หลังจากวันนั้นกวินตราก็ไม่ได้เจอพสุธาอีกเลย แว่วว่าชายหนุ่มเดินทางไปสัมมนาที่ต่างประเทศ ครั้นพอถามเรื่องสุขภาพของบุพการีจากพวกท่านก็ได้คำตอบเช่นเดียวกันกับกรวิก
สุดท้ายหญิงสาวจึงเลิกล้มความตั้งใจ และหันมาสนใจเรื่องคู่หมั้นหนุ่มแทน
สัปดาห์ที่ผ่านมา กวินตราติดตามบิดาไปพบพ่อของบุรินทร์ที่บริษัทของคู่หมั้นหนุ่ม เธอจึงถือโอกาสไปสอบถามตารางงานของบุรินทร์จากเลขานุการของเขา และก็ได้ความว่าชายหนุ่มมีกำหนดการเดินทางกลับมาในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้
เมื่อรู้แบบนั้น กวินตราก็เลยตระเตรียมที่จะเซอร์ไพรส์คู่หมั้นหนุ่ม โดยการจัดดินเนอร์ใต้แสงเทียนที่คอนโดฯของเขา
“ขอบใจนะแกที่อุตส่าห์มาช่วยฉัน”
กวินตราหันไปกล่าวกับขวัญจิราที่อุตส่าห์สละวันหยุดอันแสนมีค่ามาช่วยเธอขนข้าวของ เพื่อจัดเตรียมดินเนอร์สุดแสนโรแมนติกในค่ำคืนนี้
“แกต้องเลี้ยงโอมากะเสะฉันเป็นการตอบแทนนะอย่าลืม”
“ย่ะ! ยัยคนเห็นแก่กิน”
ว่าจบ กวินตราก็สะบัดหน้าเดินนำลิ่วไปหยุดยืนที่หน้าประตูห้องของบุรินทร์ ก่อนจะรวบถุงหิ้วพะรุงพะรังมารวมกันไว้ในมือข้างเดียวกัน และใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ควานหาคีย์การ์ดในกระเป๋าสะพายขึ้นมาเปิดประตู
ทันทีที่สองสาวก้าวเข้าไปในห้อง คิ้วเรียวสวยก็พลันขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ เนื่องจากภายในห้องของคู่หมั้นหนุ่มนั้นดูต่างออกไปจากเมื่อสี่ปีที่แล้วราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
ห้องดูเพล็กซ์ที่เคยตกแต่งเอาไว้แบบเรียบง่ายตามสไตล์ชายหนุ่มผู้เคร่งขรึม บัดนี้ดูอบอุ่นอ่อนหวาน อีกทั้งยังตกแต่งประดับประดาด้วยแจกันดอกไม้ และภาพแขวนสีน้ำ
“พี่บุเนี่ยเซ้นส์ดีเหมือนกันเนอะ ตกแต่งห้องน่าอยู่เชียว เอ๊ะ หรือว่าพี่บุเขาเตรียมไว้เป็นเรือนหอ” ขวัญจิราโพล่งออกมา ขณะที่กวินตรามองไปรอบห้องอย่างตั้งคำถาม
“เอ่อ...ไม่รู้สิ เมื่อก่อนมันไม่ได้เป็นแบบนี้ เอ... หรือว่าเราเข้าผิดห้อง” กวินตราถอยหลังออกมานอกห้อง และจ้องมองหมายเลขห้องอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“ฉันว่าไม่ผิดหรอกแก้ม นั่นไง รูปพี่บุแขวนอยู่ตรงทางเดินโน่น”
ได้ยินแบบนั้นกวินตราจึงเดินกลับเข้ามาในห้อง และผลักบานประตูจนปิดสนิท ก่อนไล่สายตามองไปโดยรอบ เพื่อสำรวจรายละเอียดต่าง ๆ ภายในห้อง พลันหางตาสะดุดเข้ากับป้ายห้อยคอพนักงานบริษัทของบุรินทร์ที่แขวนอยู่เหนือตู้เก็บรองเท้า ภาพใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่บนบัตรช่างดูคุ้นตาเสียจนกวินตราต้องเดินเข้าไปใกล้อีกนิด เพื่อมองให้ชัดถนัดตา
“นี่มัน...” กวินตราเอื้อมมือไปคว้าป้ายนั้นมาไว้ในมือ โดยมีขวัญจิรายื่นหน้าเข้ามาดูด้วยความสนใจ
“นี่มันลดานี่” ขวัญจิราเอ่ยชื่อของเพื่อนรักอีกคนขึ้นมา ก่อนที่สองสาวจะหันมามองหน้ากันด้วยความแปลกใจ “ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ”
“ไม่รู้สิ พี่บุคงเก็บได้มั้ง” แม้ปากจะบอกออกไปแบบนั้น ทว่าใบหน้าของกวินตราฉายแววความตะขิดตะขวงใจอย่างปิดไม่มิด
และคนช่างสงสัยเช่นขวัญจิราก็ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ เจ้าหล่อนหรี่ตามองป้ายพนักงานอย่างชั่งใจ พลางคิดสะระตะไปต่าง ๆ นานา และในเสี้ยววินาทีต่อมา ขวัญจิราก็ตัดสินใจเปิดตู้เก็บรองเท้าด้านล่างอย่างรวดเร็ว และภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอากวินตราตัวชาวาบ
ภายในตู้รองเท้าขนาดใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างเท่ากัน ฝั่งขวาคือรองเท้าสุภาพบุรุษหลากหลายชนิด ส่วนฝั่งซ้ายคือรองเท้าสตรีหลากหลายแบรนด์ถูกจัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
“ฉันว่ามีกลิ่นตุ ๆ แล้วนะแก้ม”
กวินตราถอนหายใจยาวออกมา ก่อนหลับตาลงเพื่อรวบรวมสติ ผ่านไปเกือบนาที ดวงตาคู่งามก็เปิดขึ้นมาพร้อมแววตามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
“ขวัญ! ขึ้นไปบนห้องนอนกัน”
“อืม ไป”
สิ้นเสียงขานรับของขวัญจิรา กวินตราก็สาวเท้ามุ่งหน้าขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนมาสเตอร์ และเมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็พบว่าภายในห้องนอนนั้นถูกออกแบบตกแต่งใหม่เช่นเดียวกับห้องข้างล่าง
กวินตราไม่รอช้า หญิงสาวปรี่เข้าไปในห้องแต่งตัว และสิ่งที่เธอเห็นก็ยิ่งตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าคู่หมั้นของเธอมีใครอีกคนซ่อนอยู่ และชายหนุ่มก็น่าจะคบหาอย่างจริงจัง เพราะเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของฝ่ายหญิงนั้นมีมากกว่าบุรินทร์เสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังล้วนแล้วแต่เป็นของแบรนด์เนมราคาแพง
“ไอ้แก้ม! แกดูนี่!”
ขวัญจิราวิ่งกระหืดกระหอบถือกรอบรูปตั้งโต๊ะมายื่นให้กวินตรา และภาพถ่ายในกรอบสี่เหลี่ยมนั้น ทำเอากวินตราแทบเข่าอ่อน
“ทำไมต้องเป็นลดาด้วย...”
กวินตราเอ่ยออกมาด้วยเสียงเจือสั่นเครือ ก่อนทรุดลงไปนั่งบนพื้น พร้อมความรู้สึกเจ็บแปลบในก้อนเนื้อที่อกข้างซ้าย ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ
ตอนนี้กวินตราตระหนักได้แล้วว่าความรู้สึกที่เธอมีต่อบุรินทร์นั้นไม่ใช่ความรักฉันหนุ่มสาว เธอรักเขาเฉกเช่นพี่ชายคนหนึ่ง หากบุรินทร์กล้าหาญที่จะเข้ามาบอกเธอตามตรงว่าไม่ได้รักเธอเช่นกัน เธอก็ยินดีที่จะยอมมอบอิสระให้แก่เขา
ทว่าการที่กวินตราได้ค้นพบความจริงที่ว่าคู่หมั้นของเธอและเพื่อนรักรวมหัวกันสวมเขาเธอนั้น มันทำให้หัวใจของเธอแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
น้ำตาแห่งความเสียใจพลันไหลรินออกมาจากหน่วยตาทั้งคู่ ขวัญจิราโผเข้ากอดปลอบโยนเพื่อนรักด้วยความเห็นใจ หล่อนปล่อยให้กวินตราร่ำไห้จนพอใจ โดยไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมา
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วโมง เสียงสะอื้นไห้ก็สิ้นสุดลง ขวัญจิราจึงตัดสินใจกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ
“แกจะเอาไงต่อ”
“จะอยู่รอ คุยให้รู้เรื่อง”
“เอางั้นเลยเหรอ”
“อืม”
“เออ เอาก็เอา เดี๋ยวฉันอยู่เป็นเพื่อน” เมื่อกวินตรายืนยันดังนั้น ขวัญจิราทำท่าฮึดสู้
จากนั้นสองสาวก็ลงไปรอที่ห้องนั่งเล่นด้านล่าง และจัดการสวาปามอาหารที่ตระเตรียมมาสำหรับดินเนอร์เสียจนราบคาบ
ระหว่างรอเวลาให้บุรินทร์กลับมา สองสาวก็จิบไวน์ฆ่าเวลาไปพลาง จนเวลาล่วงเลยผ่านไป ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยต่ำลง กระทั่งท้องนภากลายเป็นสีทองผ่องอำไพ เสียงปลดล็อกประตูห้องก็ดังขึ้น
กวินตราและขวัญจิรานั่งกอดอกไขว่ห้าง จ้องมองสองชายหญิงที่เดินโอบกอดกันเข้ามาด้วยความสนิทชิดเชื้อ และเมื่อคนทั้งคู่หันมาเห็นพวกหล่อนก็พลันตกใจจนหน้าถอดสี ต่างฝ่ายต่างผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
“แก้ม! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” กวินตราแสยะยิ้มให้กับท่าทางร้อนรนของคู่หมั้น ก่อนจะกล่าวตอบออกมา
“ถ้าพี่บุอ่านข้อความของแก้ม เราก็คงจะได้คุยกันว่าแก้มกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เอ่อ...พอดีพี่งานยุ่งน่ะสิ นี่ก็เพิ่งกลับมาจากทำงานกับลดา พอดีลดาขอขึ้นมาเข้าห้องน้ำน่ะ”
“ใช่ ๆ พอดีฉันปวดท้องมากเลยน่ะแก้ม” ลลดารีบรับช่วงต่อจากบุรินทร์อย่างรู้หน้าที่
ทว่ากวินตราไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป...
“ทั้งสองคนพอเถอะ...แก้มรู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว” สิ้นเสียงกวินตรา บุรินทร์และลลดาก็แสดงสีหน้าเครียดขึงออกมาโดยพร้อมเพรียง
“อย่าโทษลดาเลยนะเป็นความผิดพี่เอง”
“ไม่ค่ะ พี่บุไม่ได้ผิดอะไร ลดาผิดเอง”
กวินตรามองสองคนที่ออกรับแทนกันก็ได้แต่ถอนใจออกมา
“ถ้าจะรักกันขนาดนี้ทำไมไม่บอกแก้มดี ๆ”
“...” บุรินทร์และลลดาต่างก้มหน้าราวกับยอมรับผิด มองอีกนัยหนึ่งก็ดูเหมือนวัวสันหลังหวะที่ไม่กล้าพอจะสู้หน้ากวินตรา
“ถ้าไม่มีใครคิดจะพูดอะไร แก้มขอพูดละกันนะ ตอนนี้แก้มเข้าใจแล้วว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาที่พี่บุห่างเหินจากแก้มมันเป็นเพราะอะไร และแก้มก็เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าเรื่องของเรามันคงไม่มีทางไปได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะตัวแก้มเองก็ไม่ได้รักพี่บุในแบบคนรัก แก้มกลับมาก็ตั้งใจว่าจะเคลียร์กับพี่บุเรื่องนี้”
บุรินทร์และลลดาได้ยินแบบนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา จ้องมองกวินตราราวกับว่าดีใจต่อสิ่งที่เธอกล่าวออกมา
ทว่า...
“อย่าเพิ่งดีใจกันไปเลย...เพราะสิ่งที่แก้มได้เจอในวันนี้มันทำร้ายจิตใจแก้มมาก คนหนึ่งคือคู่หมั้นที่แก้มรักและเคารพเหมือนคนในครอบครัว อีกคนคือเพื่อนสนิทที่แก้มรักมากไม่ต่างกัน...” เสียงหวานขาดห้วงหายไป พร้อมความรู้สึกจุกแน่นในอก ก้อนสะอื้นที่เธอพยายามเก็บกลืนลงไป มันพยายามที่จะทลายออกมา
“แก้ม...ไม่ไหวก็พอเถอะ กลับบ้านกัน” ขวัญจิราเอ่ยออกมาด้วยความห่วงใย ทว่ากวินตราส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ทั้งสองคนทรยศหักหลังแก้ม ทำลายความรัก ความไว้เนื้อเชื่อใจที่แก้มมีให้ไม่มีเหลือ ต่อไปนี้แก้มคงไม่สามารถมองทั้งสองคนแบบเดิมได้อีกแล้ว”
“แก้ม...ให้โอกาสพี่ได้อธิบายก่อน” บุรินทร์ว่าพลางสาวเท้าก้าวเข้ามา
“แก้มเห็นตำตาขนาดนี้ พี่บุจะแก้ตัวอะไรอีกคะ อย่าให้แก้มต้องเกลียดพี่บุไปมากกว่านี้เลย”
“แก้ม...” ลลดาเป็นฝ่ายเอ่ยเรียกกวินตราขึ้นมาบ้าง ทว่าคนถูกหักหลังเจ็บปวดเกินกว่าจะทนฟังได้อีกต่อไป
“พอเถอะลดา ฉันไม่อยากผิดหวังในตัวแกมากไปกว่านี้”
ลลดาได้ยินแบบนั้นก็เม้มปากแน่น ก่อนก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างยอมจำนน
กวินตราจ้องมองชายหญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกเจ็บช้ำอย่างไม่อาจบรรยาย นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและคนทั้งสองคงที่มีทางกลับมาดีได้ดังเดิม
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติ พร้อมสะกดกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ ก่อนค่อย ๆ ถอดแหวนหมั้นออกจากนิ้วนางข้างซ้าย และทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี
“แล้วเรื่องถอนหมั้น พี่บุก็ช่วยแสดงความเป็นลูกผู้ชายไปบอกพวกผู้ใหญ่ด้วยนะคะ” ว่าจบกวินตราก็หันมาหาขวัญจิรา “กลับเถอะขวัญ”
สิ้นเสียงหวานเจือสั่นพร่า สองสาวเพื่อนรักก็ประคองกันก้าวออกจากห้อง เดินผ่านลลดาและบุรินทร์ โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง ทำราวกับทั้งคู่เป็นอากาศธาตุ
ลลดาดวงตาแดงก่ำ เริ่มมีหยาดน้ำตาไหลเป็นทาง ยืนซวนเซเข้าปะทะร่างสูงของบุรินทร์
ขณะที่กวินตราและขวัญจิรากำลังจะก้าวออกจากห้อง กวินตราก็นึกบางอย่างขึ้นได้ ก่อนที่เรียวขาเสลาจะหยุดชะงักและหันกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตคู่หมั้น และอดีตเพื่อนรักอีกครั้ง
“ถ้ารักกันมากก็ขอให้มีความสุขมาก ๆ และก่อนที่จะมีความสุขก็อย่างลืมนึกถึงแก้มนะคะ คิดให้มาก ๆ ว่าได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไรเอาไว้”
ว่าจบกวินตราก็สะบัดหน้าหันหลังเดินจากมา พร้อมดวงตาคู่งามที่เริ่มมีของเหลวใสเอ่อคลอในหน่วยตาทั้งคู่ ก่อนปลดปล่อยความเศร้าโศกเสียใจ ให้ไหลรินไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นทาง