ตอนที่ 2 ตามหาคน

1488 Words
เพียงวันเดียวอาชาสีขาวปลอดก็พาผู้ตรวจการหนุ่มมาถึงเมืองอวี้เฉิง หลังจากที่ออกจากวังเมื่อวานนี้เขาก็กลับไปที่จวนของตนสั่งงานบ่าวไพร่ไว้ในระหว่างที่ตนเองไม่อยู่แล้วเก็บของควบม้าคู่กายออกจากเมืองหลวงทันที ชายหนุ่มเข้าพักที่โรงเตี้ยมที่พบเป็นที่แรกและยังสวมหน้ากากปิดบังเสียครึ่งหน้าเพราะกลัวว่าจะมีคนจำใบหน้าตนเองได้ เช้าวันถัดมาหลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จชายหนุ่มก็ออกไปตามหาสายลับของฮ่องเต้ที่ขาดการติดต่อไปถึงหนึ่งเดือนและเพราะที่อยู่ของคนที่ตามหาอยู่ไม่ไกลมากร่างสูงจึงได้ตัดสินใจเดินไปแทนขี่ม้า เขาเดินผ่านร้านรวงต่างๆไม่นานก็มาถึงตลาดสดของเมืองอวี้เฉิงจากนั้นก็เดินเข้าไปถามพ่อค้าแถวนั้นเพื่อเริ่มปฏิบัติการตามหาคน "ท่านลุง" "ยินดีต้อนรับขอรับอยากได้เนื้อส่วนไหนบอกข้าได้ ร้านข้าล้วนมีแต่เนื้อคุณภาพ" พ่อค้าเนื้อร่างท้วมเอ่ยกับลูกค้าหนุ่มร่างสูงรูปงามอย่างเป็นกันเอง "ขออภัยข้าไม่ได้มาซื้อเนื้อแต่ข้ามาถามหาคนขอรับ ได้ข่าวว่าเขาอาศัยอยู่แถวนี้" แม้จะไม่ได้ลูกค้าแต่ชายขายเนื้อก็ไม่ได้มีท่าทีอารมณ์เสียแต่อย่างใดจึงได้ตอบชายหนุ่มว่า "อย่างนั้นหรือ งั้นคนที่เจ้าตามหามีนามว่าอะไร คนแถวนี้ข้าย่อมรู้จักหมด" "คนที่ข้าตามหาชื่อว่าหลิงเว่ยขอรับ ข้าเป็นญาติของเขา" พ่อค้าเนื้อร้องอ้อ "ที่แท้ญาติพ่อค้าซาลาเปาหลิงนี่เอง ข้าเองก็ไม่เห็นเขามาขายของเป็นเดือนแล้วนา นึกว่ากลับบ้านเดิมไปแล้วเสียอีก เคยได้ยินว่าหากขายของเก็บเงินได้ก็จะกลับบ้านเดิมแล้ว" เขารู้จักกับพ่อค้าซาลาเปาแซ่หลิงและสนิทสนมเพราะอีกฝ่ายซื้อเนื้อจากร้านไปทำไส้ซาลาเปาเป็นประจำแถมยังเป็นสหายดื่มสุราด้วยกันอีกด้วย ว่าแต่เหตุใดพ่อค้าหลิงถึงมีญาติท่าทางดูองอาจเช่นนี้เล่า แถมยังดูมีสง่าราศีอีกด้วย หรือว่าได้ดิบได้ดีจึงออกมาตามหาญาติที่ตกระกำลำบาก อืม ช่างเป็นญาติที่ดีจริงๆ พ่อค้าเนื้อมั่วถิงหลู่ได้แต่ชื่นชมบุรุษตรงหน้าในใจเงียบๆ ส่วนร่างสูงได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปพลางคิดในใจว่าเรื่องนี้จะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง การที่หลิงเว่ยบอกกับคนตรงหน้าว่าจะกลับบ้านเดิมเมื่อเก็บเงินได้ครบคงหมายถึงการที่ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นแล้วจึงจะถอนตัวออกจากเมืองนี้ หากเขาดันหายตัวไปก่อน คงต้องเกิดอะไรขึ้นกับเขาเป็นแน่ ในขณะที่กำลังคิดประโยคต่อมาของชายขายเนื้อก็ทำให้เขาได้เบาะแสเพิ่ม "แต่ดูเหมือนก่อนที่เขาจะหายไปจะมีบ่าวจากจวนหลี่อ๋องมาหาบอกว่าท่านอ๋องทรงเรียกพบ" ใบหน้าหล่อเหล่าชะงักค้างก่อนจะรีบถามต่อ "ท่านรู้หรือไม่ว่าหลี่อ๋องทรงเรียกพบด้วยเหตุใด?" มั่วถิงหลู่ส่ายหน้า "ข้าไม่ทราบ อาจจะเรียกไปตบรางวัลก็ได้ ซาลาเปาของเหล่าหลิงนั้นอร่อยมากอาจถูกปากหลี่อ๋อง แต่ไหนแต่ไรมาอ๋องผู้นั้นหากใครทำอันใดถูกใจก็ประทานรางวัลให้” “หลิงเว่ยอาจเป็นหนึ่งในนั้นเขาอาจได้เงินก้อนโตแล้วกลับบ้านเดิมไปแล้วคลาดกันกับเจ้าก็ได้" จางจงซินทำทีเป็นพยักหน้าเห็นด้วยแต่ในใจกลับคิดว่าไม่ใช่ ไม่แน่ว่าหลี่อ๋องอาจจับได้ว่าหลิงเว่ยคือสายลับจึงได้ให้คนเรียกไปเป็นการบังหน้าจากนั้นก็จัดการเขาไปแล้ว ผู้ตรวจการหนุ่มพูดคุยกับพ่อค้าเนื้ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขอตัวลา การตามหาหลิงเว่ยก็ไม่มีแววว่าจะพบเบาะแสอื่น เขาจึงได้แต่สืบถามเรื่องราวของหลี่อ๋องแทน เป็นอย่างที่ฝ่าบาททรงกังวลหลี่อ๋องมีบางที่ผิดปกติ ดูเหมือนว่าช่วงนี้อีกฝ่ายจะเข้าเหมืองบ่อยครั้งทั้งๆที่ไม่ใช่รอบการขุด อ้างว่าในเหมืองมีปัญหา จางจงซินเอาแต่มุ่งมั่นที่จะสืบความจนเวลาผ่านไปจนถึงต้นยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.) ท้องร้องประท้วงชายหนุ่มจึงได้หยุดการตามหาแล้วเลี้ยวเข้าโรงเตี้ยมที่อยู่ใกล้ที่สุดเนื่องจากเริ่มหิวแล้ว เมื่อเดินเข้าไปเสี่ยวเอ้อร์ของร้านก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับทันที "ไม่ทราบมากี่คนขอรับ" "คนเดียว ขอเป็นอาหารสองสามอย่างแล้วสุราหนึ่งกา" ชายหนุ่มสั่งเสร็จสรรพ "ได้ขอรับเชิญทางนี้" เสี่ยวเอ้อร์ชายรีบผายมือไปยังโต๊ะที่ว่างจากนั้นก็ขอตัวไปแจ้งทางพ่อครัวของร้านทันที ระหว่างรออาหารนั้นทางร้านก็ได้นำของว่างพร้อมพร้อมน้ำชามาให้ทานเล่น ถือว่าเป็นร้านที่ใจกว้างกับลูกค้าไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ไม่นานโต๊ะในร้านก็แน่นขนัด ขณะที่จิบชารออาาหารมาหูก็ได้ยินบทสนทนาของโต๊ะข้างๆ "งานแสดงของแม่นางซวงที่หอซือเซียนเจ้าจะไปหรือไม่" ชายหนุ่มในชุดผ้าแพรต่วนเนื้อดีสีเขียวอ่อนเอ่ยถามขณะที่รินชาให้สหายตน "ไปสิ นับตั้งแต่ที่หลี่อ๋องโปรดนางแล้วข้าก็ไม่ได้เห็นหน้านางอีกเลย ได้ข่าวว่าพระองค์โปรดปราณอีกฝ่ายมากหากนางไม่เป็นคณิกาก็คงมีวาสนาได้เป็นอนุจวนอ๋อง" เมื่อได้ยินชื่อของผู้ที่ตนได้รับมอบหมายให้มาลอบสืบข่าวจางจงซินจึงตั้งใจลอบฟังบทสนทนามากยิ่งขึ้น "เพราะช่วงนี้หลี่อ๋องไม่อยู่กระมังแม่เล้าเหมียนถึงได้ให้นางลงมาจากชั้นบน" ชายหนุ่มที่เป็นคนถามสหายตนเอ่ยบอกในสิ่งที่ตนรู้มา ทำให้ผู้ที่ได้ข่าวว่าบุรุษสูงศักดิ์ที่เก็บหญิงงามเอาไว้ชมเชยคนเดียวไม่อยู่มีสีหน้าดีใจ เพราะนับตั้งแต่ที่ซวงหลันอวิ๋นได้รับใช้หลี่อ๋องนางก็ไม่เคยได้ลงมารับแขกคนอื่นอีก คอยอยู่ชั้นบนเพื่อปรนนิบัติบุรุษผู้นั้นเพียงคนเดียวสร้างความไม่พอใจให้กับใครหลายๆคนแต่ก็ไม่อาจเอ่ยอันใดได้ จังหวะที่ชายหนุ่มทั้งสองคุยกันจบเสียงทุ้มต่ำจากโต๊ะด้านข้างกันก็ดังขึ้น "ขออภัยคุณชายทั้งสองข้าขอถามหน่อย หอซือเซียนที่พวกท่านพูดถึงคือที่ใดหรือ?" ทั้งสองหันไปมองผู้ที่เอ่ยถามด้วยสายตาราวกับมองพวกบ้านนอกเข้าเมือง แต่พอมองดูชายหนุ่มแล้วก็ต้องรีบเก็บสายตาดูถูกเหล่านั้นกลับคืน "พี่ชายท่านไปอยู่ที่ใดมาถึงไม่รู้จักหอซือเซียนอันโด่งดัง" แม้ใจจะอยากกล่าวไปว่า 'เจ้าไปอยู่หลังเขามาหรืออย่างไร?' แต่ก็ไม่กล้าพอเพราะดูแล้วชายสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าครึ่งท่อนบนนั้นท่าทางไม่ธรรมดา "ข้าพึ่งมาจากแดนใต้ ว่าจะเดินทางไปเมืองหลวงแต่มืดแล้วจึงได้แวะพักที่เมืองนี้เห็นว่าที่นี่ดูเจริญและครึกครื้นนักจึงว่าจะออกสำรวจดู" จางจงซินโกหกออกไปอย่างคล่องปาก ชายหนุ่มผู้ทักท้วงพยักหน้า "เป็นเช่นนี้นี่เอง งั้นท่านก็มาพักถูกที่แล้วล่ะพี่ชายและหอซือเซียนที่ท่านถามถึงน่ะอยู่สุดถนนเส้นนี้ ที่นั่นเป็นหอคณิกาอันเลื่องชื่อของเมืองอวี้เฉิงเลยนะ หากท่านอยากไปหาความสำราญก็สามารถไปได้ ข้ารับรองว่าท่านจะลืมไม่ลงเลย" "ใช่ๆ เมื่อครู่ท่านก็คงได้ยินแล้วว่าวันนี้มีการแสดงที่หอ ผู้ที่ทำการแสดงคือซวงหลันอวิ๋นนางคณิกาอันดับหนึ่งเชียวนะ อย่าลืมไปล่ะงานนี้แบบนี้หาได้ยากยิ่ง" ชายหนุ่มบอก เรื่องแบบนี้น่ะบุรุษด้วยกันไม่หวงหรอกมีแต่จะแนะนำให้กันได้ทราบ ของดีๆแบบนี้ย่อมต้องบอกต่ออยู่แล้ว "คุณชายพูดเช่นนี้เห็นทีข้าต้องไปเยือนซะแล้ว" ชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้าราบเรียบทว่านัยน์ตากลับเต็มไปด้วยแผนการมากมายในหัว  หลังจากสอบถามสถานที่ตั้งของหอคณิกาเสร็จจางจงซินก็ขอตัวทานอาหารที่ทางร้านนำมาขึ้นโต๊ะจากนั้นก็รีบลงมือทานเงียบๆ คนเดียวแล้วลุกออกจากร้านไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD