ตอนที่11. บาดแผลกลางใจ
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วคฤหาสน์กลบเสียงสะอื้นที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบาง... ขิ่นหลับตาแน่น ปล่อยให้น้ำตาแห่งความอัปยศไหลอาบแก้มขณะที่จำยอมรับชะตากรรมอันโหดร้าย ร่างกายบอบบางไม่อาจสู้แรงชายชาติทหารที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามได้ และคำว่า ‘บุญคุณ’ ของคุณหญิงก็ค้ำคอจนเธอไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือเพราะรู้ดีว่าไม่มีใครอยู่ในคฤหาสน์ที่จะได้ยิน บ้านพักคนงานก็อยู่ไกล
“สุดท้ายด้วยความกลัวและไม่เคยมีอะไรกับใคร ขิ่นเลยใช้สองขาถีบแกออกไป จนผู้พันแกหงายหลัง แต่เขาก็มาคว้าขาขิ่นไว้ได้ นั่นคือแรงเฮือกสุดท้ายของหนูแล้ว” ถึงตรงนี้มะขิ่นก็หยุดกระดกเบียร์อีกหนึ่งอึก ภาพที่ไม่ได้เอ่ยออกมายังฉายอยู่ในความคิด มันทั้งเหนื่อยทั้งหมดเรี่ยวแรง ไอ้ผู้พันแม้มันจะจับสองมือขึงขึ้นไปเต็มแรงจนขยับไม่ได้ แต่ปากมันนุ่มนวลบรรจงจูบช้าๆ ในแต่ละที่ มันทำให้ขนลุกและสยิวแปลกๆ ครั้งแรกที่ลิ้นอุ่นๆ ของผู้พันวนเวียนอยู่รอบยอดเนินอกของเธอ โลกก็ขาวโพลนพาเธอล่องลอย ความรู้สึกแปลกประหลาดหลายอย่างเข้ามาในหัว มันทั้งเสียวซา่นไปทั้งตัว ขนลุกไปทั้งตัว จนยอดปลายมันแข็งเป็นไต เรี่ยวแรงหายไปหมด เหมือนผู้พันจะรู้อาการของเธอ เขาปล่อยมือเธอแล้วเอามือมาเล่นกับยอดติ่งบนอกเธอแทน ทีนี้มันยิ่งเสียวทวีคูณ
“อื้อ…” ความอัดอั้นทำเธอต้องครางออกมา เหมือนผู้พันจะได้ที มืออีกข้างล้วงไปตรงจุดสงวนแล้ววนสัมผัสเบาๆ ค่อยๆ เค้นคลึง ตอนนั้นมะขิ่นจำได้ว่าอ่อนแรงไปหมดแล้ว เธอถูกผู้พันบีบปากของเธอให้อ้าออก แล้วเขาก็จูบเธอ ครั้งแรกที่ลิ้นเธอโดนลิ้นผู้พัน เธอก็เริ่มฝืนร่างกายตัวเองไม่ไหว ความต้องการมันแผ่ซ่านไปทั่ว พอนิ้วผู้พันที่วนเวียนอยู่ปากถ้ำแหย่เข้าไปเบาๆ ความชื้นแฉะก็ถูกปล่อยออกมา เธอปล่อยให้ผู้พันกระทำการโดยการนอนหลับตาไม่กล้ามอง จนกระทั่งความเจ็บรัดตึงจากปากถ้ำโดยการรุกล้ำด้วยของขนาดใหญ่บางอย่างทำเธอสะดุ้ง
“มันจะเจ็บแค่แป๊บเดียว” เสียงนั้นยังก้องอยู่ชัดเจน เธอจำได้ว่าเจ็บจนน้ำตาไหล แต่หลังจากเขาดึงออกดันเข้าแบบช้าๆ อยู่ไม่นาน มันก็กลายเป็นความเสียวอย่างบอกไม่ถูก ผู้พันดูชำนาญมาก เขาไม่เร่งเร้าแต่ทำแบบค่อยๆเป็น ค่อยๆ ไป
“ซี้ด มะขิ่น แกนี่ฟิดดีจริงๆ” สิ้นคำเขาลงมาไซร้ซอกคอเธออีก จนความเสียวมันขั้นสุด ความชื้นแฉะก็ถูกปล่อยออกมา
“อ๊า..” มะขิ่นครางออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้วตอนนั้น มือเธอจิกหลังผู้พันแน่น ตอนเขาก้มลงมาจูบเธออีกครั้ง คราวนี้ลิ้นเธอสู้กลับโดยธรรมชาติ จนผู้พันเร่งจังหวะและปล่อยของอุ่นๆ พุ่งเข้ามาในตัวเธอ ทำให้เธอถึงสวรรค์อีกครั้งพร้อมกับผู้พัน
