หมู่บ้านหนองนาน้อย
ส้มลิ้ม หญิงสาววัยสิบแปดจะย่างเข้าสิบเก้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เดินทางกลับบ้านเกิดในช่วงปิดเทอมของมหาลัย
หลายเดือนมานี้เธอใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองใหญ่ กลับต่างจังหวัดทั้งทีก็ต้องจัดเต็มทั้งเสื้อผ้าหน้าผม
“พี่จ๊อด ๆ เดียวพอถึงหน้าบ้านหนูให้พี่บีบแตรสามทีนะคะ” เธอเอ่ยบอกลูกน้องของเฉินที่เป็นแฟนของเพื่อนสนิทอย่างเต้าหู้
วันนี้เธออาศัยขอติดรถกลับบ้านมาด้วยเพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อตั๋วรถโดยสารประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้มาก มิหนำซ้ำตลอดทางเฉินก็เลี้ยงข้าวเลี้ยงขนมพวกเธอไม่ได้ขาด ไม่ต้องเสียเงินแถมยังอิ่มท้องก็สบายใจ
“เพื่อ?” เต้าหู้ที่อยู่ด้วยกันเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“พ่อกับแม่จะได้สงสัยไงว่าใครมา แล้วก็จะต้องวิ่งออกมาดูแน่นอน พอพ่อกับแม่มาถึงหน้าประตูนะ ฉันก็จะลงจากรถสวยๆ เปิดตัวแบบยิ่งใหญ่แกรนโอเปอเรเตอร์ (grand operator) ”
“แกรนโอเพนนิ่งป่ะ (grand opening) ” เต้าหู้ช่วยรีบแก้คำผิดให้
“เออ นั่นแหละ”
พอมาถึงหน้าบ้านที่มีป้ายขนาดใหญ่เขียนด้วยตัวอักษรไทยบรรจงว่า ค่ายมวย ศ.ศิษย์เพิ่มพูน จ๊อดก็จัดการบีบแตรยาวๆ ไปสามทีตามที่ขอ
บ้านของส้มลิ้มเรียกได้ว่าเป็นค่ายมวยที่มีชื่อเสียงของอำเภอหนองนาน้อยเลยก็ว่าได้ เพราะนักมวยจากค่ายนี้แข่งระดับจังหวัดก็กวาดถ้วยรางวัลมาเสียเกือบทุกครั้ง แน่นอนว่าส้มลิ้มก็เป็นนักมวยหญิงอันดับหนึ่งของค่ายเช่นกัน
ไม่นานสามีภรรยาเจ้าของบ้าน ก็รีบวิ่งออกมาดู พร้อมกับเด็กเล็กเด็กวัยรุ่นอายุไม่เกินสิบแปดปีก็กรูออกมาในชุดวอมบ้างก็สวมเพียงกางเกงมวยถอดเสื้อ คนเหล่านี้ก็คือลูกศิษย์ของค่าย ส่วนคู่สามีภรรยานั้นก็คือพ่อแม่ของส้มลิ้มนั่นเอง
“พ่อนั่นรถใครน่ะ มาทำอะไรที่หน้าบ้านเรา” สายใจเอ่ยถามสามีอย่างเพิ่มพูนที่ก็กำลังมองรถตู้สีดำหรูอย่างพิจารณา
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่รถคันนี้แพงมากเลยนะ”
“พี่ไปติดหนี้ใครมาไหม เขามาทวงหนี้หรือเปล่า”
“จะบ้าเหรอ ไม่มี” จะมีก็แต่หนี้ธนาคารแต่ส่งเงินและดอกตรงไม่ได้ขาด
ขณะที่กำลังสงสัยกันอยู่นั้นประตูอัตโนมัติของรถค่อย ๆ เปิดออก พร้อมกับสาวสวยที่ก้าวเท้าลงมาจากรถอย่างเชื่องช้าสง่างาม อิริยาบถของเธอราวกับผู้ดี แต่งกายด้วยชุดเดรสยีนสีฟ้าสวมแว่นกันแดดสีดำ เกล้าผมสูง ออกมายืนรอ ก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำสุภาพจะยกกระเป๋ามาวางไว้ที่หน้าเธอ
“ขอบคุณค่ะพี่จ๊อด” เธอเอ่ยขอบคุณก่อนเดินลากกระเป๋าเข้าไปหาพ่อกับแม่ แล้วจึงเอ่ยทักทาย
“ไฮ แดดดี้ ไฮ มัมมี่ เซอร์ไพรส์!!!”
