ยามเช้าของเมืองหลวงในวันนี้มีเรื่องใหญ่ให้ได้ซุบซิบกันทั่วหน้า เนื่องจากมีสาวใช้จากจวนขุนนางนางหนึ่งที่มาจ่ายตลาดพูดเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงฉลองของนายท่านผู้เฒ่าสกุลจินอดีตเสนาบดีขวาของฮ่องเต้รัชกาลก่อน
เมื่อคืนที่ผ่านมานั้นทางผู้เฒ่าจินได้เชิญคนสนิทและคนรู้จักมาร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดอายุครบเจ็บสิบปีของตน แต่ละคนล้วนแต่เป็นคนจากตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจ
ยกเว้นเพียง 'จางจงซิน' หัวหน้าฝ่ายตรวจการหนุ่มที่พึ่งได้รับตำแหน่งได้ไม่นาน
อีกฝ่ายไม่ได้เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เติบโตมาจากการเลี้ยงของเจ้าอาวาสวัดเสียงสือที่เหล่าราชวงศ์ให้ความเคารพศรัทธาแต่เพราะหัวดีสอบได้ตำแหน่งปั้งเหยียนเมื่อสามปีก่อนและขอเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายตรวจการ
หลังจากนั้นไม่นานก็ทำผลงานใหญ่จนเข้าพระเนตรฮ่องเต้ประกอบกับหัวหน้าฝ่ายตรวจการคนเก่าขอลาออกจากราชการกลับไปอยู่บ้านเกิดในบั้นปลายชีวิต ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้แต่งตั้งเลื่อนขั้นให้เป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจการแทนคนเดิม
บุรุษหนุ่มรูปงาม เก่งกาจ แถมยังเป็นคนที่ฮ่องเต้ให้ความสนใจอีกทั้งยังไร้สตรีข้างกาย ชายหนุ่มจึงตกเป็นเป้าหมายของใครๆหลายคนที่อยากเกี่ยวดอง ผู้เฒ่าจินที่เชิญอีกฝ่ายมาร่วมงานเองก็เช่นกัน
ดังนั้นจึงได้เอ่ยปากทาบทามผู้ตรวจการหนุ่มให้หลานสาวคนเล็กท่ามกลางคนมากมายในงานเลี้ยง แต่ผู้ใดจะคิดว่าจางจงซินกลับปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้าแถมยังขอตัวกลับทันทีทำให้จินยูวเหอและผู้เป็นหลานสาวอับอายยิ่งนัก
สร้างความไม่พอใจแก่คนตระกูลจินอย่างที่สุดแต่ก็ไม่สามารถลงมือสั่งสอนหรือทำอันใดอย่างเปิดเผยได้เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นคนของฮ่องเต้
วันต่อมา
ณ พระตำหนักที่ประทับของฮ่องเต้
บุรุษผู้ที่ตกอยู่วงสนทนาของชาวเมืองนั้นกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าโอรสสวรรค์อย่างสงบนิ่งไม่มีท่าทีตระหนกแม้จะถูกเรียกให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว
และเพราะเป็นอย่างนั้นคนที่กำลังหยั่งเชิงอีกฝ่ายอยู่จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยพระทัย
"หัวหน้าฝ่ายตรวจการจาง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเราเรียกเจ้ามาเพราะเหตุใด?"
"กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มตอบทั้งที่ไม่เงยหน้า
"เฮ้อ รู้หรือไม่ว่าเพราะเรื่องที่เจ้าทำเมื่อสองวันก่อนทำให้เจ้ากรมจินไม่พอใจเป็นอย่างมากจนเขาหาลู่ทางเล่นงานเจ้าได้ วันก่อนเขาส่งรายงานมาร้องเรียนเรื่องที่เจ้าลงมือสอบสวนนักโทษจนตายมาให้เราพิจารณาลงโทษความประพฤติและตำแหน่งของเจ้าใหม่"
"กระหม่อมเพียงทำไปตามหน้าที่เท่านั่นพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างเรื่องนักโทษคนนั้นหมอจากฝ่ายตรวจการก็เขียนรายงานระบุไปแล้วว่าสาเหตุการตายเป็นเพราะบาดแผลก่อนหน้าที่ติดเชื้อจนทำให้เสียชีวิตไม่ได้เป็นเพราะทนการสอบสวนของทางฝ่ายตรวจการไม่ไหว" ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงนาบเรียบไม่ได้มีท่าทีลนลานกับการที่อาจถูกปลดออกจากตำแหน่งแม้แต่น้อย
มันไม่ได้เกี่ยวกับกระบวนการสอบสวนเสียหน่อยจะกล่าวว่าเป็นความผิดของเขาได้อย่างไร
คนเป็นฮ่องเต้ที่ได้ยินคำตอบคนของตนก็อดที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้งไม่ได้
แต่ก็เพราะจางจงซินมีนิสัยเช่นนี้แหละพระองค์ถึงเลือกอีกฝ่ายมาอยู่ข้างกาย หากว่าชายหนุ่มรุ่นลูกตอบตกลงเข้าพวกกับสกุลจินพระองค์ก็ต้องพิจารณาสายตาตนเองใหม่แล้ว
จู่ๆโอรสสวรรค์ก็นึกเรื่องหนึ่งออกและน่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับเรื่องนี้จึงรีบตรัสขึ้นว่า
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เราจะมอบหมายงานหนึ่งให้เจ้าไปทำ"
ในที่สุดผู้ตรวจการหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองสบตาของนายเหนือหัวของตนเพื่อตั้งใจฟังรับสั่ง
"ฝ่าบาทโปรดบัญชามาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"
ผู้เป็นฮ่องเต้พยักหน้าก่อนจะเอ่ยต่อ "ข้าจะให้เจ้าไปสังเกตการณ์ที่เมืองอวี้เฉิงและการไปครั้งนี้จะต้องเป็นไปอย่างลับๆ" น้ำเสียงที่สั่งเต็มไปด้วยความจริงจัง
จางจงซินได้ยินชื่อเมืองก็ขมวดคิ้ว เมืองอวี้เฉิงอยู่ภายใต้การปกครองของหลี่อ๋องโอรสองค์ที่สามของฝ่าบาท เมื่อสวมกว้านครั้งที่สองอายุยี่สิบชันษาก็ถูกแต่งตั้งไปเป็นอ๋องครองเมืองดูแลควบคุมการขุดเหมืองแร่และอัญมณี
และนับตั้งแต่อีกฝ่ายได้ไปปกครองที่นั่นก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นจากเดิม การขุดเหมืองแร่ก็เป็นไปอย่างราบรื่นสร้างเม็ดเงินเข้าท้องพระคลังจำนวนมาก
แต่ฝ่าบาทกลับจะส่งเขาไปสังเกตการณ์ลับที่นั่น หรือจะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น?
และก็เป็นดังคาดเมื่อโอรสวรรค์พยักหน้าเมื่อเห็นแววตาที่มีความสงสัยของตน
"อย่างที่เจ้าคิด คนของข้าที่เมืองอวี้เฉิงขาดการติดต่อไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ข้าสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา" ถึงทั้งสองจะเป็นบุตรและบิดากันแต่สถานะของพระองค์คือฮ่องเต้ดังนั้นย่อมไม่อาจไว้วางใจผู้ใดได้เต็มร้อย
ไม่ว่าบุตรธิดาคนไหนต่างก็มีญาติจากฝั่งเดิมของมารดาไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นคิดอ่านประการใดอยู่บ้าง ประวัติศาสตร์มีให้เห็นเกลื่อนกลานที่จักรพรรดิถูกโค่นบัลลังก์เพราะคนพวกนี้ยุยงเหล่าเชื้อพระวงศ์ให้ก่อกบฏ
พระองค์จึงมีคนของตนอยู่ทุกที่เพื่อเป็นหน่วยส่งข่าวถึงความเป็นไปของแต่ละหัวเมืองที่มีเหล่าเชื้อพระวงศ์อาศัยอยู่
"เจ้าจงไปจับตาดูหลี่อ๋องและตามหาคนของข้าให้พบเมื่อพบแล้วก็รีบส่งข่าวมาโดยเร็ว" พระองค์จะได้วางใจว่าอีกฝ่ายยังปลอดภัยดี
ชายหนุ่มประสานมือก่อนจะเอ่ยรับบัญชาจากนายเหนือหัวของตน
"หัวหน้าฝ่ายตรวจการจางจงซินรับพระบัญชาฝ่าบาท"
หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็เอ่ยสั่งงานผู้ตรวจการหนุ่มอีกเล็กน้อยจนกระทั่งขันทีหน้าตำหนักเอ่ยรายงานขึ้น
"ฝ่าบาท รัชทายาทขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
"เชิญรัชทายาทเข้ามา" สุรเสียงทรงอำนาจเอ่ยอนุญาต ประตูหน้าตำหนักจึงได้เปิดออกพร้อมกับการก้าวเข้ามาของร่างสูงสง่าขององค์รัชทายาทของหนานโจว
"ถวายพระพรเสด็จพ่อ" บุรุษสูงศักดิ์ค้อมกายเคารพพระบิดาของตน
"ไม่ต้องมากพิธี"
เมื่อได้รับการอนุญาตร่างสูงก็ยืดตัวขึ้นพร้อมกับหันหน้ามองชายหนุ่มที่อยู่กับบิดาตนก่อนหน้า
"นึกว่าผู้ใดที่แท้ก็ผู้ตรวจการจางนี่เอง ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ" หนานเสวี่ยชิงเอ่ยทักทายอย่างมีไมตรี พระพักตร์หล่อเหลายิ้มให้ผู้ตรวจการหนุ่มเล็กน้อย
"ถวายบังคมรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ" จางจางซินประสานมือเคารพบุรุษสูงศักดิ์ ไม่ได้มีท่าทีต่อไมตรีที่อีกฝ่ายแสดงออก
ท่าทีเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องปกติที่ชายหนุ่มทำเป็นประจำเมื่อยามพบผู้มากอำนาจทั้งหลาย
หากเป็นคนอื่นถ้ามีผู้มีอำนาจอย่างรัชทายาทหยิบยื่นไมตรีให้คงคว้าเอาไว้หรือรีบประจบเอาใจอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับเขาแล้วต่างรู้ดีว่าภายใต้พระพักตร์ยิ้มแย้มเช่นนั้นซุกซ่อนความร้ายกาจเอาไว้มากมายเพียงใด
มิเช่นนั้นตำแหน่งรัชทายาทจะตกเป็นของอีกฝ่ายทั้งที่มีผิงอ๋องที่เป็นองค์ชายใหญ่ของราชวงศ์หรือ
"นี่กระหม่อมคงไม่ได้ขัดการสนทนาของเสด็จพ่อกับผู้ตรวจการจางหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ?" คนเป็นรัชทายาทเอ่ยอย่างน้ำเสียงปนเย้าแหย่เล็กน้อย
"เปล่าหรอก ข้าคุยธุระกับเขาเสร็จพอดี เจ้าไปเถิด" ประโยคแรกเอ่ยกับพระโอรสของตนส่วนประโยคหลังเอ่ยกับชายหนุ่มที่ยืนนิ่ง
"กระหม่อมถวายบังคมลาฝ่าบาท รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ" กล่าวจบชายหนุ่มก็รีบเดินถอยออกมาจากนั้นก็หันหลังออกไปจากตำหนักส่วนตัวของฮ่องเต้ทันที