ตุ้งแช่~ ตุ้งแช้~
'ซินเจี่ยหยูอี้'
ณ ศาลเจ้าไท้หยก เสียงกลองและประทัดดังอึกทึกไปทั่วศาลเจ้าแห่งนี้
วันนี้เป็นเทศกาลตรุษจีนที่จัดขึ้นประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นทุกหลังปีใหม่ของไทย ประดับประดาด้วยโคมแดงรูปมังกรไปทั่วศาลเจ้า
และที่ขาดไม่ได้ก็คือ คณะเชิดสิงโต ที่กำลังจัดแสดงให้ผู้ชมได้รับชมกันอย่างครึกครื้น
แต่ในศาลเจ้าแห่งก็ยังมี 'ม้าทรง'(กี่ต๋อง) ตัวแทนของพระจีน ซึ่งมักจะมาประทับร่างของผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นม้าทรง เพื่ออวยพรขจัดปัดเป่าความทุกข์ และอวยพรความเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่มากราบไหว้ศาลเจ้าในวันตรุษจีน
"เทพเจ้าอวยพร.."เสียงเล็กที่กำลังอวยพรให้กับผู้คนที่กำลังต่อแถวเพื่อรับพรจากม้าทรง ที่มีร่างประทับของอาม่าพัดเหล็ก (องค์หญิงพัดเหล็ก) โดยมีพี่เลี้ยงยืนอยู่ข้างๆ เธอคือน้องสาวของม้าทรงนั่นเอง
ซูลี่ ยืนอยู่ข้างๆ พี่สาว เธอช่วยถือตะกร้าของมงคลและคอยแจกจ่ายของมงคลในตะกร้านี้ให้กับทุกคน
"วันนี้อาม่าเหนื่อยแล้ว ใครที่ยังไม่ได้รับพร ต้องขอโทษด้วยนะคะ"ซูลี่บอกกล่าวกับผู้ที่กำลังต่อแถวมารับพร เพราะดูจากสีหน้าที่เหนื่อยล้าของพี่สาวของเธอ ที่กำลังอวยพรกับผู้คนตั้งแต่เช้ายันเย็น เธอจึงต้องช่วยบอกกับคนที่กำลังต่อแถวแทนม้าทรงและต้องจบการอวยพรของอาม่าแล้ว
"มารับของมงคลจากอาม่าก่อน"ซูลี่บอกกับทุกคน และคอยช่วยพี่สาวแจกของมงคลจนหมดตะกร้า ผู้คนจึงกลับออกจากจุดอวยพรและไปไหว้จุดอื่นๆ ของศาลเจ้ากันต่อ แต่ในศาลเจ้าแห่งนี้ ก็ยังมีร่างทรงพระจีนท่านอื่น ที่ยังอวยพรให้กับผู้คนในจุดอื่นอยู่เช่นกัน ม้าทรงท่านอื่นก็จะมีร่างประทับของพระจีนที่แตกต่างแต่ละองค์ออกไปเช่นกัน
"เทพเจ้าอวยพร..ขอให้มีสุขภาพดี"เฟยหรงอวยพรให้กับผู้คนเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นไม่นานเฟยหรงก็กลับตำหนักหลังศาลเจ้า เพื่อสวดมนต์อำลาพระจีน โดยมี ซูลี่น้องสาวของเธอมารอรับร่างพี่สาวอยู่ข้างๆ หลังจากพระจีนออกจากร่าง เฟยหรงก็หลับตาทิ้งตัวเพราะไม่มีสติ เมื่อซูลี่รับร่างพี่สาวไว้ได้ เธอก็ปลุกพี่สาวโดยการสวดบทคาถาของจีน เพื่อปลุกให้ร่างทรงตื่น ต่อด้วยการเรียกชื่อเจ้าของร่างตามด้วย
"พี่เฟย พี่เฟยตื่น"ซูลี่เรียกพี่สาวเบาๆ พลางเขย่าเฟยหรงให้รู้สึกตัว
"โอ๊ย..อาลี่"เฟยหรง ถูกปลุกออกจากภวังค์เธอรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย แต่ยังมีซูลี่คอยพยุงอยู่ข้างๆ เธอก็อบอุ่นใจ เพราะตลอดการเป็นม้าทรงเธอแทบจะไม่มีสติ เหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น แม้จะรู้ตัวว่าทำอะไร แต่ก็ไม่สามารถขยับร่างกายตามไปได้ เพราะเธออุทิศร่างกายให้กับอาม่าพัดเหล็กที่เธอเคารพ
"ไปนั่งพักก่อน"ซูลี่เลยพาพี่สาวมานั่งพักที่เก้าอี้แถวนั้น คอยยื่นน้ำและช่วยโบกพัดให้พี่สาวรู้สึกดีขึ้น
"ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีไหม"เฟยหรงหันไปถามน้องสาวด้วยความกังวล
"ดีมากเลย แล้วพี่ล่ะโอเคไหม"ซูลี่ถามกลับอย่างเป็นห่วง
"พี่โอเคดี วันนี้อาม่าอารมณ์ดี พี่เลยไม่เหนื่อย"ก็อย่างที่เธอบอก อาม่าอารมณ์ดีร่างกายเธอจึงไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าใด
"งั้นก็ดีแล้ว วันนี้ก็ดึกมากแล้วด้วย เรากลับบ้านกันเถอะ"ซูลี่ยืนขึ้น พลางมาช่วยพยุงพี่สาวให้ลุกยืนขึ้นตาม
"อุ้ย อาลี่พี่ลืมว่ามีของในกระเป๋าชุดนี้ด้วย"พี่เฟยล้วงกระเป๋าในชุดของเธอและยื่นไปให้น้องสาวดู เป็นถุงมงคลสีแดงขนาดพอดีมือที่ยังหลงเหลืออยู่
"แอบมาเก็บตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ฝากเอาไปแจกให้หมดที"เฟยหรงไม่รู้ว่าอยู่ในชุดได้ยังไง แต่ถุงมงคลถุงนี้ดูแปลกกว่าของชิ้นอื่น ด้วยน้ำหนักและความใหญ่มากกว่าถุงมงคลชิ้นอื่นที่แจกในวันนี้ ซึ่งทั้งสองพี่น้องไม่ได้เอะใจอะไร
"ได้จ้ะ" ซูลี่รับของมงคลชิ้นนั้นจากมือพี่สาว ที่ต้องเอาไปแจกให้หมดแม้จะเหลือเพียงชิ้นเดียว สาเหตุเพราะของมงคลจากคนที่มีหน้าที่แจกจ่ายให้กับผู้คนที่มาไหว้ศาลเจ้า ห้ามเก็บไว้เอง แม้ว่าสิ่งของชิ้นนั้นจะมีค่าหรือดีมากแค่ไหนก็ตาม ต้องแจกให้หมดในวันไหว้ตามเทศกาล
ขณะเดียวกัน รถกระบะก็เพิ่งจะจอดลงที่ลานจอดรถ ร่างสูงลงจากรถพลางมองไปยังศาลเจ้าไท้หยกที่อยู่ตรงหน้า
อิฐ หนุ่มหล่อมาดเข้ม รูปร่างสูงใหญ่ หยุดยืนมองศาลเจ้าไท้หยกตรงหน้าที่เปิดไฟแสงสีแดงในโคมลอยไปทั่วทั้งศาลเจ้า เขามาเพื่อจะติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของศาลเจ้าเพื่อจะจองวันพิธีล้างป่าช้า ซึ่งอีกไม่กี่อาทิตย์ก็ใกล้จะถึงพิธีไหว้ครูของตำหนักพ่อครูอิศ พ่อของเขาเอง
สายตาคมจ้องมองผู้คนมากมายที่ยังเดินเข้าออกศาลเจ้าไม่หยุด
"มีงานอะไรกัน" เสียงเข้มบ่นพึมพำ เพราะปกติเวลาที่เขามาศาลเจ้าไท้หยก จะไม่ค่อยมีคนมาในช่วงกลางคืนสักเท่าไร หรือวันนี้จะมีงานอะไรกันนะ
ร่างสูงกำลังยืนอ่านป้ายสีแดงอยู่หน้าทางเข้าของศาลเจ้าที่เขียนเป็นอักษรภาษาจีนแทบจะทุกป้าย
'แล้วใครจะไปอ่านออกละเนี่ย' อิฐเลยเอาแต่ยืนมองป้ายต่างๆ ที่ติดอยู่ตามเสาทางเข้าอย่างพินิจพิเคราะห์ว่ามีงานอะไรเขาจะได้ทำตัวถูก
'อ๋อ วันนี้วันตรุษจีนเองเหรอ' เมื่ออิฐรู้แล้วว่าวันนี้วันอะไร เลยโล่งอกที่ไม่ได้มาทำตัวเด่นจนเป็นที่จับตามองของผู้คน
"ซินเจียหยูอี"เสียงเล็กที่ทักทายเขาขึ้นจากด้านข้าง ซึ่งเขาไม่ทันได้สังเกตว่าเป็นใคร และเดินมาถึงตัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
"ห้ะ"อิฐหันไปมองอย่างงวยงง จู่ๆ ก็มีผู้หญิงชุดกี่เพ้าสีแดง กำลังยื่นห่อผ้าสีแดงมาให้เขา คล้ายกับถุงใส่ทองจากร้านทองยังไงยังงั้น แล้วใครมันจะไปรับของคนแปลกหน้ากันล่ะ ของเข้าตัวจะแย่เอา
อิฐเลยไม่รับ แล้วยื่นนิ่งมองหน้าเธอด้วยความสงสัย สลับกับห่อผ้าสีแดงในมือเธอ
"นี่ค่ะ รับไปสิคะ ของมงคลจากอาม่า"ซูลี่เห็นเขายังไม่ยอมรับสักที เลยพูดขึ้นมาเพื่อให้เขารีบรับไป
'ของมงคลงั้นเหรอ' อิฐเอาแต่บ่นในใจ เขาลังเลที่จะรับมา แต่เพราะรอยยิ้มพิมพ์ใจนั้น เลยหยิบมาถือในมือตัวเอง
จะตายเพราะนารีหรือเปล่าเนี่ย อิฐมัวแต่ยืนงง มองดูถุงผ้าในมือ เลยไม่ทันมองว่าเธอคนนั้นเดินไปทางไหน เพราะหายไปกับผู้คนซะแล้ว
อิฐเลยไม่ได้สนใจเธออีก เขาเร่งฝีเท้าหลบหลีกจากผู้คนที่วุ่นวายในศาลเจ้า เดินไปท้ายศาลเจ้าซึ่งที่นั่นมีผู้ดูแลจัดการศาลเจ้าอยู่ที่นี่
"เจ็กหลี่"อิฐทักทาย อาเจ็กฮง สกุลหลี่ ซึ่งคนที่มาศาลเจ้าแห่งนี้จะรู้จักอาเจ็กฮง ในนาม เจ็กหลี่ ฮวดกั้วใหญ่ของศาลเจ้า หรือที่เรียกกันว่า ผู้ดูแลและคอยบริหารศาลเจ้าแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรืองนั้นเอง เจ็กหลี่จะมีทีมงานที่คอยดูแลศาลเจ้าโดยเฉพาะ และสืบต่อกันรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเจ็กหลี่ คือรุ่นที่สามแล้ว
"อ้าว ว่าไงอาอิฐ นั่งก่อนๆ"เจ็กหลี่ทักทายอิฐ แล้วพามานั่งที่ห้องทำงาน
"วันนี้มีงานตรุษจีนเหรอ"อิฐนั่งลงที่เก้าอี้แล้วถามชายวัยมีอายุตรงหน้า อิฐสนิทกับเจ็กหลี่ ตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อครูอิศของเขา มักจะเป็นเจ้าภาพให้กับศาลเจ้าในการล้างป่าช้าทุกๆ 2ปี
"ใช่ ลื้อไม่รู้งั้นเหรอ"เจ็กหลี่นั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พลางมองหน้าชายหนุ่มที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก
"ถ้ารู้คงไม่มาหรอก คนเยอะขนาดนี้"อิฐเอนหลังกับเก้าอี้ พลางบ่นอุบอิบนั่งกอดอกอย่างไม่ใส่ใจ
"แล้ววันนี้ลื้อมีเรื่องอะไร ถึงได้มาถึงที่นี่"
"พ่อให้มาจองวันล้างป่าช้า"
"เดือนสาม"
ซึ่งเป็นการทำพิธีล้างป่าช้า ก่อนจะถึงงานวันไหว้ครูของตำหนักในเดือนสี่ เพื่อเอาบุญจากการล้างป่าช้ามาเสริมบารมี ในวันไหว้ครูนั้นเอง
"ได้ เดี๋ยวอั้วจะลงไว้ให้"เจ็กหลี่ตอบรับ พลางจดลงในสมุดบันทึกไว้
"ขอบใจ ไว้ฉันจะมาแจ้งกำหนดการอีกที"พูดจบร่างสูงก็ลุกออกจากเก้าอี้ กำลังจะก้าวขาเดินพ้นประตู เจ็กหลี่ก็ทักขึ้นมาซะก่อน
"ลื้อมาแล้ว ก็ไปไหว้ศาลเจ้าหน่อยสิ"อยู่ๆ เจ็กหลี่ก็พูดขึ้นมา เหมือนอยากให้อิฐไปไหว้ศาลเจ้า
"โธ่ ฉันไม่ไหว้อะไรแบบนี้หรอก ฉันไหว้แต่พ่อแก่ ไปละนะ"
แต่อิฐไม่ได้สนใจ เพราะเขานับถือแต่พ่อแก่เท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าจะไหว้ไม่ได้ เพียงแค่ไม่อยากไปยุ่งวุ่นวายกับผู้คนด้านในนั้นสักเท่าไหร่ โดยส่วนตัวเขาเองไม่ค่อยชอบไปยุ่ง หรือสุงสิงกับใครหากไม่สนิท เป็นเพราะความรักสันโดษนี่แหละ ชีวิตจึงไม่วุ่นวาย