ตอนที่ 8. ไฮโซสาวกับคู่อาฆาต
"ตาแกแล้วยัยณี ไฮโซสาวจ้าวแบรนด์เนมอย่างแก จะมีเรื่องแซ่บๆ สู้พวกฉันได้เหรอ"
ต่ายหันไปท้าทายณี สาวสวยลุคคุณหนูที่นั่งไขว่ห้าง จิบแชมเปญด้วยท่วงท่าสง่างามมาตั้งแต่ต้น ทั้งๆ ที่เพื่อนทุกคนก็รู้ว่าตอนวัยรุ่นนางแซ่บขนาดไหน
ณีหัวเราะหึๆ ในลำคอ วางแก้วคริสตัลลงบนโต๊ะเบาๆ ปลายนิ้วเรียวที่เคลือบเล็บสีแดงสดที่ปลายเล็บ กรีดกรายปัดปอยผมดัดลอนใหญ่ให้พ้นกรอบหน้า
"พวกแกคิดว่าชีวิตไฮโซมันจะมีแต่งานกาล่ากับงานการกุศล จิบน้ำชาตอนบ่าย แล้วก็คุยเรื่องธุรกิจน่าเบื่อๆ อย่างเดียวหรือไง...นั่นมันในละคร บางทีภายใต้ชุดราตรีเหยียบแสน กับสูททักซิโด้เนี้ยบๆ มันก็ซ่อนสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่พวกแกคาดไม่ถึงเอาไว้เหมือนกันแหละ"
คำเกริ่นนำของณีทำเอาทุกคนในวงสังสรรค์เงียบกริบ แม้แต่จวงกับมะขิ่นที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ยังต้องขยับตัวเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทั้งคู่หน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์เบียร์ แล้วตอนนี้หมูกระทะก็ย่างหมดแล้ว ทั้งคู่เลยฟังอย่างตั้งใจ
"เรื่องของฉัน... เกิดขึ้นเมื่อสี่เดือนก่อน ในงานประมูลเครื่องเพชรการกุศลที่โรงแรมห้าดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา" ณีเริ่มเล่า น้ำเสียงของเธอแหบพร่าลงเล็กน้อยเมื่อภาพความทรงจำนั้นย้อนกลับมา
"วันนั้นฉันใส่ชุดเดรสสีแดงเบอร์กันดี แหวกหลังลึกไปจนถึงเอว... แล้วฉันก็บังเอิญไปเจอ 'ศิน' ทายาทอสังหาฯ คู่แข่งเบอร์หนึ่งของตระกูลฉัน ผู้ชายที่ฉันเกลียดขี้หน้าที่สุดในวงการ"
ณีเล่าให้เพื่อนฟังแค่นั้นว่าเธอปะทะคารมกับเขาจนต้องหลบไปสงบสติอารมณ์... แต่ความจริงในหัวของเธอมันร้อนแรงกว่านั้นมาก
“ไฮโซศิน พวกแกก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กไม่ใช่เหรอ คู่จิ้นคนแรกของแก ฉันจำได้”
หญิงขัดขึ้นมาช่วงหนึ่ง
“นั่นมันเรื่องตอนเด็ก” ณีบอกปัดเพราะขี้เกียจเท้าความอีก
ภาพแฟลชแบ็คในหัวของณีแจ่มชัด... คินในชุดทักซิโด้สีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่สมส่วน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มมุมปากแสนเย่อหยิ่ง นัยน์ตาสีเข้มของเขามองกวาดเรือนร่างของฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาโลมเลียอย่างไม่ปิดบัง เรายืนปะทะคารมกันอยู่ที่ระเบียงทางเดินโซนวีไอพีที่ลับตาคน ไม่มีนักข่าว ไม่มีแขกคนอื่น มีเพียงเราสองคนที่กำลังสาดคำพูดเชือดเฉือนกันเรื่องการแย่งประมูลที่ดินเมื่อสัปดาห์ก่อน
‘เก่งแต่ปากนะคุณหนูณี ระวังเถอะ... ปากดีๆ แบบนี้ สักวันจะโดนปิดปากจนร้องไม่ออก’ ศินกระซิบเสียงเหี้ยม ขยับตัวเข้ามาใกล้จนปลายรองเท้าหนังขัดมันของเขาชนกับส้นสูงของฉัน
