ไม่เพียงคิดในใจร่างบางยังโพล่งออกไปด้วยอารมณ์ตกใจ
"ท่านคือจางจงซิน!"
ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันตัวตนขณะกระดกสุราลงคอทั้งที่รู้ว่ากานั้นผสมอะไร
"ถูกต้อง" รอยยิ้มหายากปรากฏบนใบหน้าของผู้ตรวจการหนุ่มที่ได้ชื่อว่าไร้อารมณ์ ชายหนุ่มพอใจอย่างยิ่งที่การปลอมตัวในครั้งนี้ของตนแนบเนียนจนหญิงสาวจับไม่ได้
ถือว่าแก้ตัวคราวก่อน งานนี้ต้องขอบคุณลูกน้องของตนที่มีความสามารถในการทำหน้ากากปลอมนี้ขึ้นมาให้ใช้งาน
"..."
"บอกมา พวกเจ้าเป็นใคร" ชายหนุ่มถามทันทีโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ
"คือว่าพวกข้า-"
"หากเจ้าโกหก คนของข้าจะตรงไปหาเหมียนจางซื่อนี้แล้วเปิดโปงพวกเจ้าทันที" ชายหนุ่มขู่ดัก
"..."
"พูดมาได้แล้ว"
สีหน้าของซวงหลันอวิ๋นเต็มไปด้วยความลำบากใจแต่สุดท้ายก็ยอมเอ่ยออกไปในที่สุด "พวกข้าสองคนเป็นคนของเฟิ่งจิ่น"
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
สมาคมเฟิ่งจิ่นคือแหล่งขายข่าวที่ใหญ่ที่สุดของแคว้น นอกจากขายข่าวแล้วยังรับงานอย่างอื่นอีก หน่วยข่าวของสมาคมต่างเป็นผู้ที่มีฝีมือในด้านการสืบข่าวหาหลักฐาน ทุกงานที่รับล้วนสำเร็จและไม่เคยผิดพลาด
ปกติหน่วยตรวจการของพวกเขาก็มีหน่วยสายลับเพื่อคอยสืบหาหลักฐานเช่นเดียวกันจึงได้ยินกิตติศัพท์ของสมาคมนี้เข้าหูอยู่บ้างและบางครั้งก็ได้จ้างวานทางนั้นหาหลักฐานที่ต้องการเพื่อมาคลี่คลายคดีที่ตนรับผิดชอบหลายคดีเหมือนกัน
แต่ถึงอย่างนั้นจางจงซินก็ยังไม่เชื่อในสิ่งที่หญิงสาวเอ่ยมาเต็มร้อย "เจ้าจะพิสูจน์อย่างไรว่าเป็นคนของสมาคมเฟิ่งจิ่น"
นางอาจจะกำลังโกหกอยู่ก็ได้ เรื่องนี้ต้องได้รับการพิสูจน์บางอย่างเสียก่อน
"ท่านเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายตรวจการก็คงจะรู้อยู่กระมังว่าคนของสมาคมมีสัญลักษณ์ลับ"
"ก็พอรู้มาบ้าง"
เขาเองก็มีเส้นสายไม่น้อย เรื่องราวของสมาคมเลื่องชื่อก็พอที่จะรู้บ้างว่าคนของที่นั่นจะถูกประทับตราสัญลักษณ์บางอย่างบนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
"เช่นนั้นข้าก็จะให้ท่านได้ดู"
ร่างบางกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนจากนั้นก็หันหลังให้กับชายหนุ่มก่อนที่จะปลดอาภรณ์ตัวนอกของตนลงจนถึงบั้นเอวเล็ก จากนั้นก็รวบผมยาวของตนไปไว้ด้านข้างเผยให้เห็นแผ่นหลังที่เกือบเปลือยและรอยสักรูปดอกไม้ดอกเล็กๆตรงกลางหลังเหนือปมเชือกเอี๊ยมตัวในเล็กน้อย
