ความเงียบสงัดปกคลุมถ้วนทั่วอาณาบริเวณ ลมบางเบาต้องเนื้อ จนร่างสะท้านไหว ฉันเลื่อนแขนกอดกายตัวเองแน่น เดินสาวเท้าไปตามทางอย่างไร้จุดหมายเพียงลำพัง หันมองซ้ายทีขวาทีด้วยอาการประหม่า
“นี่มันที่ไหนเนี่ย”
สถานที่แปลกตาคล้ายอุโมงค์รถไฟใต้ดินเก่าแก่และดูเหมือนจะไม่มีการเปิดใช้บริการมานานพอสมควร จากหลอดไฟที่กะพริบติดๆ ดับๆ อยู่ตามไล่ทางหลายจุด หนำซ้ำยังไม่มีผู้คนสัญจรไปมา
อัตราการหายใจเริ่มอยู่ในจุดที่เสี่ยงอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่จากระยะทางไกลแสนไกล แต่มันเป็นเพราะบรรยากาศรอบตัว บีบอัดให้เกิดความหวาดหวั่นขึ้นในใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
ฝีเท้าชะลอลงเล็กน้อย แล้วหันกลับไปมองทางที่เดินผ่านมาและทางข้างหน้าที่จะต้องไปต่อสลับกัน มีความลังเลเกิดขึ้น เมื่อไม่รู้ว่าปลายทางจะไปสิ้นสุดตรงไหน และใช้เวลานานแค่ไหนจะไปถึง
ไม่มีใครให้ถามอีกด้วย
หรือควรกลับไปทางเดิม…แต่มันก็มืดเหลือเกิน
แกร่ก…!!
ฉันสะดุ้งสุดตัวพลางยกมือทั้งสองขึ้นอุดปากตัวเองแน่นด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปทางซ้ายมือซึ่งเป็นที่มาของเสียงคลายล็อกเมื่อครู่ เห็นประตูเหล็กที่เต็มไปด้วยสนิมเกรอะกรังและหยากไย่หนาเตอะ ถูกแง้มออกเล็กน้อยให้พอมีแสงสว่างเล็ดลอดออกมา
“ให้ตายเถอะ!”
โคตรรู้สึกไม่ปลอดภัยเลย น้ำลายถูกกลืนลงคอด้วยความยากลำบาก ฝ่ามือเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ในตอนที่ขยับเท้าก้าวเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
มือเล็กเอื้อมไปที่ประตูอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วดันมันให้เลื่อนเปิดกว้างขึ้น
ไอเย็นภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดประมาณสามสิบตารางเมตรตีปะทะใบหน้าจนฉันต้องยกมือขึ้นอังจมูกเอาไว้ ป้องกันเผื่อมีสารพิษเจือป่นในอากาศ
จากการที่กวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ พบว่ามันคือห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มือเครื่องมือและอุปกรณ์ครบครัน
เพียงแต่ไม่รู้ว่านี่เป็นแล็บของโครงการอะไรเท่านั้นเอง
ที่นี่ยังถูกใช้งานปกติ เสียงเครื่องมือหลายอย่างจะดังเตือนอยู่ตลอด ไฟฟ้าก็ยังถูกเปิดทิ้งไว้ แต่น่าแปลกที่ไร้คนคอนโทรล
ฉันเดินมาหยุดที่ลิ้นชักเหล็กสำหรับใส่เอกสารก่อนจะเปิดมันออก มีแฟ้มอ่อนอยู่หลายเล่ม ลักษณะมันคล้ายกับแฟ้มประวัติคนไข้ในโรงพยาบาลของเฮียไวน์ที่ฉันเคยเห็น แต่อันนี้ดูหน้ากว่าหลายเท่า…
ทว่ายังไม่ได้ทันจะได้หยิบขึ้นมาดู ก็ได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังในระยะที่ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสัญชาตญาณทำให้ฉันลุกลี้ลุกลนในการหาที่ซ่อน และดูเหมือนใต้โต๊ะน่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมสุด
หลังจากที่ฉันมุดเข้าไปได้ไม่ถึงนาที ช่วงขาของชายหญิงคู่หนึ่งก็ปรากฏต่อสายตา
“ไม่ได้นะคะ” เสียงหวานติดสำเนียงลูกครึ่งโทนยุโรปเอ่ยห้าม ซึ่งตอนนี้เธอกำลังสับส้นสูงตามสองเท้าผู้ชายข้างหน้า ก่อนที่พวกเขาจะหยุดยืนหันหน้าเข้าหากันจริงจัง
“แต่ผมตัดสินใจไปแล้ว”
ดูเหมือนทั้งสองกำลังทะเลาะกัน ซึ่งฉันทำได้เพียงลอบสังเกตอากัปกิริยาเหล่านั้นผ่านปลายเท้าเท่านั้น จากชายชุดกาวน์โผล่มาเห็นเล็กน้อย เดาว่าเขาและเธอน่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์
“แล้วถ้ามันมีอะไรผิดพลาดละ คุณจะเอาชีวิตลูกเราไปเสี่ยงได้ยังไง” จากประโยคของฝ่ายหญิงทำให้ฉันรู้ว่าเขาเป็นคู่สามีภรรยา มีบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าคุ้นเสียงของพวกเขามากๆ
“มันไม่มีอะไรผิดพลาดหรอกน่า คุณไม่เชื่อฝีมือผมรึไง” ทั้งสองยังคงโต้ตอบกันไปมา ด้วยโทนเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ
“คุณมันบ้าไปแล้ว”
“หรือคุณไม่อยากให้ลูกกลับมาเป็นเหมือนเดิมละ”
“แล้วถ้ามันไม่เป็นแบบที่คุณคิดละ”
“ไม่มีทาง ผมว่าครั้งนี้มันได้ผล”
“หึ…คุณเอาอะไรมามั่นใจ” เสียงกลั้วหัวเราะดังขึ้น ราวกับเธอไม่ได้เชื่อมั่นในตัวสามีเลยสักนิด “ฉันไม่มีวันยอมให้คุณทำแบบนั้น และคุณก็จะไม่มีวันได้เห็นหน้าฉันกับลูกอีก”
ประโยคนี้ทำให้ฉันตัดสินใจพาตัวเองออกมาจากที่ซ่อน…
“แม่…”
พรึบ!
ทันทีที่ฉันเปล่งเสียงออกไป ไฟทั้งห้องก็ดับลงจนมืดสนิท ความเงียบเข้าปกคลุมพร้อมความหวาดกลัวก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เปลือกตาบางกะพริบถี่เพื่อปรับโฟกัสภาพตรงหน้า
แต่ฉันก็ยังมองไม่เห็นอะไรเลย…
“พ่อค่ะ! แม่ค่ะ!”
ใช่ ทั้งสองคือผู้ให้กำเนิดและเป็นบุคคลที่ทอดทิ้งฉันเช่นกัน บัดนี้ไร้เสียงตอบรับจากคู่สามีภรรยาที่ยืนเถียงกันก่อนหน้านี้ พวกท่านหายไปไหน
ฉันหมุนไปมาโดยรอบด้วยความกระสับกระส่าย ก่อนจะทรุดลงกับพื้น ทั้งหอบและเหนื่อย จากความกดอากาศต่ำลงเรื่อยๆ ลมหายใจติดขัดคล้ายคนกำลังจะตาย