CHAPTER 1 นางแบบแถวหน้า

1801 Words
ค่ำคืนมหานครกรุงเทพฯ สว่างไสวราวกับดวงดาวทั้งฟ้าหล่นลงมาอยู่ในงานเดียว “Divina Haute Couture Fashion Night” งานแฟชั่นโชว์ระดับท็อปของปีที่รวบรวมเหล่าดีไซเนอร์ชื่อก้องไฮโซเซเลบริตี้นักธุรกิจ และดาราชื่อดังไว้คับคั่ง ฮอลล์หลักของโรงแรมหรูใจกลางเมืองแน่นขนัดไปด้วยผู้คนระดับแถวหน้า ไม่ว่าจะหันไปทางใดก็ล้วนเจอแต่ใบหน้าคุ้นเคยจากปกนิตยสาร แต่ค่ำคืนนี้สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังคนเพียงคนเดียว พรพระพาย ลูกสาวคนเดียวของ พัทธ์ธร วรานนทวัฒน์ นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรมูลค่าหลายหมื่นล้าน และเธอหญิงสาวผู้ไม่เคยใช้เพียงแค่ชื่อเสียงของพ่อในการยืนหยัดบนโลกนี้ พรพระพาย วรานนทวัฒน์ วัย 22 ปี เพิ่งจบมาหมาดๆ เธอเริ่มทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 16 ปี หญิงสาวมีใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวนวลเนียนราวหยก ดวงตากลมโตดูหวานปนเศร้า ริมฝีปากแดงระเรื่อได้รูป มักมีหนุ่มๆ ทั้งในและนอกวงการตามจีบเสมอ แม้จะเป็นทายาทพันล้าน แต่พรพระพายเลือกจะฝ่าทางของตัวเอง และคืนนี้เธอจะเดินในฐานะนางแบบฟินาเล่ ของแบรนด์ระดับโลก “Valentine's ROSÉ” เสียงเพลงเริ่มเปลี่ยนจังหวะช้าลง เย้ายวนราวกับเวทมนตร์สะกดม่านแสงค่อยๆ เบี่ยงไปยังจุดศูนย์กลางของรันเวย์ร่างสูงระหงในชุดเดรสสีขาวมุกปักคริสตัลนับพันเม็ด ปรากฏท่ามกลางแสงไฟ เธอคือความสง่างาม เธอคือจุดศูนย์กลางแห่งจักรวาล ผิวเนียนราวกับกระเบื้องเคลือบ ดวงตาคู่งามที่เปล่งประกายเยือกเย็น บ่งบอกถึงความมั่นใจเกินวัย ริมฝีปากสีแดงไวน์ที่แย้มเพียงน้อย แต่กลับสะกดทุกลมหายใจของห้องทั้งห้อง ทุกก้าวย่างของเธอบนรันเวย์นั้นไม่ได้เดินอยู่บนผืนพรม แต่เหมือนกำลังก้าวเดินบนความภาคภูมิในตัวเอง พรพระพายไม่ได้เพียงแค่สวย แต่เธอคือพายุแห่งเสน่ห์ทั้งสวยทั้งฉลาด และทรงพลัง ในช่วงท้ายของโชว์ ดีไซเนอร์ดังเดินเคียงข้างเธอออกมารับปรบมือ แต่เสียงปรบมือดังกึกก้องไม่ได้มอบให้แบรนด์เพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกส่งให้เธอผู้เป็นดั่งภาพจำของค่ำคืนนี้อย่างไม่มีใครเทียบ ค่ำคืนนี้ไม่มีใครไม่พูดถึงพรพระพาย ลูกสาวของนักธุรกิจแถวหน้านางแบบฟินาเล่ หญิงสาวผู้เป็นดังสัญลักษณ์ของคำว่าเพอร์เฟกต์ “ไม่รู้ยัยเด็กนั่นมีอะไรดีคนถึงได้พากันหลงนักหนา” วีนัสจ้องมองสาวรุ่นน้องที่ได้เป็นดาวเด่นของานนี้ “นี่แหละที่ว่าเกิดมาบนกองเงินกองทองอะไรเป็นใจไปหมด” เฌอเอมอิจฉาวาสนาของพรพระพายไม่น้อย “อย่าให้รู้ว่าใช้เต้าไต่ขึ้นมาจะเหยียบซ้ำเลย” สองสาวพูดคุยกันสนุกสนานเพราะอิจฉาในความสามารถของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นขาขึ้นไป “พวกเธอนี่นะหุบปากไว้กินข้าวเถอะย้ะ แก่กะโหลกกะลา” ลิลลี่สาวสองผู้จัดการส่วนตัวของพรพระพายได้ยินเข้า จึงอดไม่ไหวที่จะจัดการพวกชอบเม้าท์คนอื่น “ว้าย อีกะเทยตกใจหมดใครแก่ห๊ะ” “พวกฉันเพิ่งจะ 30 เอง” “เห็นชอบจับกลุ่มคุยกันเหมือนป้าข้างบ้าน” “นี่แก...” วีนัสอยากจะกรีดร้องใส่หน้า หลังจบโชว์สุดตระการตาพรพระพายเดินกลับมาหลังเวทีพร้อมเสียงปรบมือและสายตาชื่นชมจากทุกทิศทาง ผู้จัดการส่วนตัวรีบเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มและขวดน้ำแร่ในมือ “เหนื่อยไหม” หญิงสาวรับขวดน้ำมาถือไว้ แต่เพียงยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เลยค่ะแค่นิดเดียวเองสบายมาก” พรพระพายกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะหันหลังเดินไปทางห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ปล่อยให้ผู้จัดการยืนหัวเราะเบาๆ ตามหลัง ขณะรอหญิงสาวเปลี่ยนชุดอยู่ด้านนอก ผู้จัดการเปิดมือถือขึ้นมาไถฟีดข่าวตามปกติ แต่ทันทีที่พาดหัวข่าวสีแดงแจ่มวาบขึ้นบนหน้าจอ หัวใจของเขาก็เต้นสะดุด “พัทธรา กรุป ส่อแววล้ม! นักธุรกิจยักษ์ใหญ่อาจเผชิญภาวะล้มละลายหลังขาดทุนต่อเนื่อง 4 ไตรมาส” สายตาของลิลลี่เบิกกว้าง มือสั่นเล็กน้อยขณะเลื่อนอ่านรายละเอียด เป็นชื่อบริษัทของครอบครัวพรพระพายจริงๆ ข่าวระบุชัดถึงการสูญเสียดีลลงทุนระดับพันล้าน และการถอนตัวของพาร์ตเนอร์หลักจากต่างประเทศ เสียงเปิดประตูห้องเปลี่ยนชุดดังขึ้นข้างหลัง พรพระพายในชุดเดรสเรียบง่ายสีขาวเดินออกมา ผมยาวสยายดูผ่อนคลายหลังงานใหญ่ “มีอะไรเหรอคะ? ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ผู้จัดการเก็บสีหน้าแทบไม่ทันรีบดับหน้าจอมือถือทันที แต่สายตาของพรพระพายก็ไวพอจะเห็นหัวข่าวคร่าวๆ “เมื่อกี้ข่าวอะไรคะได้ยินเหมือนข่าวของปะป๊าเลย” เธอถามนิ่งๆ เสียงเรียบแต่เยือกเย็น “ไม่มีอะไรหรอกแต่งตัวเสร็จแล้วเรากลับกันดีกว่า” เธอพรพระพายสังเกตเห็นว่าผู้คนรอบข้างมองมาที่เธอและซุบซิบกัน และในวินาทีนั้นหัวใจของหญิงสาวก็เริ่มรู้สึกหนักขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ “จะกลับแล้วเหรอยัยคุณหนูตกอับ” วีนัสได้ยินข่าวเลยรีบมาซ้ำเติม ไม่คิดว่าจะมาถึงวันนี้ “หุบปากของหล่อนซะ” ลิลลี่ไม่อยากให้พรพระพายเครียดจึงยังไม่ยอมบอกเรื่องข่าว “ตกอับอะไรคะ” “แหม๋~ รับไม่ได้นะสิที่กำลังจะไม่เหลืออะไรต่อไปอาจจะต้องใช้อย่างอื่นทำงานแลกเงินแล้ว” เฌอเอมหัวเราะบนความทุกข์ของคนอื่น เพราะหวังแค่จะขึ้นมาเป็นที่หนึ่งแทน “พวกเธอเงียบเลยนะไม่อย่างนั้นฉันจะเอาขนมอุดปากแทน” ลิลลี่โมโหสองสาว “อีกะเทยเสียใจละสิที่กำลังจะไม่มีงาน” “เจ้ลิลลี่เกิดอะไรขึ้น” เธอถามด้วยความสงสัย พรพระพายยืนนิ่งอยู่หน้าจอมือถือ สีหน้าของเธอแปรเปลี่ยนในพริบตาพาดหัวข่าวตัวหนา “พัทธรา กรุป กำลังเผชิญวิกฤติ” ซ้ำไปซ้ำมาในหัว เธอกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีดไม่รอให้ใครพูดหรือทักต่อ หญิงสาวคว้ากระเป๋ารีบเดินฝ่าเหล่าผู้จัดการทีมงาน และนางแบบคนอื่นออกจากแบ็กสเตจทันที แต่ก่อนจะพ้นประตูเสียงเยาะเย้ยเบาๆ จากอีกมุมหนึ่งก็ดังขึ้นพอให้ได้ยิน “อ้าว พายจะรีบไปไหนน่ะหรือรีบกลับไปเก็บของก่อนโดนยึดบ้าน?” เสียงหวานติดเหน็บจากเฌอเอมดังขึ้นไม่หยุดตามด้วยหัวเราะหยัน “โอ๊ย นางแบบลูกเศรษฐีเค้าก็มีวันนี้เหมือนกันสินะ” วีนัสเสริมคำ “ดูไว้นะวีนัสคนสวยไม่ได้รอดทุกคนหรอก ถ้าฐานะพัง วันหนึ่งอาจต้องลดตัวไปเป็นของประมูลก็ได้นะ ฮ่าๆๆ!” เสียงหัวเราะแหลมๆ ดังตามหลังมาเป็นระลอก แต่พรพระพายไม่หันกลับไปมองแม้แต่นิด เธอเดินตรงออกไปท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาและสายตาหลายคู่ที่เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม คนเคยชื่นชมวันนี้อาจเป็นคนที่เหยียบซ้ำ ที่รีบออกมาไม่ใช่เพราะความอาย แต่เพราะคำว่าพ่อกำลังตกอยู่ในจุดที่เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เจอมาก่อน . เสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวข้างกายดังก้องในห้องวีวีไอพีสุดหรูในผับใจกลางเมือง เธอแทบจะซุกตัวแนบกับอกเขา มือบางลูบไล้ไปตามแผ่นอกเปลือยเปล่า ขณะที่ไทเกอร์ นั่งเอนหลังบนโซฟากว้าง ดวงตานิ่งเฉยแม้ใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มบาง มืออีกข้างของเขายังล้วงเข้าไปในชุดเดรสรัดรูปของหญิงสาว ปลายนิ้วไล้เบาๆ ราวกับจะฆ่าเวลาด้วยความเบื่อหน่าย “เหอะ สภาพเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศเหลือแค่เงา” เสียงของคิงตัน เพื่อนสนิทอีกคนดังขึ้นพลางวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะกระจก “ลูกค้าต่างชาติรายใหญ่ถอนตัว แล้วไปเซ็นสัญญากับบริษัทใหม่ในเครือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เอเดน อ่านเนื้อข่าวต่อด้วยน้ำเสียงประชด ไทเกอร์ไม่พูดอะไรเขาเพียงยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบเบาๆ ดวงตาคมดูล่องลอยไปยังวิวกลางคืนของกรุงเทพฯ ผ่านกระจกใส “บริษัทใหม่ที่ว่าใช่ของมึงใช่ไหมวะไทเกอร์” คิงตันเหล่มองอย่างรู้ทัน ชายหนุ่มยิ้มนิดเดียวเป็นรอยยิ้มบางเฉียบ เยือกเย็นแต่เฉียบขาด ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูหญิงสาวที่ยังแนบชิดอยู่บนตัก “อย่าเพิ่งหยุดสิ ที่รักคืนนี้ยังอีกยาว” มือหนายังลูบไล้เรื่อยๆ ขณะที่ดวงตาของเขาแฝงไว้ด้วยความเย็นชาไร้ความรู้สึก เพราะการที่พัทธรากรุปกำลังจะล่มสลายไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจ “เฮ้ยมึงหยุดล้วงก่อน” “ใช่แล้วจะทำไมวะ” เขาตอบแบบไม่รู้สึกผิด “ถ้าป๊ามึงรู้คอขาดแน่ นั่นเพื่อนพ่อเลยนะโว๊ย” เอเดนอึ้งไม่คิดว่าเพื่อนจะทำแบบนี้ “บริษัทกูไม่ใช่ของพ่อกู เพื่อนพ่อกูไม่ใช่เพื่อนกู” เขาก่อตั้งบริษัทใหม่หวังทำงานแข่งกับผู้เป็นพ่อ คนที่เขาต้องล้มให้ได้คือพัทธรากรุป และเขาก็ทำมันได้สำเร็จ “สาธุ ขอให้ป๊ามึงเข้าไปช่วยและขอให้แม่อัญญาจับลูกสาวของอีกฝ่ายมาแต่งงานเพื่อใช้หนี้ด้วยเถอะ” คิงตันยกมือไหว้ท่วมหัว “กูไม่เอาแม่นางแบบเด็กนั่นหรอก ไม่ชอบเด็กโว้ยย” ใช่ว่าเขาไม่เคยเจอ เขาเจอเธอออกจะบ่อยตามป้ายโฆษณา และในงานอีเว้นท์ต่างๆ แต่เขาไม่ชอบความหยิ่งยโสนั้น ผู้หญิงครึ่งค่อนประเทศอยากครอบครองเขา แต่อีกฝ่ายทำเป็นเมินและปฏิเสธการนัดออกเดตกับเขา ไทเกอร์จึงอคติกับอีกฝ่ายเรื่อยมา “เสียหน้าที่นัดเดตแล้วเขาปฏิเสธ?” “ตอนนั้นน้องเพิ่งจะ 18 เอง มึงจะพรากผู้เยาว์เอา” เอเดนรู้เรื่องนี้มาจากลูกน้องของไทเกอร์ “คุกสำหรับกูก็แค่คุกกี้เสี่ยงทาย” ไทเกอร์หัวเราะชอบใจ และก้มคลอเคลียสาวสวยต่อโดยไม่สนสายตาของเพื่อนสักนิด “อุ้ยคุณไทเกอร์ขา~” “เราไปห้องเชือดกันดีกว่าคืนนี้ผมจะทำให้คุณคลานลงจากเตียงเลย” สองหนุ่มสาวพากันเดินออกจากห้องไป จุดหมายปลายทางคือห้องลับในผับหรู ที่มีไว้สำหรับลูกค้าที่กระเป๋าหนัก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD