เพื่อนต่างเรียกเราสองคนฝาแฝดว่า แลมมี่ ยัยน้องแลม เพราะเราสองคนมีนามสกุลว่า ‘แลม’ ไม่รู้ไปเอาเทรนนี้มาจากไหน หรือจะเรียกง่ายดีละมั้ง ครืด! ฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินออกมาหยิบลูกอมใส่กระเป๋าเสื้อกันหนาวอย่างเนียนๆ กำชับอย่างดีไม่ให้มันหลุดรอดหรือโผล่ออกมาให้อาจารย์เห็นตอนเข้าประตู แต่แล้วฉันก็ต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงเรียกจากทางด้านหลัง “พู่กัน” เสียงคุ้นหูคล้ายกับเสียงของประธานนักเรียนเมื่อคืนเลย! ♛ -PAPERS PART- “พู่กัน” ผมตัดสินใจเอ่ยเรียกเธอทันทีเมื่อเห็นว่าเจ้าแฝดเดินออกมาแค่คนเดียว ยืนมองจากตรงนี้ตั้งแต่อีกฝ่ายกำลังเอาลูกอมใส่กระเป๋าเสื้อกันหนาวแล้ว ตอนนั่งทานข้าวโรงอาหาร เพื่อนผมพูดคุยกัน ทุกคนก็เห็นว่าปกป้องเด็กเนิร์ดของกลุ่มมองแฝดอีกคนไม่วางตาเลย ซึ่งถ้าเป็นคนเดียวกับเมื่อคืน บอกได้เลยว่า.. ไม่มีคำว่าเพื่อน ในเมื่อเธอจูบเก่งขนาดนั้น แถมจูบผมก่อนซะด้วย ปกป้องมันบอกว่าคนนั้นน่ะแฝดคนพี่ แลมมี่ที่เดินข้างๆ ตอนไปตลาดโต้รุ่ง คุยเก่งดี มั่นใจ แซ่บ ก็เลยถูกใจ มันบอกว่าเธอชื่อสีน้ำ หารู้ได้ด้วยความใส่ใจที่สังเกตเธอเมื่อวาน เอ่อ.. กูไม่ใส่ใจตรงไหน แม่งไม่มีช็อตให้ได้รู้คำตอบเลยเถอะ แต่ถ้าให้เดา ผมคิดว่า.. คนที่เข้ามาขโมยจูบเมื่อคืนน่ะ ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เธอดูเขินอาย ไม่ค่อยพูด แต่ยิ้มเก่ง ยิ้มกับเพื่อนๆ น่ะ “หือ?” แล้วเธอก็หันมาตามเสียงเรียก ผมใช้จังหวะนั้นดึงแขนของเธอไว้ก่อนจะเดินผ่านเซ็นเซอร์ห้องสมุดเข้าไป ดึงเธอมายืนอยู่ข้างกันเพราะมีแต่คนเดินสวนเข้าห้องสมุดไป เจ้าตัวดูจะทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าเพราะเป็นผมหรือลูกอมหล่นหนึ่งเม็ด “แอบเอาลูกอมเข้าหรอครับ” “แล้วไม่เคยเหรอ?” เธอถามกลับเสียงเบาแต่ก็ไม่วายหลบสายตากัน นี่กำลังคิดว่าผมเข้ามาดุเพราะเป็นประธานนักเรียนหรือไงนะ ทำนิ่งใส่กันเชียว “ขอหนึ่งเม็ดครับ” ผมแบมือขอเธอ “อะ” ลูกอมห่อสีเหลืองสองเม็ดถูกวางลงบนฝ่ามือผมอย่างเบามือ “สีนี้อร่อย” น่ารัก เรียกใส่ใจได้ป่าว “เดี๋ยวดิ!” เธอทำท่าจะหันหลังเดินกลับไปประตูห้องสมุดทันที “ว่า?” โห นิ่งชะมัด “ลูกอมเม็ดนี้.. จะคล้ายรสจูบเธอมั้ยอะครับ” ผมกระซิบข้างใบหูเธอให้เราได้ยินกันเพียงแค่สองคน ตรงชั้นเก็บกระเป๋ายังมีนักเรียนยืนเก็บของอยู่สองสามคน แต่ไกลหลายก้าวคงไม่ได้เห็นหรอก หรือไม่ก็คงตั้งใจฟังกันอยู่มาก ๆ ผมเคยเจอน่ะ คนที่ยืนเก็บกระเป๋านาน ๆ เพียงเพราะว่าผมยืนอยู่ตรงนั้น ด้วยเหตุผลว่า