“มิเชลไม่ค่อยชอบพวกเครื่องเทศ…” ประโยคถูกทิ้งไว้แค่นั้น บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่งราวกับมีคนร่ายคาถาใส่ ช้อนในมือเพื่อนรักหลุดร่วงสู่ชามตรงหน้ามัน แขนเล็กของพี่พลอยใสค้างในท่ากำลังเอื้อมไปคีบกุ้งเทมปุระ
ส่วนฉันอ้าปากค้างมองผู้ชายคนเดียวของกลุ่มที่กำลังก้มลงมางับเกี๊ยวครึ่งชิ้นที่กำลังเป็นปัญหานั่นเข้าปากตัวเองและเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ภาพตรงหน้าฉันถูกปรับเป็นโหมดสโลว์โมชั่นทันที
ตึกตัก…ตึกตัก…ตึกตัก
เสียงอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติดังกึกก้องอยู่ในหูตลอดเวลา
“อือ เครื่องเทศแรงจริงด้วย”
คำพูดของเฮียไวน์ดึงให้ทุกอย่างกลับมาเคลื่อนที่อีกครั้ง เหมือนทุกคนถูกปลุกให้ตื่นจากความฝันกะทันหัน ดูเสียอาการไปหมด สานต่อสิ่งที่ค้างไว้แบบล่กๆ
ฉันนี่ยิ่งหนักเลย…พอดึงตัวกลับมานั่งตรงได้ ก็เอาแต่ก้มมองตะเกียบที่ว่างเปล่าของตัวเองตาปริบๆ ในขณะที่ลมหายใจก็ยังคอนโทรลไม่ได้ มันติดขัดไปหมด ใจก็สั่น ความร้อนก็พวยพุ่งขึ้นใบหน้าไม่หยุด
คนที่จะกินของต่อกันได้ ต้องไม่ได้อยู่ในสถานะพี่น้องแน่ๆ แล้วอีกอย่างฉันควรทำยังไงกับตะเกียบอันนี้…
สุดท้ายฉันเลือกที่จะถือมันค้างไว้แบบนั้น และใช้ช้อนคันเดียวที่มีในการก้มหน้าก้มตาทานอาหารไปแบบเงียบๆ พยายามทำให้ตัวเองหายไปจากตรงนี้ ไม่สบตาใครทั้งนั้น ไม่พูดไม่จา ส่วนสมองก็คิดหาแต่วิธีแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
จนกระทั่งมื้ออาหารจบลงในที่สุด...
ผู้หญิงสามคนพากันเดินออกมารอนอกร้าน โดยที่ทิ้งให้เฮียไวน์ต่อแถวเพื่อชำระค่าอาหารอยู่หน้าเคาน์เตอร์ และฉันพยายามเลี่ยงไปทางนิทรรศการที่อยู่ไม่ไกล เพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามที่อยู่ในแววตาของสองสาวนั่น
“มึง!”
ฝีเท้าฉันหยุดชะงักและหันกลับไปตามเสียงเรียกของเพื่อนรัก ทั้งที่เพิ่งเดินออกห่างได้เพียงไม่มีกี่ก้าว
“กูไปร้านเครื่องสำอางกับพี่พลอยนะ”
ค่อยหายใจโล่งหน่อย… “อือ”
หลังจากได้การตอบรับ พวกเธอก็พากันเดินไปอีกทาง ส่วนฉันก็หันกลับไปตามทางตัวเองเช่นกัน
นิทรรศการหนังสือที่นี่ใหญ่ใช่เล่นเลยนะ
ฉันตั้งใจจะตรงไปยังโซนวรรณกรรมแนวสืบสวน แต่ดันเหลือบไปเห็นนิยายเล่มหนึ่งที่หน้าปกมันดึงดูดให้ต้องแวะชม ก่อนจะเอื้อมหยิบขึ้นมาดู
จะว่าไปก็ไม่ได้อ่านแนวนี้มานานมากแล้วนะ…
แต่พอเปิดอ่านไปได้สักพัก แทนที่ฉันจะจินตนาการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขียนในหนังสือ กลับไปนึกถึงการกระทำของเฮียไวน์เฉยเลย และฉันกำลังหวั่นไหว กำลังใจสั่น กำลังรู้สึกกับเขามากกว่าพี่ชายจริงๆ สุดท้ายต้องยอมรับแบบตรงๆ ว่าฉันไม่อยากเสียเขาไป
“น้อง”
ฉันสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกและพบว่าคนในความคิดยืนอยู่ด้านหลังในระยะเผาขนโดยที่ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเขามาตั้งแต่ตอนไหน
“เป็นอะไร ทำไมใจลอยจัง” คิ้วหนาเลิกขึ้นด้วยความสงสัย พลางหลุบมองหนังสือในมือ นั้นจึงเป็นตอนที่ฉันดึงมันไปซ่อนไว้ด้านหลัง ราวกับถูกจับได้ว่ากำลังแอบอ่านหนังสือแนววาบหวาม
แต่ความจริงฉันก็โตแล้วนะ…มันไม่ได้ผิดสักหน่อย
“เพิ่งรู้นะ ว่าน้องก็อ่านแนวนี้ด้วย” เขาหยิบหนึ่งเล่มที่ตั้งโชว์อยู่ขึ้นมาดู แล้วอมยิ้มกรุ้มกริ่ม
ฉันก้มหน้าลงชั่วขณะด้วยความเขินอาย ลืมไปเลยว่าถึงจะซ่อนเล่มในมือ แต่ยังมีวางโชว์อีกเป็นร้อยๆ อยากจะมุดลงไปใต้ดินตอนนี้เลย
“ก็ไม่เห็นจะแปลกเลย เราโตแล้ว” ฉันพยายามข่มเสียงแข็ง เชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ
“นั้นสิ แล้วน้องจะซ่อนทำไม”
ฉันดึงมันออกมาชูต่อหน้าเขา “อันนี้เหรอ เราว่าจะซื้อน่ะ”
พูดจบก็หมุนกลับหลังอย่างไว เม้มริมฝีปากแน่น แล้วขยับเดินไปอีกโซนโดยที่ได้หนังสือเล่มนั้นติดมือมา ทั้งที่ความจริงไม่ได้คิดว่าจะซื้อด้วยซ้ำ
“เล่มนี่ที่น้องอยากได้นิ” เฮียไวน์ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ หลังจากที่เขาไปยืนดูไล่ดูอยู่นาน นึกว่าหาของตัวเองซะอีก
“ใช่ค่ะ แต่มันมีภาคต่อนะ” ฉันว่า พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาอีกเล่ม
“อือ น่าจะหมด เฮียดูแล้ว ไม่มี เอาเล่มนี้ไปก่อนไหม”
ฉันพยักหน้ารับ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย ก่อนจะเลือกดูเล่มอื่นต่อ
“มิเชล” ชื่อฉันถูกเรียกอีกครั้งหลังจากเงียบไปเกือบครึ่งนาที
“คะ...?” ฉันเงยหน้าขึ้น คิดว่าเฮียไวน์เจออะไรที่น่าสนใจ แต่กลับว่างเปล่า ใบหน้าคมจงใจเคลื่อนเข้าหาในระยะประชิด จนฉันต้องเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย
“ไม่อยากคบกับเฮียจริงเหรอ”
“...” ฉันสบตาเขานิ่ง...นิ่งที่แปลว่าช็อก ลมหายใจสะดุดทันควัน มันไม่ใช่จังหวะปกติอีกแล้ว หนึ่งวันพันกว่าเรื่อง...กว่าจะหมดวัน ฉันจะตายก่อนไหม
“หื้ม?” เสียงครางเร่งคำตอบ ยิ่งทำให้ใจฉันสั่นเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี
“เฮียกินยาผิดมารึเปล่าเนี่ย” ฉันตบมุกตลกกลบเกลื่อน และพยายามจะเลี่ยงไปอีกทาง แต่เขาคว้าตรงส่วนข้อมือไว้ แล้วออกแรงดึงให้ฉันหันกลับไปหา
“เปล่านะ เฮียจริงจัง ก็น้องบอกเองนิ ว่าไม่อยากเสียเฮียไป”
“ก็ใช่ แต่นั่นมันในสถานะ...พี่ชายไง” ประโยคหลังเบาจนแทบไม่ได้ยิน บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจขั้นสุด ยิ่งไปกว่านั้นคือฉันไม่กล้าสบตาเขา
“พี่น้องที่ไหนเขาจูบกัน” เขากระตุกข้อมือฉันให้ขยับเข้าไปใกล้ขึ้น
“ฮะ...เฮีย พูดอะไรเนี่ย” ฉันเบิกตาหันซ้ายขวาอย่างลุกลี้ลุกลน ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ก่อนจะดันเขาออกห่างและพยายามแกะมือออกจากการจับกุม เพราะตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันสอง เขาลืมอะไรไปรึเปล่า ถึงจะไม่มีใครได้ยินก็เหอะ แต่ฉันก็อดใจสั่นไม่ได้อยู่ดี บ้าบิ่นเกินไปแล้ว...
“ลองดูไหม ลองคบกัน” เขาเลื่อนจากข้อมือฉันลงไปกอบกุมใจกลางฝ่ามือไว้ทั้งหมด ขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงชวนหลงใหล จ้องมองลึกเข้ามาในดวงตา จนฉันเผลอจ้องกลับ ทุกอย่างมันเหมือนมนต์สะกด เขาหวังจะให้ฉันคล้อยตาม และมันเกือบได้ผล...ถ้าไม่ติดว่ามีเสียงเด็กน้อยร้องดังขึ้นซะก่อน
“มันลองได้ที่ไหนกันเล่า” ฉันรีบแย้งในตอนที่ได้สติ นี่มันไม่ใช่การทดลองในห้องวิทยาศาสตร์ ที่ผลออกมาไม่โอเค แล้วจะเริ่มใหม่ได้ มิรินดา...เธอต้องไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ
“งั้น น้องชอบที่เฮียทำให้ไหม” แต่นายแพทย์วายุพัฒน์ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ เหมือนกัน
“อะไร...” ความหมายมันก็ตรงตัวนั่นแหละ ฉันแค่แกล้งโง่
“ทุกอย่างที่เฮียทำ” เขาย้ำเสียงหนักแน่น
“ก็...ชอบ” สุดท้ายฉันเลือกที่จะตอบไปตามความรู้สึกตัวเอง การที่ชอบสิ่งที่เขาทำมันก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องชอบเขาเสมอไปรึเปล่า
“แค่นั้นแหละ”
“...?” อะไรคือแค่นั้น
“แค่ชอบก็พอแล้วไง” เขาตอบทั้งที่ฉันแค่ตั้งคำถามในใจ “ที่เฮียทำ ก็เพราะเฮียชอบเหมือนกัน”
และช็อตนี้ทำฉันตายสนิท ทั้งน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มแสนอ่อนโยน บวกกับแววตาที่มีแต่ความอบอุ่นเต็มไปหมด ทุกอย่างมันกลายเป็นเครื่องสังหารในพริบตา ฉันพาตัวเองออกมาจากโลกที่เขาพยายามสร้างให้ไม่ได้แล้ว...