ควันธูปและกลิ่นดอกไม้ในงานศพยังคงอบอวลติดอยู่ทั่วบริเวณบ้าน แต่ในห้องทำงานของพ่อที่เคยเป็นที่ทำงานอันแสนศักดิ์สิทธิ์ของชายผู้ทรงอำนาจ กลับมีบรรยากาศที่เงียบสงัดและความรู้สึกหนักอึ้งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คาราเมลในชุดสีดำยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานตัวเดิมของคนที่คิดถึงจับใจ สายตาเหม่อลอยจับจ้องไปยังภาพถ่ายพ่อกับเธอในวันปริญญา รอยยิ้มความภูมิใจของคนพ่อฉายอยู่ในนั้น ราวกับพยายามจะหวนคืนช่วงเวลาที่เคยมีความสุขให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
เธอนั่งอยู่ที่นี่มานานหลายชั่วโมงหลังจากเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจศพที่เรียกน้ำตาจนแทบขาดใจ
โดยมีนายทนายศักดิ์ชัยทนายความประจำตระกูลวางซองเอกสารสีน้ำตาลไว้ตรงหน้าเธอ บนโต๊ะยังมีญาติผู้ใหญ่เพียงไม่กี่คนที่มาร่วมเป็นพยานในวันสำคัญนี้ คาราเมลไม่ได้รับรู้อะไรเลย ความเสียใจยังคงกัดกินหัวใจจนไม่อาจคิดเรื่องอื่นได้ เธอเหมือนกับร่างไร้วิญญาณที่ถูกควบคุมให้มานั่งอยู่ที่นี่
"คุณหนูครับ คุณคาราเมลครับ" ทนายเอ่ยเรียกชื่อเธอเบาๆ
"ผมขออนุญาตอ่านพินัยกรรมตามที่คุณท่านสั่งไว้นะครับ" คาราเมลพยักหน้ารับอย่างเลื่อนลอย จนทนายเริ่มอ่านเนื้อหาของพินัยกรรมด้วยเสียงทุ้มนุ่ม เนื้อหาในตอนต้นไม่ได้แตกต่างจากที่เธอคาดไว้ ทรัพย์สินทั้งหมดถูกยกให้กับเธอ ซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวที่เขารักและเลี้ยงดูมาอย่างดี
ทว่า...
ในบรรทัดสุดท้ายก่อนที่เนื้อความจะจบลง ทนายกลับเว้นช่วงหายใจไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองทุกคนในห้องด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
"แต่มีหมายเหตุพิเศษเพิ่มเติมครับ" ทันใดนั้นเองประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทก็ถูกผลักเปิดออกช้า ๆ และมีชายร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาในห้องท่ามกลางสายตาของทุกคน
เขาคือเลออนในชุดสูทสีดำสนิทเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างทนาย ดวงตาคมกริบกวาดมองทุกคนในห้องอย่างไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ก่อนจะจ้องมองมาที่คาราเมลเพียงคนเดียว
หญิงสาวชะงักไปทันที หัวใจที่เคยเต้นช้า ๆ กลับกระตุกขึ้นมาอย่างแรง เธอไม่เข้าใจว่าชายคนนี้คือใคร และทำไมถึงได้ปรากฏตัวขึ้นในเวลาแบบนี้อีกครั้ง ทำไมเขาถึงได้มีบทบาทกับชีวิตเธอขนาดนี้ ความสงสัยที่ถูกเก็บไว้ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาพลันปะทุขึ้นมาในใจ
"หมายเหตุนี้คืออะไร และผู้ชายคนนี้...เขาคือใครคะ?" คาราเมลถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะที่ทนายยังคงอึกอักไม่กล้าตอบ เขาหันไปมองหน้าเลออนด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ชายคนนั้นจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดังก้องไปทั่วทั้งห้อง
"คนที่จะเข้ามาดูแลชีวิตและทรัพย์สินของเธอ"
คำพูดของเลออนทำให้ทุกคนในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ญาติผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในห้องต่างก็หดตัวลงอย่างหวาดกลัว เลออนหันไปมองทนายพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
"อ่านต่อ" ทนายศักดิ์ชัยสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนจะรีบอ่านพินัยกรรมต่อทันที
"ตามหมายเหตุนี้...คุณท่านได้แต่งตั้งให้คุณเลออนเป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมด และจะมีผลในทันทีครับ โดยมีเงื่อนไขว่า...ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกบริหารโดยคุณเลออน จนกว่าคุณคาราเมลจะอายุครบ 25 ปี หรือจนกว่าคุณเลออนจะเห็นว่าคุณหนูมีความพร้อมที่จะดูแลกิจการได้ด้วยตัวเอง หากคุณหนูไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้...ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกบริจาคให้แก่มูลนิธิการกุศล"
คำพูดของทนายทำให้เลือดในกายของคาราเมลเหมือนสูบฉีดขึ้นทันที ร่างกายของเธอเย็นเฉียบ แต่ในใจกลับร้อนรุ่มไปด้วยความโกรธและไม่พอใจที่ชายปริศนาทำดีกับครอบครัวทั้งหมดก็เพราะต้องการสมบัติของเธอไปครอบครอง
"ไม่จริง หมายความว่ายังไงคะ!?" คาราเมลลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ตวาดเสียงดังไปทั่วห้อง
"เมลไม่เข้าใจ เขาเป็นใครกัน ทำไมถึงได้มีสิทธิ์เหนือสมบัติของพ่อเมล!" เธอหันไปเผชิญหน้ากับเลออนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ขณะที่เขายังคงยืนนิ่ง ๆ ไม่ไหวติง เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ไม่สะทกสะท้านต่ออารมณ์ของเธอเลย
"ฉันไม่ยอม คุณคิดว่าที่ผ่านมาคุณทำตัวเหมือนคนดีแล้วฉันจะยอมให้คุณเข้ามาฮุบสมบัติของพ่อไปได้เหรอ!?" คาราเมลพูดพร้อมชี้หน้าเขาอย่างเหลืออด ในขณะที่เลออนยังคงนิ่งเฉย เพียงแต่ก้าวเท้าเข้ามาหาเธออีกหนึ่งก้าว ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองเธอด้วยความว่างเปล่า ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและหนักแน่นจนน่าขนลุก
"แล้วเธอรู้ไหม...ว่าพ่อของเธอตายเพราะอะไร?" คำถามนั้นทำให้คาราเมลชะงักทันที เธออ้าปากค้างและพยายามจะตอบ แต่ก็ไม่มีคำใดหลุดออกมาจากปากได้เลย เพราะเธอไม่รู้จริง ๆ เธอไม่ได้ใส่ใจชีวิตของพ่อมากพอที่จะรู้ว่าพ่อมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง การกระทำและการใช้ชีวิตของเธอในช่วงที่ผ่านมาถูกสะท้อนกลับมาด้วยคำถามนั้นอย่างเจ็บปวด
"..."
"แค่นี้เธอยังตอบไม่ได้" เลออนพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
"เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของเธอต้องต่อสู้กับอะไรในชีวิต แล้วเธอจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะดูแลสิ่งที่พ่อสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงได้? เพราะเธอไม่เคยคิดที่จะสนใจมันเลย" คำพูดที่เฉียบขาดของเลออนเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของคาราเมล มันคือความจริงที่เธอปฏิเสธไม่ได้เลยสักนิด ร่างกายของเธอชาวาบและสะอึกไปในทันที ความโกรธเกลียดที่เคยมีหายไปในพริบตา เหลือไว้เพียงความอับอายและเจ็บปวดที่มาจากความจริงที่ว่า...เธอไม่เคยเป็นลูกสาวที่ดีพอสำหรับพ่อของเธอเลย
คำพูดของเลออนยังคงก้องอยู่ในหูของคาราเมล ดังย้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นจนมันบาดลึกเข้าไปในใจของเธอ
เลออนไม่ได้ให้เวลาเธอได้โศกเศร้าหรือคิดทบทวนนานนัก เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเธอก่อนจะวางสมุดปกสีน้ำตาลเข้มลงบนโต๊ะข้างพินัยกรรม
"จากนี้ไปชีวิตของเธอจะถูกดูแลโดยฉันทั้งหมด" น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและไร้ความประนีประนอม
คาราเมลเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง
"คุณไม่มีสิทธิ์ ฉันจะไปฟ้องศาล! คุณไม่สามารถทำแบบนี้กับฉันได้!" ความบกพร่องของเธอไม่ได้แปลว่าเขาจะมีสิทธิ์มีอำนาจ อย่างไรชีวิตก็ยังเป็นของเธอ เรื่องอะไรเธอจะไปยอม
เลออนเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน ก่อนจะก้าวไปหยิบบางอย่างที่วางอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง เป็นเอกสารฉบับหนึ่งที่คาราเมลไม่คุ้นตา และส่งมันให้ทนายศักดิ์ชัยที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
"ทนายศักดิ์ชัย...ช่วยบอกเธอหน่อยว่าการทำแบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร" ทนายศักดิ์ชัยรับเอกสารจากมือของเขาแล้วรีบเปิดอ่าน
"คือ...คุณท่านได้มอบหมายอำนาจทางกฎหมายทั้งหมดให้คุณเลออนดูแลตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้วครับ ยืนยันว่ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่ว่าจะเรื่องธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่การตัดสินใจในทรัพย์สินบางส่วน ซึ่งมีผลบังคับใช้ในทันทีหากคุณท่านเป็นอะไรไป" คำอธิบายของทนายทำให้คาราเมลอ้าปากค้างอีกครั้ง พ่อของเธอไว้ใจผู้ชายคนนี้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
"คุณเป็นใครกันแน่!?" เลออนเดินเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
"ฉันคือคนที่พ่อเธอไว้วางใจที่สุด และฉันก็คือผู้ปกครองที่จะเข้ามาดูแลชีวิตของเธอต่อจากนี้"