ดวงตาของบุรุษหนุ่มลุ่มลึกลงเมื่อได้เห็นแผ่นหลังเปลือยเปล่าที่ตนพึ่งได้สัมผัสไปเมื่อคืนเต็มตาอีกครา พลันอารมณ์หนึ่งก็ก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบโดยที่หญิงสาวไม่ทันได้รู้ตัว
เมื่อทำการพิสูจน์ตัวตนเสร็จร่างเล็กก็รั้งอาภรณ์ขึ้นสวมตามเดิม "ข้าพิสูจน์ขนาดนี้แล้วหวังว่าท่านจะเชื่อ" หญิงสาวกล่าวพร้อมสบตากับชายหนุ่มด้วยแววตาจริงจัง
ทันทีที่ได้สบตากับบุรุษตรงหน้าตอนที่เขาเอ่ยข่มขู่เมื่อครู่นางก็รู้ได้ทันทีว่าไม่มีทางโกหกเขาได้เลย จึงได้แต่ยอมบอกตัวตนที่แท้จริงของตนออกไป
นางเชื่อว่าอีกฝ่ายจะทำดั่งที่เอ่ยปากจริงๆ การโกหกจึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำที่สุด ไม่เช่นนั้นงานของพวกนางจบเห่ในวันนี้แน่
ผู้ตรวจการหนุ่มจับจ้องไปยังดวงหน้าของคนที่เปิดเผยตัวว่าเป็นสายลับอย่างพิจารณาก่อนที่ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว
"ในเมื่อเจ้ามีหลักฐานยืนยันเช่นนี้ข้าก็จะยอมเชื่อเจ้าและจะไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเจ้า"
"ขอบคุณผู้ตรวจการจางที่เข้าใจ" รอยยิ้มโล่งใจปรากฏบนใบหน้างาม นางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะคุยง่ายกว่าที่คิด ข้อต่อรองมากมายที่เตรียมเอาไว้คงไม่ได้ใช้แล้วกระมัง
แต่ยิ้มได้ไม่ถึงอึดใจก็ต้องหุบลงเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยประโยคถัดมา
"อย่าพึ่งรีบขอบคุณข้ายังกล่าวไม่จบ"
"..."
"ข้าจะไม่เปิดโปงพวกเจ้าแลกกับการที่พวกเจ้าต้องร่วมมือกันกับข้า"
ซวงหลันอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับทันทีอย่างไม่คิดมาก เพราะเดิมทีนี่ก็เป็นข้อเสนอที่ตนได้คิดเอาไว้เช่นเดียวกัน
ผู้ตรวจการหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความงงงวยเล็กน้อยที่สตรีตรงหน้าตอบตกลงโดยที่ไม่ต้องใช้เวลาคิดจึงได้ถามออกไปว่า "เหตุใดจึงตอบตกลงง่ายนัก" ก่อนที่จะคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่าง "หรือว่าเป้าหมายของเจ้าก็คือหลี่อ๋องเช่นเดียวกัน?"
คณิกาอันดับหนึ่งของหอซือเซียนพยักหน้าแทนคำตอบ
"เจ้าถูกส่งมาสืบเรื่องอะไร?"
"ข้าบอกไม่ได้" งานของนางล้วนเป็นความลับทางการค้า
จางจงซินจึงได้แต่พยักหน้าเข้าใจ เขาก็หลงลืมไปว่าเดิมทีเรื่องงานของหญิงสาวตนย่อมไม่มีสิทธิ์ไปล่วงรู้อยู่แล้ว
"แล้วท่านจะให้ข้าร่วมมือทำอะไร"
"ข้าได้รับมอบหมายให้มาตามสืบหาคนที่หายตัวไป สืบความได้ว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับหลี่อ๋อง" ชายหนุ่มไม่ได้บอกเรื่องจริงว่านี่เป็นพระบัญชาจากฮ่องเต้ เรื่องนี้เป็นความลับที่ไม่สามารถบอกแก่คนนอกได้
"ได้ ข้าจะช่วยท่านสืบเรื่องนี้เอง"
"อืม"
"เช่นนั้นถือว่าพวกเราเป็นพันธมิตรกันแล้ว ใช่หรือไม่?" นางต้องการคำยืนยันจากเขา
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้"
"เช่นนั้นก็ยินดีที่ได้ร่วมงานกันเจ้าค่ะ" รอยยิ้มจริงใจถูกส่งให้ร่างสูงเป็นครั้งแรก
ทำเอาคนที่มองอยู่ถึงกับเผลอไผลมองไปครู่ใหญ่ ความรู้สึกพลุ่งพล่านบางอย่างเริ่มแล่นไปทั่วร่างกาย
ทั้งสองคนพูดคุยกันล่วงเลยเวลาไปจนถึงต้นยามห้าย (21.00 น) สุราที่ดื่มก็จวนเจียนจะหมดกกที่สาม
"นี่ก็ดึกมากแล้ว ท่านจะกลับเลยหรือไม่" ในเมื่อหมดธุระแล้วอีกฝ่ายก็ควรต้องกลับได้แล้วกระมัง?
ดวงตาคู่งามมองร่างสูงที่วางจอกสุราที่ดื่มหมดลงบนโต๊ะและก็เห็นว่าอีกฝ่ายลุกขึ้นยืนจึงได้ลุกขึ้นตามหวังที่จะเดินไปส่งอีกฝ่ายที่หน้าประตู
แต่กลับต้องร้องเสียงหลงเมื่อถูกอีกฝ่ายคว้าแขนแล้วดึงเข้าไปแนบชิดร่างแกร่ง ผิวกายที่ร้อนระอุทำเอานางสะดุ้งเฮือก
"เดี๋ยว! ท่านจะทำอะไร!"
"วันนั้นข้าเสียเงินซื้อคืนของเจ้าไปตั้งห้าร้อยตำลึง วันนี้อีกร้อยตำลึง คณิกาอันดับหนึ่งอย่างก็เจ้าควรปรนนิบัติข้าให้คุ้มค่าตัวหน่อยสิ" จางจงซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแววตากลับมีความต้องการลุกโชนอยู่ข้างใน
สุราพวกนี้ซวงหลันอวิ๋นผสมผงลวงจิตและผงปลุกกำหนัดเล็กน้อยเพื่อให้ยาทั้งสองตัวออกฤทธิ์ร่วมกันได้ดีขึ้น เมื่อวานนี้ก่อนที่เขาจะออกไปได้นำมันไปให้คนของตนตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว
ผงลวงจิตใช้ไม่ได้กับตนแต่มิใช่กับยาปลุกกำหนัดและในตอนนี้มันก็กำลังออกฤทธิ์ในกายเขากระตุ้นให้เกิดความอยากขึ้นมาแล้ว
"เจ้าผสมอะไรลงไปในกาสุราเล่า?" จางจงซินยื่นหน้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นดวงตาคู่งามก็เบิกกว้าง
ใช่สิ สุราที่นางเตรียมไว้มัน!...
แต่เดี๋ยวก่อน เขารู้ทั้งรู้แต่ยังดื่มลงไปเนี่ยนะ!
"เดี๋ยวก่อน อื้อ!"
จางจงซินไม่ปล่อยให้หญิงสาวได้มีโอกาสปฏิเสธ ร่างสูงก้มลงปิดปากเล็กนั้นด้วยปากของตนเองทันที จากนั้นรวบร่างบางขึ้นสู่อ้อมกอดตรงไปยังเตียงนอนกว้างที่อยู่อีกฝั่งของห้องอย่างรวดเร็ว
บทรักอันแสนเร่าร้อนจึงได้เริ่มขึ้นเป็นคืนที่สองและกว่าจะสิ้นสุดลงก็เป็นเวลาวันใหม่ราวกับว่าผู้ตรวจการหนุ่มกลัวไม่คุ้มเงินที่ตนเองเสียไป