“ก็นึกว่าใคร ไอ้ส้มลิ้มนี่เอง เดี๋ยวนี้ดีเนาะรถตู้มีบริการส่งถึงหน้าบ้าน ปกติต้องออกไปรับหน้าปากซอย” เพิ่มพูนเอ่ย
“โหเจ้ กลับมาทั้งทีต้องเลี้ยงฉลองแล้วไหม” ไอ้แสน เป็นนักมวยตัวเต็งของค่ายและสนิทกับส้มลิ้มมาก ถึงขั้นนับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง แสนมักจะเรียกส้มลิ้มว่าเจ้เพื่อให้ความเคารพ
“อยากกินอะไรกันล่ะ” ส้มลิ้มเอ่ยถาม
“ก็ต้องหมูกระทะอยู่แล้วหรือเปล่าเจ้ ถามแบบนี้จะเลี้ยงเหรอ”
“หารดิ”
“ไม่ป๋าเลย”
“เงินทองหายาก ถ้ามีฉันก็จะเลี้ยงอยู่ แต่ตอนนี้หาร ๆ กันไปก่อน” เพราะตอนนี้ต้องเก็บเงินไว้จ่ายค่าเทอม ค่าหอพัก ค่ากินอยู่เลยจะต้องประหยัดเท่าที่จะทำได้
“เดี๋ยวฉันเอาของไปเก็บก่อน แล้วค่อยออกไปซื้อของที่ตลาดกัน โอเคไหม”
ส้มลิ้มแบกกระเป๋าขนาดยี่สิบกิโลขึ้นบนบ่าภาพที่เห็นประหนึ่งกำลังแบกกระสอบข้าวสาร เธอยกมันเดินขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านอย่างสบาย ๆ เพื่อเอาของไปเก็บก่อนจะเดินลงมาด้วยชุดเดิมที่ใส่มาวันนี้ ลักษณะของบ้านจะเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูงด้านล่างจะเป็นพื้นดินและมีแคร่ไม้ไผ่เอาไว้สำหรับนอนเล่นและกินข้าว
“ไม่เปลี่ยนชุดเหรอเจ้ จะไปทั้งแบบนี้อะนะ” แสนที่เห็นว่าเธอไม่เปลี่ยนชุด ยังคงสวมใส่เดรสตัวเดิมเลยเอ่ยถาม
“ใช่น่ะสิ มันจะเป็นอะไรล่ะ”
“เดี๋ยวหมาก็เห่าหรอก”
“มันเห่าเพราะเห็นคนสวยน่ะสิ อย่าพูดมากรีบไปซื้อของได้แล้วเดี๋ยวจะมืดจะค่ำไปซะก่อน” หลังจากนั้นส้มลิ้ม แสน และเด็กในค่ายอีกสองสามคนก็ขับกระบะสีแดงคันเก่าๆ ออกไปซื้อของที่ตลาดกัน ในเย็นวันนั้นทุกคนก็ร่วมวงกินหมูกระทะกันอย่างเอร็ดอร่อย
ณ โรงพยาบาล CRK
ศัลยแพทย์หนุ่มพึ่งเสร็จจากผ่าตัดเคสสุดท้ายของวันนี้ เขานั่งพักในห้องทำงานส่วนตัวด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดเข้ามาโดยไม่ได้เคาะ คนที่จะทำแบบนี้กับเขาคงมีไม่กี่คนถ้าไม่ใช่เฉินน้องชายสุดที่รักก็คงจะเป็นเพื่อนสนิท อย่างแบล็ค ซึ่งเป็นศัลยแพทย์หัวใจผู้ซึ่งไร้มารยาท
“ไงมึง ทำหน้าเหมือนจะตาย”
“ก็เกือบ”
“เคสนี้หนักเลยเหรอวะ”
“อืม พอสมควร ก้อนเนื้อใหญ่มากแล้วก็อยู่ใกล้เส้นเลือดใหญ่” เพราะเป็นแบบนั้นเขาจึงต้องระมัดระวังทำให้การผ่าตัดกินเวลานานหลายชั่วโมง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ
“คืนนี้ไปดื่มกับกูหน่อย กูชวนไอ้ซัน ไอ้เบียร์ไปแล้ว ร้านเดิม”
“ไหนมึงบอกว่ามีกินข้าวกับบ้านมะลิ” อี้ถามถึงเรื่องที่แบล็คเล่าให้ฟังไม่กี่วันก่อนว่าทางบ้านนัดกินข้าวกับทางบ้านของคู่หมั้น
“พ่อแม่กูเป็นคนนัด ไม่ใช่กูนี่ ไม่จำเป็นต้องไป อีกอย่างกูก็ไม่ได้อยากแต่งขนาดนั้นไม่จำเป็นต้องสนใจหรอก”
“ไม่สนใจ? แล้ววันนั้นในรถมีอะไรกันในรถเรียกว่าอะไร ถ้าไม่มีใจ” เพราะพักอยู่คอนโดเดียวกันเลยได้เห็นตอนที่แบล็คกำลังบรรเลงเพลงรักบนรถกับคู่หมั้นที่มันบอกว่าไม่ได้รักไม่ได้สนใจ แต่ก็ชอบนัดมาที่คอนโดบ่อยๆ แบล็คมันชอบความตื่นเต้นท้าทาย มันเป็นพวกขี้เบื่อง่ายด้วย กับเธอคงเป็นแค่ของเล่นฆ่าเวลา ถึงจะมีสัญญาหมั้นหมายก็ใช่ว่ามันจะสนใจเธอ
“เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีใจ แค่มีอารมณ์ก็เอาได้ เคยได้ยินป่ะ รอให้เขามีใจเมื่อไหร่จะได้มีอะไรกัน”
“เป็นหมอหัวใจ แต่เสือกไม่มีหัวใจ”
“เรื่องผู้หญิงใครจะดีเท่ามึง เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี”
“เขาเรียกคนมีเมตตา”
“มีเยอะเกินไง เลยเสียแต่เงินไม่ได้เสียตัว สุดท้ายเขากลับไปหาคนเก่า แถมเลี้ยงลูกให้เขาอีกต่างหาก” เพื่อนคงหมายถึงการที่เขาดูแลริบบิ้น กับลูกชายของเธออย่างดีในหลายปีที่ผ่านมา เขารู้สึกดีกับเธอจะเรียกว่าชอบก็ได้ แต่เมื่อความสัมพันธ์ของเราไม่สามารถพัฒนาไปเป็นคนรักได้ เราก็เลยกลายเป็นพี่น้องที่มีความหวังดีให้แก่กันเท่านั้น
ก็ยอมรับว่าการที่เขาพยายามทำตัวเป็นสุภาพบุรุษก็ทำให้เขาไม่สมหวังอย่างที่เพื่อนว่า เขาไม่ชอบการบังคับหรือฝืนจิตใจของใครให้ต้องมารักมาชอบเขา แต่ถ้ามีคนมาชอบถ้าเขาไม่ได้ชอบ เขาก็คงบอกไปตามตรงและจะไม่ให้ความหวังเช่นกัน
“แต่ก็มีบางคนที่มึงเสียเงินกับเสียตัวให้อยู่นี่หว่า” มันก็คงหมายถึงแฟนเก่าของเขาที่เลิกกันไปนานแล้ว
“พูดมากนักนะมึง” อี้หยิบปากกาปาใส่เพื่อนแต่แบล็คหลบทัน ทำให้มันไปโดนกำแพงแล้วกระเด้งกระดอนตกลงบนพื้น
“กูไม่ล้อมึงแล้วก็ได้ ว่าแต่เอาไงจะไปไม่ไป เดี๋ยวมึงก็ต้องกลับเชียงใหม่อีก นาน ๆ ทีจะได้ไปนั่งดื่มกับพวกกู”
“พวกมึงไปที่ร้านก่อนเลย เดี๋ยวกูตามไป”
“เออ ให้มันได้อย่างนี้ดิวะ” แบล็คแสดงท่าทีดีใจจนออกนอกหน้าก่อนจะรีบออกไปอย่างอารมณ์ดี
อี้มองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือตอนนี้ถึงเวลาเลิกงานแล้วเขาก็ไม่ลืมที่จะเก็บของจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก่อนกลับด้วยความเคยชิน พอเห็นอะไรไม่เรียบร้อยก็รู้สึกขัดหูขัดตา
พอจัดการความเรียบร้อยเสร็จก็แวะไปยังห้องพักผู้ป่วย Vvip ที่มีชายชราที่ป่วยเป็นโรคหัวใจกำลังพักอยู่ในนั้น พอเปิดประตูห้องเข้าไปก็ถึงกับกุมขมับ เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์สามสี่คนในชุดดำกำลังรุมกินชายชราที่ป่วยหนักอย่างเมามัน
“แม่งเอ๊ย บอด” ชายชราส่งเสียงออกมาอย่างหัวเสียพร้อมกับทิ้งไพ่สองใบลงบนผ้าห่มที่เขาใช้ปูนั่งทำกิจกรรมคณิตคิดเร็วกัน
“ผมป๊อกเก้าครับท่าน
“ผมแปดสองเด้งครับ”
“เจ้าสัวจ่ายรอบวงนะครับ”
“เออ ๆ รู้แล้ว มาต่อ ๆ” เพราะมัวแต่ดีใจที่เจ้ามือแพ้ทุกคนเลยได้รับเงินกันถ้วนหน้า แต่ละคนก็ไม่ทันสังเกตว่ามีคนกำลังเข้ามา จนอี้ต้อง...
“ตำรวจมา!!”
เจ้าสัวไม่ตกใจอะไร แต่ลูกน้องแตกตื่นวิ่งหาที่หลบกันจ้าละหวั่น บางคนออกไปนอกระเบียง บางคนเข้าไปซ่อนในห้องน้ำ บ้างก็แสร้งทำความสะอาด จนอี้อดขำไม่ได้ พอรู้ว่าเป็นอี้ที่มาแกล้งลูกน้องก็รีบเดินเจี่ยมเจี้ยมหลบออกจากห้องไปด้วยความรวดเร็ว
“มาขัดอีกแล้ว” ชายชราว่าอย่างหัวเสีย
“นี่มันโรงพยาบาล เขาห้ามเล่นการพนัน”
“ก็โรงพยาบาลฉัน ใครมันจะกล้า”
“เอาที่กงสบายใจเถอะ”
“แล้วจะกลับเชียงใหม่เลยเหรอ”
“ก็อีกสองสามวัน ทำไม คิดถึงหลานเหรอ”
ชายชราพยุงตัวเองลุกขึ้นกลับมานั่งที่เตียง โดยที่อี้เดินเข้าไปช่วยประคอง
“อืม ช่วงนี้สุขภาพฉันก็ไม่ค่อยดี อยากให้แกกลับมาอยู่ใกล้ ๆ เกิดเป็นอะไรไปขึ้นมาจะได้มาดูใจกันเป็นครั้งสุดท้ายทัน”
“เลิกทำกิจกรรมอะไรที่มันกระตุ้นอาการกำเริบให้ได้ก่อน อย่างเล่นไพ่เนี่ยก็เสี่ยงนะ เวลาลุ้นจะทำให้เครียดหัวใจเต้นเร็ว ความดันอีก”
“นิดๆ หน่อยๆ จะเป็นอะไรไป” อี้ได้แต่ส่ายหัวในความดื้อรั้นของคนแก่
“ที่เชียงใหม่ก็ให้คนอื่นดูแลแทนไป นาน ๆ ทีแกค่อยไปดูก็ได้”
“งั้นก็ต้องเคลียร์งานทางนั้นก่อน จะย้ายมาอาจจะสักเดือนหน้า แต่ผมคงไป ๆ มา ๆ ถ้ามีเคสหนัก ๆ หรือคนไข้ที่นัดเอาไว้”
“แบบนั้นก็ดี ว่าแต่…เมื่อไหร่จะหาเมียสักที อายุปูนนี้แล้ว”
“วกกลับมาเรื่องนี้จนได้”
“เฉินมันมีเมียแล้วนะ รู้หรือยัง”
“รู้แล้ว เจอเมียมันแล้ว”
“นั่นแหละ แกก็รีบมีได้แล้ว อย่าแพ้ไอ่ตี๋มัน พรุ่งนี้ยังไม่กลับเชียงใหม่ใช่ไหม”
“ครับ”
“ไปทานข้าวกับหลานคุณหญิงผิงให้หน่อย”
“อีกแล้วเหรอ บอกแล้วไงว่าไม่ต้อง ถ้าจะมีเมียเดี๋ยวหาเอง”
“แค่ไปทานข้าวด้วยทำความรู้จักกัน จะได้มีเพื่อนเยอะ ๆ ไม่ได้ให้ไปเอาเขาทำเมียสักหน่อย”
“ผมรู้ทันอากงหรอกน่า แค่อ้าปากก็เห็นไปถึงลำไส้ใหญ่แล้ว” ชายชราจิ๊ปาก
“เลิกได้แล้วนะกับการให้ผมไปกินข้าวกับลูกคนนั้นที หลานคนนี้ที เมียถ้ามีเดี๋ยวเห็นเอง