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในคืนนั้นจบลงที่ขิ่นนอนขดตัวสะอื้นอยู่บนพรมเปอร์เซีย ร่างกายบอบช้ำและเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกย่ำยี เสื้อผ้าฝ้ายทอมือขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี ผู้พันทรงพลจัดการสวมชุดคลุมอาบน้ำด้วยท่าทีเย็นชา เขาก้มลงมองเธอด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานี ก่อนจะโยนเงินปึกหนึ่งลงตรงหน้าเธอ
‘เก็บเงินนี่ไว้ แล้วทำตัวให้เป็นปกติ... ถ้าเรื่องนี้ถึงหูคุณหญิง แกเตรียมตัวลงนรกได้เลยมะขิ่น ฉันเอาแกตายแน่’ มะขิ่นเล่าต่อจากภาพในหัว ในวงเหล้ารู้สึกเห็นใจเธอ ต่ายตบบ่าให้กำลังใจเธอเบาๆ
เสียงข่มขู่นั้นยังดังก้องอยู่ในหัว... มะขิ่นรู้ดีว่าเธอพลาดไปแล้วที่เกิดความรู้สึกแบบนั้น
“ขิ่นไม่ได้แตะต้องเงินสกปรกปึกนั้นแม้แต่บาทเดียว ความเจ็บปวดทางกายไม่กี่วันก็คงหาย แต่ความรู้สึกผิดและบาปในใจที่หักหลังคุณหญิงผู้มีพระคุณ มันเหมือนมีดที่กรีดลึกลงไปในวิญญาณ” มะขิ่นเล่าถึงตอนนี้ก็ปาดน้ำตาแล้วดื่มเบียร์ต่อ
มะ ขิ่นรู้ดีว่าเธอไม่สามารถแบกหน้าสู้สายตาอันเมตตาของคุณหญิงที่กำลังจะกลับมาในวันพรุ่งนี้ได้อีกต่อไป
มะขิ่นเล่าต่อ
” หนูเลยหนีออกจากบ้านคืนนั้นเลย” มะขิ่นบอกถูกคน
คืนนั้น... ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ ขิ่นเก็บเสื้อผ้าเก่าๆ ใส่กระเป๋าใบเล็ก ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แล้วแอบปีนรั้วหนีออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ เธอวิ่งฝ่าสายฝนออกไปอย่างรวดเร็วไร้จุดหมาย มีเพียงน้ำตาที่ไหลปนไปกับหยาดฝน เธอเดินเหม่อลอยไปตามถนนสายเปลี่ยว ความหนาวเหน็บและความบอบช้ำทำให้สติของเธอค่อยๆ เลือนรางลง...
"ขิ่นร้องไห้หนักมากตอนที่เล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังครั้งแรก..." เสียงของ หญิง ดังขึ้นทำลายความเงียบในวงสังสรรค์ เธอยื่นมือไปลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นเทาของมะขิ่นเบาๆ
"วันนั้นฉันขับรถกลับจากปาร์ตี้ดึกๆ บังเอิญเห็นยายนี่เดินตากฝนเหม่อลอยอยู่ริมถนน สภาพเหมือนคนไร้วิญญาณ พอไฟหน้ารถสาดไปโดน เธอก็ล้มพับสลบไปเลย ฉันตกใจมาก รีบลงไปดูแล้วหิ้วขึ้นรถพากลับมาที่บ้าน"
หญิงถอนหายใจยาว "พอตื่นมา ขิ่นก็เอาแต่ร้องไห้กราบเท้าฉัน พอเค้นถามจนรู้ความจริงทั้งหมด ฉันก็เดือดจัดกะจะไปแจ้งความเอาเรื่องไอ้ผู้พันเฒ่านั่น แต่ขิ่นก็ห้ามไว้ ร้องห่มร้องไห้บอกว่าไม่อยากให้คุณหญิงต้องมาเสียใจที่ผัวทำเรื่องระยำแบบนี้ ฉันสงสารก็เลยรับขิ่นมาเป็นคนดูแลบ้านฉันตั้งแต่นั้นมา... เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ฉันก็ไม่พลาดที่จะพานางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แล้วไปลงบันทึกประจำวันไว้"
บรรยากาศในวงเหล้าหนักอึ้ง ทุกคนต่างเห็นใจมะขิ่น ฝนกับณีเอื้อมมือไปตบไหล่ให้กำลังใจสาวใช้ชาวกะเหรี่ยงที่บัดนี้เช็ดน้ำตาและพยายามส่งยิ้มบางๆ ตอบกลับมา
"เอ้าๆ! เลิกเศร้า เลิกซึมกันได้แล้วหราวคุณๆ เรามาสนุกนิ เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว!"
จู่ๆ จวง สาวใช้ผิวแทนหน้าคมชาวใต้ ผู้มีฝีปากกล้าที่สุดในบรรดาคนรับใช้ก็ทนความอึมครึมไม่ไหว เธอตบโต๊ะเบาๆ เพื่อเรียกสติทุกคน
"ยัยขิ่นมันรอดมาเจอนายหน้าสวยใจดีอย่างคุณหญิงได้ก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไปนิ! ทีนี้มาฟังเรื่องของอีจวงคนนี้บ้างดีกว่า รับรองว่าพวกคุณๆ ต้องอ้าปากค้าง หรอยจนลืมดราม่าเมื่อกี้ไปเลยนิ!"
ทุกคนในวงหันมามองจวงเป็นตาเดียว แววตาแห่งความอยากรู้อยากเห็นกลับมาลุกโชนอีกครั้ง
"เรื่องของขิ่นมันเศร้าเพราะโดนบังคับ... แต่เรื่องของจวงเนี่ย สมยอมแถมยังฟินคูณสอง!" จวงหัวเราะร่วน ยกแก้วเบียร์ขึ้นซดอึกใหญ่ จนเบียร์ล้นไหลออกจากปาก
"คุณๆ คงจำ ‘พี่เข้ม’ คนขับรถ กับ ‘อามั่น’ คนสวนผิวเข้มที่บ้านคุณนายแม่ได้ใช่มั้ยจ๊ะ" จวงถามทุกคนในวง
"จำได้สิยะ ล่ำดิบเถื่อนทั้งคู่ แกอย่าบอกนะว่าแกเสร็จใครคนใดคนหนึ่งไปแล้ว?"
ต่ายถามพลางเลิกคิ้วสูง
"คนเดียวที่ไหนล่ะจ๊ะคุณต่ายนิ... จวงเหมาเม็ดเลยต่างหาก!"
จวงยิ้มกริ่ม นัยน์ตาพราวระยับ
"แถมไม่ได้สลับวันด้วยนะ... แต่เป็น ‘แซนด์วิช’ พร้อมกันทีเดียวสามคนผัวเมียเลยจ้ะ!"
จวงเปิดหัวเรื่องมาทำทุกคนตะลึง มะขิ่นกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ลืมเรื่องของเธอไปสนิท
“ยังไงซิ” ฝนสงสัยอย่างหนัก เร่งให้จวงเล่า
จวงเหมือนรู้ความต้องการของทุกคน ก็ทำเป็นดึงเชง (ถ่วงเวลา) เดินไปหยิบเบียร์ในลัง
จนณีเห็นแล้วทนไม่ไหว
“อีนี่ท่ามาก เดี๋ยวถีบซะทีดีมั้ย” ณีแกล้งหยอกจวง
“โหคุณณี อยู่กันมาตั้งนาน ไม่เคยพูดกับหนูแบบนี้เลยนิ เป็นถีบครั้งแรกที่ได้ยินจากปากคุณณีเลย เมาแล้วสิ” จวงสู้มือเมื่อรู้ว่าเจ้านายใจดีแกล้งหยอกเธอ
“เออ…อีนี่สู้มือดีว่ะ” หญิงกล่าวเสริม ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาทั้งวง
จบตอน.