เขาชอบผม.. “ไม่มีใครได้ยินหรอก” เธอกวาดสายตาไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะกุมข้อมือผมแล้วพาเดินออกมาด้านข้าง ตรงนี้ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านก็ดี จะได้คุยง่าย ๆ หน่อย “ทำไมพูดแบบนั้น ตอนมีคนอยู่ด้วย” เธอกำลังตั้งคำถามขุดหลุมฝังตัวเองหรือเปล่าครับ ดูจะเป็นการถามอะไรก็ได้แก้เขินออกมาก่อน “ถ้าไม่มีคนอยู่อย่างตอนนี้ ก็พูดตรง ๆ ได้เลยใช่ปะครับ” “ว่ามาเลย” เห็นเธอสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่เชียว คงจะกำมือในกระเป๋าเสื้อกันหนาวอยู่ด้วย ได้ยินเสียงพลาสติกซองห่อลูกอม “เธอใช่มั้ย? ที่จูบเราเมื่อคืน” ผมก้าวเท้าเข้าไปหาเธอก้าวหนึ่ง “ไม่ใช่คำถามเมื่อกี้นี่” อ่า..ผมคิดว่าตัวเองกำลังโดนปั่นหัว “งั้นลูกอมเม็ดนี้จะหวานเท่าจูบของเธอเมื่อคืนมั้ย?” “ก็ไม่ใช่คำถามเมื่อกี้อีกนั่นแหละ” เอาละ ผมคิดว่าเธอขี้อาย พูดน้อย ยียวนใจเอาเรื่อง ก็น่ารักดี แต่.. เธอกำลังถือไพ่เหนือกว่า “พู่กัน?” เธอไม่ได้ตอบอะไร และไม่ได้ปฏิเสธเช่นกัน “ทำไมเมื่อคืนต้องปิดตาเราด้วยครับ” เราต้องเริ่มถามเรื่องทั่วไปก่อน แต่ดูท่าจะยังไม่ทั่วไปนะ ยังเป็นคำถามบรรยากาศใจสั่นเมื่อคืนอยู่ “เราไปปิดตาตอนไหน?” “อืม นั่นสิ” ผมเห็นว่าเธอเขย่งเท้าตัวเอง มันเป็นสัญชาตญาณมนุษย์ที่ระบายออกทางร่างกายในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญความลังเลในใจ “งั้นเราไม่ถามอะไรแล้ว เรื่องเมื่อคืนก็คืออดีต เราทำความรู้จักเธอใหม่ก็ได้ครับ” จะต้องหลอกล่อให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย ก่อนจะยิงคำถามใส่จนเธอหลุดตอบอย่างไม่ทันคิด “เธอชื่อพู่กันใช่มั้ยครับ เราปราชญ์” เธอเงยหน้าจ้องเข้ามาในดวงตาผมไม่กระพริบ บทจะสู้ก็สู้เอาเรื่อง “แฝดเราชื่อสีน้ำ” อ่า.. ตอบไม่ตรงคำถาม แต่ผมได้คำตอบ น่าสนใจดี “แฝดเรียกเธอว่า บี๋?” ผมถามกลับทันที “เราเรียกแฝดว่า เบ๊บ” “แล้ว.. แลมมี่?” ผมเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงรอคำตอบ “เราสองคนนามสกุล แลม” อ่า.. เพื่อนชอบเรียกนามสกุล ก็คงคล้ายกับเพื่อนบางประเภทที่เรียกชื่อแม่เราแทนชื่อเล่นเรานั่นละมั้ง “พานี แลม.. ชื่อเล่นพู่กัน” เธอทำหน้าเหวอ ราวกับกลัวที่ผมมีข้อมูลเธอเยอะ แต่ไม่ใช่หรอก ผมก็อ่านตามชื่อบนเสื้อนักเรียนนั่นแหละ “แฝดเรียกบี๋ แถมยังจูบเก่ง” หมับ! มือเล็กนั่นไวอีกแล้ว เธอเคลื่อนปากประกบปิดอวัยวะของผมเช่นเมื่อคืน แต่จากเปลือกตาทั้งสองข้างเป็นปากของผมเอง ไม่ยอมรับ แถมยังแสดงออกทางกายอีก เธอจะไปไหนรอด “มั่ว” “คนเมื่อคืนก็ชอบปิดตาเราแบบนี้นะ คล้ายเธอเลย” ไม่ยอมรับไม่เป็นไร