‘คนอย่างคุณมีปัญญาทำได้แค่นั้นแหละศิน ถอยไป ฉันรังเกียจที่จะต้องใช้อากาศหายใจร่วมกับคุณ’ ฉันเชิดหน้าขึ้น เชิดใส่คนตรงหน้าอย่างไม่ลดละ
แต่แทนที่เขาจะโกรธ ศินนกลับหัวเราะในลำคอ มือหนาที่หยาบกร้านกว่าที่คิดเอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่เอวคอดกิ่วของฉัน ออกแรงกระชากเพียงนิดเดียว ร่างของฉันก็ปลิวไปปะทะกับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามใต้เสื้อเชิ้ต เขาดันตัวฉันให้ถอยหลังจนแผ่นหลังเปลือยเปล่าไปแนบชิดกับบานประตูไม้สักของห้องพักรับรองวีไอพีที่ปิดไฟมืดสนิท
ก่อนที่ฉันจะได้อ้าปากกรีดร้อง ศินก็จัดการใช้มือข้างหนึ่งบิดลูกบิดประตู ดันร่างของฉันเข้าไปในห้องที่มืดมิดและเย็นเฉียบด้วยแอร์คัตเตอร์ แล้วกดล็อกประตูจากด้านในอย่างรวดเร็ว
‘อื้อ!!’ เสียงท้วงติงของฉันถูกกลืนหายไปในลำคอทันทีที่ริมฝีปากหยักร้อนระอุของศินบดขยี้ลงมา มันไม่ใช่จูบที่อ่อนโยน แต่มันคือจูบที่เต็มไปด้วยความคุกรุ่น ก้าวร้าว และต้องการเอาชนะ เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของฉันอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บจี๊ด สลับกับดูดดึงจนเกิดเสียงดังจ๊วบจ๊าบหยาบโลนก้องไปทั่วห้องที่เงียบสงัด
ฉันพยายามดิ้นรน สองมือทุบตีแผงอกเขาอย่างแรง แต่ศินกลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของฉันตรึงไว้เหนือหัวด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างที่ว่างก็เริ่มทำหน้าที่สำรวจเรือนร่างของฉันอย่างจาบจ้วง ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเปลือยเปล่า สัมผัสเนื้อแท้ที่ไร้บราเซียร์ขวางกั้น ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเขาลากผ่านกระดูกสันหลัง ร่างกายของฉันก็สั่นสะท้านไปถึงสะบัก
ความเกลียดชังในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยไฟราคะที่ถูกจุดขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายของฉันตอบสนองต่อสัมผัสดิบเถื่อนของเขาอย่างน่าสมเพช ลิ้นร้อนของเขาสอดแทรกเข้ามาในโพรงปาก กวาดต้อนเกี่ยวพันกับลิ้นของฉันอย่างตะกรุมตะกราม รสชาติของวิสกี้ราคาแพงที่เขาเพิ่งดื่มไปผสมผสานกับแชมเปญของฉันจนเกิดเป็นรสชาติที่ทำให้มึนเมาและเสพติด
‘อืม... ปากเก่งๆ ของคุณนี่มันหวานกว่าที่คิดไว้อีกนะณี ยังหวานเหมือนตอนเด็กเลย’ ศินถอนจูบออกเพื่อให้ฉันได้หายใจ แต่ปลายจมูกโด่งยังคงคลอเคลียอยู่แถวซอกคอ เขาพรมจูบดูดเม้มผิวเนื้ออ่อนบริเวณลาดไหล่จนเกิดรอยแดงช้ำ
ฉันหอบหายใจกระเส่า แข้งขาเริ่มอ่อนแรงจนต้องพิงแผ่นหลังกับบานประตู มือที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระแทนที่จะผลักเขาออก กลับเปลี่ยนเป็นสอดเข้าไปใต้เสื้อทักซิโด้ ลูบไล้แผงอกแกร่งและขยำคอเสื้อเชิ้ตของเขาแน่น ตอนวัยรุ่นเขายังผอมอยู่เลย
ศินไม่รอช้า เมื่อเห็นว่าฉันเริ่มคล้อยตาม เขาจัดการเลื่อนมือลงมาเบื้องล่าง สอดปลายนิ้วเข้าไปใต้รอยแยกของชุดเดรสที่แหวกสูงถึงต้นขา สัมผัสกับผิวเนื้อเนียนละเอียด ลูบไล้ต้นขาด้านในของฉันอย่างย่ามใจ ก่อนจะเกี่ยวเอาขอบแพนตี้ลูกไม้ตัวจิ๋วให้ร่นไปด้านข้าง
‘อ๊ะ... ศิน... อย่านะ... นี่มันในงานกาล่า...’ ฉันพยายามปรามด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าและแหบโหย แต่ร่างกายกลับแอ่นสะโพกเข้าหาฝ่ามือร้อนนั้นอย่างลืมอาย
‘ไม่มีใครเข้ามาหรอกน่า... คุณหนูณี’ น้ำเสียงของเขาแหบต่ำและแห้งผาก เต็มไปด้วยตัณหาที่ปะทุถึงขีดสุด
ปลายนิ้วสากของศินสัมผัสเข้ากับความเปียกชื้นที่เยิ้มแฉะอยู่ใจกลางความเป็นหญิงของฉัน เขาหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างผู้ชนะ เมื่อรู้ว่าร่างกายของไฮโซสาวที่ปากดีนักหนา ตอนนี้กำลังพร้อมและแฉะเยิ้มแค่ไหนเพียงแค่ถูกเขาปลุกเร้า นิ้วแกร่งเริ่มกรีดกรายถูไถติ่งเนื้อที่ไวต่อความรู้สึก สลับกับสอดแทรกนิ้วเรียวยาวเข้าไปในช่องทางที่คับแคบและชุ่มฉ่ำ ขยับเข้าออกเป็นจังหวะเนิบนาบสลับรัวเร็ว
‘อ๊า... ศิน... อื้อ...’ ฉันเชิดหน้าขึ้น กัดริมฝีปากตัวเองเพื่อกลั้นเสียงคราง ร่างกายบิดเร่าด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะยาน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกโยนทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบและความต้องการที่อัดอั้น
ศินดึงนิ้วที่เปียกชุ่มออกมา ก่อนจะรูดซิปกางเกงสแล็คของตัวเอง เผยให้เห็นแก่นกายความเป็นชายที่แข็งขึงและขยายตัวเต็มที่จนปวดหนึบ เขาจับท่อนเนื้อที่ร้อนจัดมาถูไถเสียดสีกับรอยแยกที่ฉ่ำแฉะของฉันเบาๆ เป็นการหยั่งเชิงและทรมานให้ฉันแทบขาดใจ
‘คุณพร้อมจะแพ้ให้ผมหรือยัง... ณี’ เขาถามเสียงกระเส่า แววตาในความมืดวาวโรจน์ราวกับสัตว์ป่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ
มีเสียง ฮือฮาเกิดขึ้นพร้อมกันในวงเหล้า เมื่อณีเล่าว่าถูกจูบแล้วดึงเข้าไปในห้อง จากนั้นศินก็ใช้มือใช้นิ้วสำรวจจนณีอ่อนแรง ช่วงที่ณีหยุดจิบไวน์ เธอเล่าสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาทั้งหมดไม่ได้ จึงต้องพักจิบแก้คอแห้ง
“พวกแกรู้ไหมว่าทำไมฉันจุดติดไวขนาดนั้น ทั้งที่พวกเราอายุปูนนี้แล้ว” ณีถามในวงเหล้า ทุกคนส่ายหน้าพร้อมกัน ซึ่งทุกคนก็อยากรู้ เพราะต่างคนต่างเข้าใจ แค่เลี้ยงลูกกับทำงานก็เหนื่อยจะแย่ กับสามีก็นานๆ ที ถึงจะมีอะไรกัน
“เพราะจริงๆแล้ว เขาคือนิ้วแรกและรักแรกของฉัน แต่พอต่างคนต่างมีครอบครัวแล้วเริ่มแข่งกันทางธุรกิจ ก็กลายเป็นคู่กัดคู่อาฆาตกันมาตลอด”
“ต่อๆ” ฝนกำลังลุ้น เร่งให้ณีเล่าต่อ