เสียงเพลงของนาฬิกาในโทรศัพท์ที่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทไม่ได้ทำให้คาราเมลรำคาญใจเลยสักนิด เธอพลิกตัวอีกครั้งบนเตียงคิงไซส์ราคาหลายแสน ก่อนจะควานหามือถือที่วางอยู่ข้างหมอนเพื่อปิดนาฬิกาปลุกที่ดังแข่งกับแสงแดดยามสายที่ลอดผ่านผ้าม่านเนื้อดีเข้ามา
"ไม่อยากตื่นเลย" คาราเมลบ่นอุบกับตัวเอง พลางยื่นขาเรียวยาวที่คลุมด้วยผ้าไหมเนื้อดีถีบหมอนข้างลงจากเตียงด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อแสงแดดเริ่มแยงตา เธอขยับกายไปกอดหมอนอีกใบ สูดดมกลิ่นหอมของน้ำหอมกลิ่นฟลอรัลราคาแพงที่ฉีดพรมไว้เมื่อคืนก่อนจะหัวเราะคิกคัก
ในโลกของคาราเมลความกังวลเป็นเพียงคำศัพท์ที่อยู่ในพจนานุกรม ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องเผชิญหน้ากับมันจริงจัง
เธอใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเลือกว่าจะใส่ชุดไหนไปทานอาหารเช้าที่เกือบเที่ยงกับเพื่อนที่คาเฟ่ และอีกสองชั่วโมงข้างหน้าสำหรับการช็อปปิ้งของแบรนด์เนมที่ไม่จำเป็น ออกจะเกลื่อนห้องนอนสุดหรูจนแทบไม่มีที่วาง แต่นั้นไม่ได้เป็นปัญหาอะไรสำหรับเธอ ถ้ามันแน่นก็แค่ขยายให้กว้างขึ้น หรือไม่ก็ซื้อคอนโดเพิ่มสักห้องเพื่อเป็นที่เก็บของโดยเฉพาะก็ยังทำได้ แต่จะไม่มีทางที่เธอจะหยุดช็อปปิ้งด้วยเหตุผลเหล่านั้นโดยเด็ดขาด เพราะนี่มันคือความสุขที่สุดสำหรับเธอ
คาราเมลใช้ช่วงบ่ายในการแพลนปาร์ตี้คืนนี้กับแก๊งเพื่อนซี้ทางโทรศัพท์ โดยไม่เคยคิดถึงตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือภาระค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่จะต้องสนใจ สิ่งเดียวที่คาราเมลต้องทำคือใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด โดยมีคุณพ่อนักธุรกิจพันล้านเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังเสมอ
"แกว่าสองใบนี้ใบไหนสวยกว่า" กระเป๋าแบรนด์หรูถูกนำมาวางตรงหน้าลูกค้าวีวีไอพีของห้างแห่งหนึ่ง คาราเมลไล่สายตามองทั้งสองใบอย่างคิดหนัก สมองของเธอวัน ๆ มีแค่การคิดเรื่องไร้สาระที่ทำให้เกิดรอยหยักทั้งนั้น วันนี้ช็อปปิ้งที่ไหน ปาร์ตี้ธีมอะไรดี หรือกินอะไรที่มันจะเหมาะกับคุณหนูณิชารีย์ วรเศรษฐสกุลแบบเธอ
"ระดับแกจะเลือกไปทำไม อยากได้ก็สอยมาทั้งสองใบเลยสิจ้ะ" เสียงจีบปากจีบคอของเพื่อนช็อปปิ้งตอบกลับทันที แน่นอนว่าคนอย่างเธอก็ไม่เคยทำให้แรงยุผิดหวัง หญิงสาวพยักหน้าแก่พนักงานที่ยืนให้บริการลูกค้าคนสำคัญโดยเฉพาะ พร้อมทั้งยื่นบัตรเครดิตใบสีดำไม่จำกัดวงเงินของคนเป็นพ่อส่งให้ในทันที
"แกก็เลือกด้วยสิ ฉันจ่ายให้" ไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่ให้เพื่อนสนิทอีกคนที่มาด้วย กับการตอบแทนการมาเป็นเพื่อนด้วยกระเป๋าใบละไม่กี่แสน มันไม่ทำให้ขนหน้าแข้งลูกคุณหนูร่วงได้
"จะดีเหรอแก" ถึงจะตอบอย่างนั้นแต่ลึก ๆ อีกคนก็ตาลุกวาวทันทีที่ได้ยิน แค่นี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว
"เอาไปเถอะหนา ฉันรู้ว่าแกคงไม่มีปัญญาซื้อเองหรอก" คุณหนูคาราเมลว่าอย่างไม่ได้คิดอะไร แต่เธอกลับไม่เคยรู้เลยว่าการพูดตรงไปตรงมานั้นเรียกความเกลียดชังจากคนข้าง ๆ ที่แสร้งปั้นหน้ายิ้มให้ขนาดไหน
หลังจากใช้เวลาทั้งวันไปกับการช็อปปิ้งและนัดหมายเพื่อนสนิท คาราเมลก็กลับมาถึงคฤหาสน์หรูด้วยความอ่อนล้าปนอารมณ์ดี เธอก้าวลงจากรถคันหรูที่มีคนขับเปิดประตูให้ ดวงตากลมโตเหลือบไปเห็นรถคันสีดำสนิทที่ไม่คุ้นตาจอดเทียบอยู่หน้าประตูรั้วใหญ่ และมีเงาร่างสูงโปร่งของชายคนหนึ่งกำลังก้าวลงจากรถคันนั้น ท่าทางองอาจและสุขุมอย่างน่าประหลาดใจ และยอมรับว่าเบ้าหน้าหล่อราวกับหุ่นปั้นทำเธอต้องหยุดมอง แต่เพียงชั่ววินาทีเดียวเงาสูงนั้นก็เดินลับหายเข้าไปในตัวบ้าน ผ่านหน้าเธออย่างรวดเร็ว
"แขกของพ่อแน่เลย" เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ และเดินต่อไปอีกทางอย่างไม่คิดใส่ใจ เพราะคฤหาสน์ของเธอมีคนเข้าออกไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าธุรกิจของพ่อ หรือแขกเหรื่อคนสำคัญที่ท่านเชิญมา
ก็อก ๆ
เสียงเคาะประตูห้องทำให้คนนอนไกว่เท้าเล่นหันไปมอง
"ใครคะ" ก่อนจะตะโกนลอดออกมาให้คนยืนหน้าห้องตอบกลับไป
"นมเองค่ะ" เสียงคนมีอายุดังขึ้น หญิงสาวจึงรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู และเห็นเป็นหญิงวัยชราอายุราว ๆ หกสิบกว่ายืนฉีกยิ้มให้เธอ
นวลหรือนมที่เธอมักเรียกติดปากจนชิน เป็นแม่บ้านเก่าแก่ของตระกูล ผู้ที่พ่อของเธอไว้ใจช่วยดูแลลูกสาวคนเดียวหลังจากที่แม่ของเธอหรือน้ำผึ้งเสียชีวิตเมื่อตอนเธออายุเพียงแค่ 5 เดือนเท่านั้น คาราเมลกลายเป็นลูกสาวคนเดียวที่เป็นแก้วตาดวงใจของวิศรุตที่เขาทั้งตามใจ ประคบประหงม ประเคนทุกอย่างที่ต้องการ จนทำให้หญิงสาวกลายเป็นคนเอาแต่ใจจนถึงทุกวันนี้
"นมมีอะไรหรือเปล่าคะ?"