ตอนนี้ได้รู้และมั่นใจว่าใช่เธอ ผมพอใจแล้ว “หลงตัวเอง” เธอบ่นอุบอิบแต่ผมดันได้ยิน เพราะหูดีบวกกับความใส่ใจทุกท่วงท่ากริยาวาจาของเธอ “โอเคครับ ฮ่า” สร้างบรรยากาศให้เธอผ่อนคลายด้วยการทำเป็นติดตลกนิดหน่อย ก่อนจะลองคำถามสุดท้าย “เสื้อคาดิแกนที่เธอใส่เมื่อคืนหายอะรู้ตัวป่าว?” เพราะเสื้อตัวนี้แหละครับที่ทำให้ผมมองไม่เห็นชื่อเธอ “มั่วอีกหรือเปล่า เสื้อเราสีอะไร?” “งั้นเราตอบพร้อมกัน” ผมเห็นว่าเธอพยายามซ่อนสีหน้าลังเล แต่ก็ยังทำสู้ใส่กัน เราจ้องตากันก่อนจนในที่สุด “น้ำตาล/น้ำตาล” “มันอยู่ที่เรา” อีกฝ่ายเบิกตาโต แถมยังทำท่าจะหันหลังกลับ สู้ไม่จริงนี่นา “อะไรครับ?” “เราขอคืน” เธอแบมือขออย่างเด็กเอาแต่ใจ คล้ายเด็กน้อยถูกห้ามกินลูกอมเลย “ของเธอเหรอครับ” “จะคืนให้กันมั้ย?” เธอเหลือบมองถุงกระดาษในมือผม ผมเพิ่งแวะไปเอาที่ห้องกิจกรรมมาน่ะ ก่อนจะเดินมาที่นี่ ถ้าไม่เจอเจ้าตัวก็ว่าจะใส่ตู้กลุ่มเพื่อนพวกเธอที่หน้าห้องสมุดเนี่ยแหละ แต่เจอแบบนี้ก็สนุกดี “เราจะคืนเจ้าของครับ” กัดริมฝีปากอีกแล้ว โดนขัดใจนิดหน่อยเธอก็ทำท่าจะขู่ฟ่อใส่กันแล้ว T-T ใจมันเจ็บนะถ้าเธอจะน่ารักขนาดนี้ “ตามใจ” ว่าแค่นั้นแล้วทำท่าจะเดินหนีกันเป็นรอบที่สามหรือสี่แล้วทุกคน เธอใจร้าย “พานี แลม” ผมเอ่ยออกมาคิดว่าจะพูดมันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเธอจะเดินหนีกันไปไกลกว่าสองก้าว “ใส่คาดิแกนสีกรม / ชอบเอาลูกอมเข้าห้องสมุด” ทว่าเธอหยุดเดินแล้วหันหลังกลับมา คงจะคิดว่าผมไล่ความผิดในฐานประธานนักเรียนจะคุมประพฤติเธอแน่เลย “แฝดเรียกเธอว่าบี๋ คุยไม่เก่ง ปากแข็ง” ดวงตากลมยังคงจ้องมองมายังคนตัวสูง เธอดูจะงัดความอดทนอดกลั้นเฮือกสุดท้ายรอฟังว่าผมจะพล่ามอะไรต่ออีก “นักขโมยจูบ” “เก่งดีครับ” “จูบของเธอหวานดี” ผมเตรียมก้าวเดินออกมาจากเธออย่างคนถือไพ่เหนือกว่า แล้วทิ้งประโยคสุดท้ายก่อนจะยื่นถุงกระดาษในมือคืนเสื้อให้เธอ “เมื่อเช้าหาที่แถวไม่เจอ” เจ้าของแก้มแดงแลบลิ้นอย่างประหม่าอย่างเห็นได้ชัดเจน คงจะยังไม่ชินกับอุณหภูมิประเทศไทยละมั้ง “หวังว่าเย็นนี้จะเจอกันนะครับ.. พู่กัน” “อ่อ.. แล้วก็ขอบอกไว้” ผมกดเสียงต่ำในลำคอนิดหน่อย ค่อนข้างเป็นเรื่องที่จริงจัง ในเมื่อเธอมาขโมยจูบกันไปแบบนี้ ผมก็คงมีสิทธิ์ทำบ้าง แต่แจ้งไว้ให้เธอเตรียมใจก่อนก็ดีกว่านะครับ “รอบหน้าเราจะจูบเธอก่อน” จะได้ควบคุมจังหวะหัวใจ ไม่ให้ทำงานหนักมากนัก เพราะกัปตันเปเปอร์จะไม่ยอมสละตำแหน่งให้ใครมาคุมเกมอย่างเมื่อคืนหรอกครับ “บอกแล้วนะครับ ไม่ถือว่าเป็นการขโมยจูบ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD