ออกค่ายอาสาเพื่อน้อง
เสียงล้อรถทัวร์ค่อย ๆ เงียบลงเมื่อมาถึงจุดพักริมทางเล็ก ๆ หน้าตลาดชาวบ้าน เสียงตะโกนเรียกชื่อ และเสียงนกหวีดของพี่ว้ากเจื้อยแจ้วแหวกอากาศเช้าตรู่
“ปีหนึ่งเร็ว ๆ เข้าคร้าบบบบ! ใครช้าโดนดันพื้นแน่นอน! ขึ้นรถ ๆ”-
สายขิมยืนอ้ำอึ้งอยู่มุมหนึ่งของลานดิน มือเล็กกำสายห้อยคอที่เขียนว่า “International Business” แน่น เธอกับญาดายังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าต้องขึ้นรถคันไหนกันแน่
จู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนเรียกมาจากอีกฝั่งของลาน
“เฮ้! ใครยังไม่ได้ขึ้นรถพี่วินบ้าง รีบเลย จะออกแล้ว!”
เสียงทุ้มนิ่งนั้น ทำให้สายขิมหันขวับทันที
ชายหนุ่มในชุดช็อปสีน้ำตาลอ่อน ยืนพิงกระบะท้ายอย่างไม่สนความวุ่นวายรอบตัว ใบหน้าเคร่งขรึมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ แต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่าง…อบอุ่นอย่างประหลาด
ราวิน รุ่นพี่ปี 4 วิศวกรรมโยธา ผู้ขึ้นชื่อว่าเงียบ ขรึม แต่มีคนแอบมอง แอบชอบเขาไม่เว้นแต่ละวัน
“จะขึ้นมั้ยครับ?”
เสียงเขาถามเรียบ ๆ แต่สายตากลับตรงประเด็นราวกับไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ
สายขิมสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนรีบพยักหน้า ก้าวขึ้นไปเกาะขอบรถอย่างเก้อเขิน
“ขอบคุณค่ะ...เอ่อ พี่ชื่ออะไรเหรอคะ?”
“วิน ราวิน”
เขายิ้มบาง ๆ ให้ ก่อนจะยื่นมือมาดึงเธอขึ้นรถอย่างสุภาพ
“ญาดา ขึ้นคันนี้”
สายขิมหันไปเรียกเพื่อนสาว
“ไอ้เต! มาช่วยดึงเพื่อนน้องขึ้นอีกคนเร็ว!”
เสียงราวินเรียกเพื่อนสนิทที่เดินมาอย่างสบาย ๆ พร้อมถุงขนมแน่นสองมือ
เตชิต หนุ่มผมยุ่งเจ้าสำราญ ช็อปพับแขนแบบไม่เป็นทางการ กับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประจำตัว และแน่นอนสาวๆ ติดเขาตรึมเช่นกัน
“โอ้โห...น้อง ๆ คนที่ ได้ขึ้นรถคันเดียวกับพี่วิน นับว่าโชคดีสุด ๆ แล้วครับ!”
เขาหันไปยักคิ้วให้ ญาดา เพื่อนสาวสุดมั่นของสายขิม ที่ตอนนี้ยืนกอดอกมองเขาอย่างประเมินราคา
“โห...หล่อจัด”
ญาดาพึมพำเหมือนไม่ตั้งใจ แต่เตชิตได้ยินเต็มสองหู
“เธอเป็นคนแรกที่พูดแบบนี้กับพี่เลยนะ ชอบ ๆ ๆ”
“โรคจิตรึเปล่า?”
ญาดาเลิกคิ้ว ก่อนจะยกเป้ขึ้นหลัง เดินขึ้นรถไปอย่างไม่ใส่ใจ
ราวินหันกลับมามองสายขิมที่ตอนนี้นั่งกอดเข่าอยู่บนท้ายกระบะ พยายามหลบสายตาเขาแต่ก็อดชำเลืองมองไม่ได้
“ชื่ออะไร?”
“ขิมค่ะ...สายขิม”
“ชื่อเหมือนขนมเลยนะ”
เธอหัวเราะเบา ๆ
“ทุกคนก็พูดแบบนั้นค่ะ”
“แต่ขิมแบบเธอ...น่าจะหวานกว่าขนมเสียอีก ว่าไหม”
เสียงเขาเรียบนิ่ง แต่กลับทำให้ใจเธอสั่นอย่างไม่ทันตั้งตัว
ญาดาหันขวับทันที
“อะแฮ่ม พี่กำลังจีบเพื่อนหนูอยู่หรือเปล่า ขอบอกก่อนนะถ้าไม่จริงจังอย่ายุ่งกับเธอ เพราะเธอเป็นเด็กดีมาก”
สายขิมสะกิดญาดาให้หยุดพูดทันที
เตชิตโพล่งขึ้นมาจากหน้ารถด้วยน้ำเสียงขบขัน
“พี่วินนี่พูดอะไรหวาน ๆ ไม่ค่อยเป็นนะน้อง ปกติเงียบเป็นเป่าสากเลยนะเว้ย! วันนี้แปลกเจอสาวถูกใจสิท่า”
ราวินหัวเราะในลำคอเบา ๆ ลมเย็นพัดปลิวผ่าน เสื้อนอกของเขาปลิวแตะแขนสายขิมเบา ๆ เธอหันไปมองหน้าเขา...แล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
แล้วเบนหน้าหลบสายตาเขาทันที
เมื่อล้อสุดท้ายหยุดหมุนบนลานดินสูงของหมู่บ้านกลางดอย สายลมหนาวก็แทรกเข้ามาโอบรัดทุกสัมผัสทันที
ราวินก้าวลงจากรถ หยิบกระเป๋าตัวเองลง ก่อนหันไปมองสาวน้อยที่กำลังยื้อกระเป๋าใบโตของตัวเอง
“เธอเอาอะไรมาเยอะแยะเนี่ย?”
“ก็เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม ยากันยุง แล้วก็บรา... เอ่อ ของจำเป็นนะคะ”
เธอหน้าแดงขึ้นทันทีที่รู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป
“พี่ถือให้”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูถือเองได้…”
“เอามาเถอะน่า”
เขาไม่รอฟังคำปฏิเสธ คว้ากระเป๋าเธอขึ้นพาดบ่าอย่างไม่คิดมาก
ด้านหลัง เตชิตเองก็กำลังแบกเป้ญาดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ถ้ารุ่นพี่อยากถือก็เลยค่ะ ฉันจะได้ไม่เหนื่อย”
ญาดาตอบแบบไร้ความเกรงใจ เตชิตยิ้มกว้างราวกับถูกใจ
สายขิมเดินตามราวินอย่างเงียบ ๆ มือเล็กกอดอกแน่น แสงแดดบ่ายบนดอยไม่อบอุ่นอย่างที่คิด ลมหนาวยังแทรกมาทุกจังหวะลมหายใจ
“หนาวมั้ย?”
“นิดหน่อยค่ะ...แต่สบายดี”
“ใส่ถุงมือสิ”
เขายื่นถุงมือไหมพรมสีเทาให้
“พี่ไม่ใส่เหรอคะ?”
“มือพี่อุ่นกว่าถุงมืออีก ลองจับดูมั้ยล่ะ?”
คำพูดนั้น ทำให้เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยกมือรับถุงมือจากเขาด้วยหัวใจที่เริ่มอุ่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“ใส่แค่ถุงมือพอค่ะ ไม่จับมือ แค่พี่ถือกระเป๋าให้ขิม คนก็มองเยอะแล้วนะคะ”
“ใครอยากมองก็ให้เขามองไป ไม่เห็นเป็นไรนี่”
เขาตอบพลางเดินนำขึ้นเนินไป โดยไม่ทันรู้เลยว่า รอยยิ้มของเขา...กำลังเริ่มเข้ายึดพื้นที่ในใจใครบางคนอย่างช้า ๆ
ทันทีที่ถึงลานหน้าบ้านพักไม้ชั้นเดียว ที่พักของกลุ่มค่ายอาสาครั้งนี้ รุ่นพี่ก็แบ่งกลุ่มให้น้อง ๆ ช่วยกันขนของลงจากรถ และเตรียมแยกย้ายไปจัดพื้นที่นอนในห้องรวม
บ้านไม้ยกพื้นสูง เสื่อผืน ผ้าห่มผืนบาง วางเรียงรายหญิงชายแยกฝั่งกัน และเสียงนกร้องแว่วมาไกล ๆ กลางหมู่บ้านบนดอย กลายเป็นภาพใหม่ในสายตาเด็กปีหนึ่งอย่างสายขิมที่ไม่เคยออกค่ายมาก่อน
“หญิงนอนฝั่งซ้าย ชายนอนฝั่งขวา และอย่าลืมเอาของกินมาเก็บรวมไว้ด้วย จะได้แจกพรุ่งนี้”
เสียงพี่สตาฟดังผ่านเครื่องขยายเสียงพกพา
สายขิมแบกเป้ตัวเองขึ้นบ้านไม้ ก่อนจะปาดเหงื่อบาง ๆ ที่หน้าผาก หอบนิดหน่อยเพราะเดินขึ้นเนินมา
“เหนื่อยเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้นข้างหลัง
เธอหันไปเจอราวินยืนพิงเสาคู่หน้าบ้าน
“นิดหน่อยค่ะ แต่ไหวค่ะ ขอบคุณที่ถือของให้เมื่อกี้นะคะ”
“ไม่เป็นไร พี่เต็มใจช่วยขิม”
คำพูดเรียบง่ายของเขา กลับทำให้เธอยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่รู้ตัว
แล้ว...เสียงฟ้าร้องแผ่วเบาก็พลันดังขึ้น
ก่อนที่เม็ดฝนบางเบาจะเริ่มโปรยปรายลงมาจากฟ้าเหนือยอดสน
ฝนตก
ลมเย็นพัดผ่านพร้อมไอหมอกที่ค่อย ๆ ลอยต่ำลงเรื่อย ๆ เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีของบ้านพักกลายเป็นจังหวะกล่อมใจที่อบอุ่นอย่างประหลาด
สายขิมยืนมองฝนพรำจากชายระเบียงไม้ พักเท้าลงบนขั้นไม้เปียกฝนเบา ๆ เสื้อแขนยาวเริ่มชื้น...แต่เธอไม่ขยับหนี
“เดี๋ยวจะเปียกนะ”
ราวินยื่นเสื้อคลุมของเขาให้เธอ
“พี่ให้ยืม...และห้ามป่วยล่ะ”
เธอรับไว้เงียบ ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แสงฝนสะท้อนดวงตาคมคู่นั้นให้ดูอบอุ่นเกินคาด
“พี่วินค่ะ...ปกติพี่ใจดีกับทุกคนแบบนี้รึเปล่า?”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลบตาเธอเล็กน้อย แล้วพูดเบา ๆ
“เปล่า...แค่กับบางคน”
หัวใจสายขิมเต้นแรงแบบไม่รู้ตัว จังหวะที่ไม่เกี่ยวกับสายฝนข้างนอกเลยสักนิด
เธอแอบยิ้ม พลางพูดเหมือนชวนคุยกลบเขิน
“ฝนตกแบบนี้ ถ้าอยู่บ้านคงได้นอนฟังเพลง ดูซีรีส์ แล้วก็กินขนมเนอะ...”
“แต่ฝนตกแบบนี้ บนดอย...มันได้อะไรบางอย่างที่ในเมืองไม่มี”
เขาตอบทันที โดยที่ไม่ได้หันไปมองทิวเขาเหมือนที่พูด แต่กลับมองเธอแทน
สายขิมหน้าแดงอีกครั้ง เธอไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝนหรือคำพูดของเขา ...หรือทั้งสองอย่าง