"คุณท่านเรียกคุณหนูไปพบที่ห้องค่ะ" คนชราเอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
"ตอนนี้เลยเหรอคะ เมลเห็นป๋ามีแขกไม่ใช่เหรอ"
"เขากลับไปแล้วค่ะ" มาแป๊ปเดียวขนาดนั้น...จะมาทำไมกัน
คาราเมลไม่ได้ตั้งคำถามอะไรต่อ เธอตรงไปยังห้องทำงานคนเป็นพ่อที่รออยู่ก่อนแล้ว ร่างบางรีบเปิดประตูเข้าไป มือเรียวรีบกอดเอวคนเป็นพ่อหลวม ๆ ถ้าสำหรับวิศรุตเธอคือแก้วตาดวงใจ สำหรับเธอเขาก็เป็นโลกทั้งใบที่เธอมีเพียงแค่เขาเท่านั้น
"ช่วงนี้ป๋าไม่เห็นหน้าเห็นตาเลยนะ" วิศรุตกอดตอบลูกสาว มือสาก ๆ ของคนอายุหกสิบกว่าลูบหัวเบา ๆ และอ่อนโยน
"ก็ป๋ามัวแต่ทำงาน ไม่สนใจเมลเลย"
"ป๋าก็ทำเพื่อหนูทั้งนั้น"
"เมลรู้ค่ะ เมลไม่โกรธป๋าหรอก ว่าแต่ป๋าเรียกเมลมาทำไมเหรอคะ"
"ป๋าก็แค่คิดถึงลูกสาว ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กอดอีกเมื่อไหร่"
"ป๋าหมายความว่ายังไง จะไปทำงานต่างประเทศอีกเหรอคะ"
"เปล่าหรอก ป๋าแค่พูดไปอย่างนั้นแหละ ป๋ามีของให้หนูด้วยนะ" ลิ้นชักห้องทำงานค่อย ๆ ถูกเลื่อนออกมา ก่อนจะเห็นกล่องสีแดงกำมะยี่ที่คนเป็นพ่อหยิบติดมือ
"เปิดดูสิ" คาราเมลรีบรับมาเปิดอย่างตื่นเต้น
"สร้อยคอเหรอคะ" ใบหน้าเธอเปื้อนรอยยิ้ม แม้ตัวเธอเองจะมีสร้อยคอเครื่องประดับนับไม่ถ้วน แต่มันก็ไม่ได้พิเศษเท่าสิ่งที่คนเป็นพ่อมอบให้
"ป๋าว่าสร้อยเส้นนี้เหมาะกับลูกที่สุดเลย" วิศรุตค่อย ๆ ยกสร้อยเงินขึ้น
"ใบโคลเวอร์สี่แฉก ไม่ได้มีความหมายแค่โชคดีอย่างที่ใคร ๆ ว่ากัน แต่มันมีความหมายของมันอยู่อีก นั้นคือความหวังที่ทำให้ลูกได้ไปต่อในทุกเรื่อง ความเชื่อมั่นในตัวเองที่ทำให้ลูกกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ความรักที่เป็นแสงนำทางให้ลูกเจอแต่สิ่งดี ๆ และสุดท้ายคือความโชคดีที่จะตามมาเมื่อลูกมีสามสิ่งแรกครบถ้วน" คาราเมลยืนฟังคนเป็นพ่อน้ำตารื่น มือเรียวหยิบสร้อยคอเงินแท้และจี้รูปใบโคลเวอร์ที่ฝังเพชรขาวราคาแพงมาถือไว้แนบอกของเธอ
"ป๋าสวมให้หนูได้ไหม"
"ขี้อ้อนเหมือนเดิมเลยเด็กคนนี้" วิศรุตรับสร้อยจากมือลูกสาวที่รีบหันหลังให้ ก่อนจะสวมลงบนคอระหงที่เหมาะกับสร้อยคอเส้นนี้อย่างไม่น่าเชื่อ
"มันคือคำอวยพรที่ป๋ามีให้ลูกตลอดชีวิต จำไว้นะเมล...หนูคือใบโคลเวอร์ที่สมบูรณ์ที่สุดของป๋า ป๋ารักหนูนะ"
"หนูก็รักป๋าค่ะ" สองพ่อลูกกอดกันกลม เป็นอีกวันที่ครอบครัวแม้จะมีกันแค่สองคนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น
"หนูคือโคลเวอร์ที่สมบูรณ์ที่สุดของป๋า แต่ตอนนี้ขอไปเป็นแค่ลูกสาวธรรมดา ๆ ก่อนนะคะ" เธอกล่าวพร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไปเนื่องจากการนัดปาร์ตี้อีกเช่นเคย ทิ้งให้วิศรุตยืนยิ้มให้กับความซนของลูกสาวที่เขารู้ดีว่า...ยังไม่พร้อมจะเติบโตในตอนนี้