ในช่วงสายของวันถัดมา กวินตรารู้สึกตัวตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกหนักอึ้งในศีรษะ กว่าจะลืมตาขึ้นมาได้ก็กินเวลาไปหลายนาที
ดวงตาคู่งามเหม่อมองผ้าสีขาวบริสุทธิ์ที่พาดผ่านด้านบนของเตียงสี่เสา พลางหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา
หลังจากที่หญิงสาวหงุดหงิดหัวเสียกับหนุ่มหล่อชุดดำอันมีเสน่ห์แพรวพราว เธอก็ชวนขวัญจิราไปนั่งดื่มกันต่อที่บาร์แห่งหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่สกายบาร์
กว่าสองสาวจะเลิกรา และแยกย้ายกันกลับบ้านก็เป็นเวลาเกือบตีสอง
“อื้อ...”
เสียงหวานร้องครางออกมาด้วยความรู้สึกลำคอแห้งผาก พอพลิกตัวไปควานหาขวดน้ำแร่ที่หยิบติดมือมาด้วยเมื่อคืน ก็พบว่าขวดน้ำนั้นเบาหวิว เหลือเพียงความว่างเปล่า
หญิงสาวจึงฝืนสังขาร หยัดกายลุกขึ้นจากเตียงนอนสี่เสาขนาดคิงไซต์ คว้าเสื้อคลุมผ้าซาตินตัวยาวสีชมพูอ่อนขึ้นมาสวมทับ ก่อนจะเดินออกจากห้องนอนที่อยู่ชั้นสอง ลงไปชั้นล่างของคฤหาสน์สหัสดิชัย
ร่างอรชรลงมาถึงชั้นล่างของตัวบ้านก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วมาจากห้องนั่งเล่นด้านหลัง ซึ่งเป็นห้องที่สมาชิกในครอบครัวสหัสดิชัยใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจเป็นการส่วนตัว
ตอนแรกกวินตราตั้งใจจะเดินไปหยิบขวดน้ำในตู้เย็นที่ห้องครัว ก็เกิดเปลี่ยนใจ หญิงสาวเดินเลี้ยวไปอีกทาง และสาวเท้าก้าวลึกเข้าไป โดยมีจุดหมายคือห้องนั่งเล่นที่อยู่ด้านหลัง
เมื่อเธอเลื่อนประตูไม้สีน้ำตาลสองบานแยกออกจากกัน ก็พบว่าบิดา มารดา และพี่ชายกำลังนั่งดูรายการวาไรตี้สัญชาติญี่ปุ่นกันอย่างสนุกสนาน
“อ้าว...คนสวยของแม่ตื่นแล้วเหรอลูก” คุณกุสุมาผู้เป็นมารดาเอ่ยถาม เมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กโผล่หน้าเข้ามาภายในห้อง
“ค่ะ...แม่...เมื่อคืนยัยขวัญติดลมก็เลยอยู่ดึกไปหน่อย” เสียงหวานว่าพลางเดินไปเปิดตู้เย็นขนาดเล็กด้านหลังโซฟา หยิบขวดน้ำแร่ขึ้นมาเปิดดื่มด้วยความกระหาย
“ดึกไปหน่อยนี่เกือบเช้าเลยใช่ไหม หืม...ยัยแก้ม” กรวิก ผู้เป็นพี่ชายเอ่ยถาม พร้อมหรี่ตามองอย่างรู้ทัน กวินตราทำแก้มป่องด้วยไม่รู้ว่าจะตอบออกไปอย่างไร จึงเดินเข้าไปทิ้งตัวนั่งลงเคียงข้างคุณกวินภพผู้เป็นบิดา และเข้าสวมกอด พร้อมทำท่าทางออดอ้อน
“คุณพ่อขา ดูพี่กายสิคะ ทีตัวเองไปเที่ยวกับเพื่อนหายหน้าหายตาไปหลายวัน แก้มกลับดึกหน่อยเดียวทำยังกับแก้มไปก่อเรื่องอะไร”
ว่าจบกวินตาก็ทำหน้าล้อกรวิกอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า เพราะกวินตราคือน้องน้อยของบ้านที่ทุกคนต่างก็รักใคร่ และหวงแหนดั่งไข่ในหิน แม้กรวิกจะชอบหยอกชอบแหย่น้องสาวอยู่บ่อยครั้ง ทว่าชายหนุ่มนั้นทั้งรักทั้งหวงน้องสาวยิ่งกว่าสิ่งใด
“อย่าไปถือสาพี่กายเลยลูก ปากมันเลี้ยงหมาไว้เยอะ ให้มันปล่อยออกมาเดินเล่นบ้าง”
ได้ยินแบบนั้นคุณกุสุมา กับกวินตราก็ขำพรืดออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน ส่วนคนถูกกล่าวหาว่ามีสุนัขในปากก็ถึงกับทำหน้าเซ็ง
“โธ่...คุณพ่อ ทีกับยัยแก้มเนี่ยอ่อนโยนเชียวนะครับ ลำเอียงสุด ๆ เชอะ” กรวิกแสร้งงอนเชิดหน้าไปอีกทาง
“พอกันได้แล้วน่าสองพ่อลูกนี่” คุณกุสุมาขัดขึ้น ก่อนหันมาทางลูกสาวคนสวย "หิวไหมลูก แม่จะได้ให้แม่ครัวเตรียมอะไรให้ทาน"
“ไม่เป็นไรค่ะ แก้มรอทานมื้อเที่ยงทีเดียวเลยดีกว่า แก้มอยากอาบน้ำก่อน”
“จ้า แล้วหนูอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมลูก แม่จะได้บอกแม่ครัวให้เตรียมให้”
“อะไรก็ได้ค่ะ ช่วงนี้แก้มโปรดทุกเมนูที่เป็นอาหารไทย” ว่าจบกวินตราก็ยิ้มหวานให้มารดา
“จ้า...อ้อลูกจ๋า เอาไว้พี่บุเขากลับมา หนูชวนพี่เขามาทานข้าวด้วยกันสิลูก พ่อกับแม่จะได้คุยเรื่องตบแต่งซะที”
“นั่นสิลูก หมั้นกันไว้ก็ตั้งนานแล้ว ควรจะแต่งสักที” คุณกวินภพกล่าวสำทับผู้เป็นภรรยา ทำเอาคนฟังเกิดชะงักไปชั่วขณะ ทว่าหญิงสาวรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะกล่าวตอบมารดาออกไป
“ได้ค่ะ เดี๋ยวแก้มบอกให้นะคะ” กวินตราฝืนยิ้มออกมา พร้อมความรู้สึกลังเลภายในจิตใจ แต่เธอไม่อยากให้บิดามารดาสังเกตเห็น นำพาไปสู่ความไม่สบายใจของท่านทั้งสอง “แก้มว่าแก้มรีบไปอาบน้ำดีกว่าค่ะจะได้ลงมาทานข้าวพร้อมกัน”
คุณกวินภพ และคุณกุสุมายิ้มรับ พร้อมพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นกวินตราก็รีบคว้าขวดน้ำแร่และเดินออกมาจากห้อง หญิงสาวเดินไป ยกขวดน้ำขึ้นดื่มไปพลาง กระทั่งน้ำในขวดหมดเกลี้ยง เธอจึงเดินเลี้ยวไปยังห้องครัว และเปิดตู้เย็นหยิบน้ำแร่ขวดใหม่ขึ้นมาดื่ม เสร็จสรรพก็ถอนหายใจยาวออกมาด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม พร้อมคำกล่าวของบุพการีทั้งสองลอยกลับเข้ามาในหัว
“แต่งงานเหรอ...”
เสียงหวานเอ่ยออกมาแผ่วเบา จริงอยู่ว่าเธอยอมรับหมั้นบุรินทร์อย่างไม่ลังเล แต่พอใกล้ถึงเวลาที่จะต้องแต่งงานกันจริง ๆ กวินตราก็เริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา
อีกทั้งความสัมพันธ์ของเขาและเธอไม่ได้หวานชื่นดั่งคนรัก ยิ่งช่วงหลังมานี้บุรินทร์ค่อนข้างห่างเหินจากเธออย่างเห็นได้ชัด หากแต่งงานกันไปจะอยู่กันได้ตลอดรอดฝั่งจริงหรือ...
ขณะที่กวินตรากำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น กรวิกก็แอบย่องเข้ามายืนเคียงข้างน้องสาวเงียบเชียบ ก่อนจะส่งเสียงออกมาดังลั่น
“เป็นไร!”
“โอ๊ย! พี่กาย แก้มตกใจหมดเลย ทำไมมาไม่ให้สุ้มให้เสียง”
“ก็เธอมัวแต่เหม่อ...ตกลงเป็นไร...” กรวิกเอ่ยถามเสียงเรียบราวกับไม่ใส่ใจ ทว่าลึก ๆ ในใจเป็นห่วงน้องสาวอยู่ไม่น้อย “คิดมากเรื่องแต่งงานเหรอ”
“ก็นิดนึง ทำไม...อยากแต่งแทนแก้มมั้ยล่ะ กฎหมายสมรสเท่าเทียมก็ผ่านแล้วนี่” ได้ยินแบบนั้นพี่ชายผู้นิยมชมชอบเพศตรงข้ามถึงกับส่งเสียงจิ๊ลอดไรฟันด้วยความขัดใจ ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ไม่ต้องมาเฉไฉ ไม่อยากแต่งก็บอกมา พี่จะไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ให้ ส่วนเรื่องที่ผู้ใหญ่เขาเคยคุยว่าจะดองกัน เธอไม่ต้องไปเก็บมาใส่ใจ มันไม่ใช่ภาระของเธอ” กรวิกกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง พอกวินตราหันไปมองก็เห็นใบหน้าเครียดขึงของพี่ชายจึงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“แก้มไม่แน่ใจอ่ะ ยังไม่อยากด่วนสรุป แก้มอยากจะรอให้พี่บุกลับมาก่อน แก้มอยากกลับมาใช้เวลาร่วมกันอีกครั้ง เผื่อจะหาคำตอบให้ความรู้สึกตัวเองได้”
กรวิกหรี่ตามองน้องสาวอย่างชั่งใจ ก่อนถ่มลมหายใจออกมา
“ตามใจ...คิดให้ดีละกัน เรื่องนี้มันคือความสุขของเธอทั้งชีวิตนะ ถ้าแก้มเปลี่ยนใจบอกพี่ได้เลย พี่จะออกหน้าให้เอง เข้าใจไหม หืม...”
กวินตราได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา แม้กรวิกจะชอบยียวนกวนประสาทเธอมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าเขาก็มีวิธีแสดงความรักและความห่วงใยในแบบของเขา
“เข้าใจค่ะ ขอบคุณนะคะไอ้ต้าวพี่กาย”
สิ้นเสียงหวาน ร่างบางก็โผเข้ากอดพี่ชาย ทำเอาคนที่แสดงความรักไม่เก่งถึงกับต้องแกล้งโวยวายกลบเกลื่อน
“พอเลย พอเลย พี่ไม่ชอบให้ใครมาสกินชิป ปล่อย ๆ รีบไปอาบน้ำได้แล้ว โคตรเหม็นเปรี้ยวเลยว่ะ”
กรวิกทำท่าขัดขืน กวินตราหัวเราะคิกคัก ก่อนยอมผละออกจากพี่ชาย
“ไปก็ได้ เชอะ”
กวินตราสะบัดหน้าเมินพี่ชาย ก่อนจะเดินนวยนาดออกไปจากห้องครัว ด้านกรวิกก็มองตามจนกระทั่งน้องสาวเดินห่างออกไป ก่อนที่ใบหน้าคมเข้มจะฉายแววความห่วงใยออกมา