ณ มหาวิทยาลัย
ฉันมาเรียนด้วยสภาพขอบตาคล้ำชนิดที่ว่าแว่นที่ใส่ไม่สามารถปกปิดมันได้ ยัยนีนเห็นยังทำท่าทางตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน
“เกิดอะไรขึ้นเบล...ทำไมสภาพแกถึงได้แย่แบบนี้”
“ไม่...ได้...นอน” ฉันหันไปมองนีนด้วยสภาพน่าอนาถสุด ๆ ก็เป็นดั่งที่บอก ฉันไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะคิดมาเรื่องพี่เทมป์นั่นแหละว่าเขาจะทันดูรูปหรือไม่กันแน่ แม้จะพยายามข่มตาหลับแค่ไหนก็ทำไม่ได้จริง ๆ
“มีเรื่องทุกข์ใจรึเปล่า เล่าให้ฉันฟังได้นะแก” นีนเดินเข้ามาเกาะไหล่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“เรื่องไร้สาระนะ อย่าได้ใส่ใจเลย...รีบไปเรียนกันเถอะเดี๋ยวเข้าห้องไม่ทัน ได้ที่นั่งหน้าห้องขึ้นมาจะซวย”
“เออ...จริงด้วย รีบไปกัน” จากนั้นยัยนีนก็ลากฉันไปอย่างเร็วจี๋
ขณะเรียนเป็นไงไม่รู้ ที่แน่น ๆ คือฉันไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนสักนิด แบบอยากให้วันนี้ผ่านไปเร็ววันอยากลืมเรื่องนี้ไปเสียที เอาจริงนะ แม้ฉันจะรู้อยู่แกใจว่าถึงพี่เทมป์จะเห็นรูปโป๊เปลือยล่อนจ้อนนั้นทั้งตัว เขาก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าเป็นฉัน ตอนนี้เขาก็คงรู้เพียงว่ารูปนั้นคือแองเจิ้ลเท่านั้นแหละ
ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงไม่คิดมากอะไร แต่ดันเป็นคนที่แอบชอบนะสิ พอคิดทีไรก็เขินทุกทีเหมือนคนที่เราชอบกำลังมองรูปเราอยู่
พอหมดคาบเรียนสิ่งต่อไปที่ทำให้หนักใจไม่แพ้กันคือ ‘กินข้าวที่ไหนดี กินอะไรดี’ ปัญหาโลกแตกจริง ๆ นั่นแหละ
“ไปกินข้าวที่โรงอาหารกลางของมหาลัยกัน ที่นั่นหนุ่มหล่อทั่วมหาลัยมากินกันเพียบ” แต่ฉันยังไม่ทันตกลงอะไรยัยนีนก็ลากฉันไปโดยที่ไม่รอคำตอบจากฉันด้วยซ้ำ
พอมาถึงก็ต้องตกใจนักศึกษามาทานที่นี่กันเยอะมาก เรียกได้ว่าทุกคณะอย่างที่ยัยนีนบอกจริง ๆ
นี่เป็นไม่กี่ครั้งเลยมั้ง ที่พวกเรามาทานโรงอาหารกลางของมหาลัย ปกติเราจะทานกันที่โรงอาหารคณะเท่านั้นเพราะมันง่ายและสะดวกกว่า ไม่ก็นอกมหาลัยไปเลย
“ฮู้ว...คนนั้นก็หล่อ คนนั้นก็ดี รู้งี้มากินที่นี่บ่อย ๆ นานแล้ว” ยัยนีนตาเป็นประกาย ฉันไม่ค่อยเข้าใจนางอย่างหนึ่งนะ ทั้งที่ตัวเองเอาแต่บอกว่าอยากเป็นเมียพี่ภีม ไม่ก็พี่ภีมคืออนาคตสามี มันก็ต้องคลั่งรักเขาคนเดียวสิ แต่นี่เอาแต่วี้ดว้ายผู้ชายอยู่ตลอด แถมยังอ่อยสุด ๆ อีก สรุปแล้วนางรักพี่ภีมของนางจริงรึเปล่านะ
“แกจะกินอะไร” ฉันหันไปถามนีนที่เอาแต่มองหนุ่ม ๆ ต่างคณะ ขืนปล่อยไว้ไม่ได้กินข้าวกันพอดี
“นั่นสิ จะกินผู้ชายก็ไม่ได้ งั้นกินกะเพราไข่ดาวก็แล้วกัน”
“สิ้นคิด...”
“นี่ยัยเบล...บางทีเสียงในหัวไม่ต้องพูดออกมาก็ได้ปะ ตลอดเลยนะแก”
“เออ ขอโทษมันเผลอนะสิ ตอนแรกแค่คิด ไม่คิดว่าตัวเองจะพูดออกมาเหมือนกัน” ฉันเกาหัวหงึก ๆ จริง ๆ ก็งงตัวเองเหมือนกันที่ปากค่อนข้างไวพอ ๆ กับความคิด มันเป็นข้อเสียเดียวของฉันเลยละ
“ฉันจะพูดว่ากินกะเพราะไข่ดาวด้วยนั่นแหละ ก็เลยคิดว่าตัวเองสิ้นคิด มันประจวบเหมาะจนสมองประมวลผลไม่ทันนะสิ ปะ...ไปต่อแถวซื้อกันเถอะ” ฉันดันหลังยัยนีนไปเพื่อตัดปัญหา เดี๋ยวก็งอนกันอีก
เราต่อคิวได้ไม่นาน ก็มานั่งทานกันอย่างสบายใจเฉิบ
“แล้วนี่เหลือเรียนอีกคาบแกจะกลับเลยรึเปล่า” ยัยนีนหันมาถามฉัน
“กลับไม่ได้ วันนี้โดนสภานักศึกษาเรียกรวมตัวครั้งแรกด้วย จะบ้าตาย...”
“อ่า...จริงสิ เพื่อนฉันกลายเป็นคนมีตำแหน่งไปแล้ว”
“ไม่ได้อยากมีตำแหน่งเฟ้ย...ไม่เอาไม่พูดเรื่องนี้แล้วดีกว่า แล้วที่ฉันให้แกไปถามที่คอนโดล่ะเป็นไงบ้าง”
“ว่าง แถมห้องก็ติดกับฉันด้วย...อิอิ พร้อมให้แกย้ายมาเลย”
“อ่าวไหนแกบอกคราวก่อนว่าห้องนั้นไม่ว่าง” ฉันเลิกคิ้วมองหน้ายัยนีน ตอนแรกนางก็บ่นว่าห้องไม่ว่าง แต่ไม่คิดว่ามันจะว่างเร็วขนาดนี้ แปลก ๆ
“ก็ตอนนี้มันว่างแล้วไง” ยัยนีนฉีกยิ้มให้ ดูท่าคงไปเจอเรื่องดี ๆ มา
“รวดเร็วทันใจจริง...งั้นฉันย้ายไปเร็วสุดตอนไหน”
“พรุ่งนี้...หยุดเรียนพอดีด้วยไง เดี๋ยวฉันไปช่วยจัดห้อง”
“โอเค...ดีล” ฉันแปะมือกับนีน มีคนช่วยจัดห้องดีกว่าไม่มีละนะ
ทันใดนั้น...จู่ ๆ เสียงกรี้ดกร้าดของสาว ๆ ก็ดังสนั่นโรงอาหารไม่ว่าโต๊ะไหน ๆ ก็ลุกขึ้นชะเง้อมองกลุ่มรุ่นพี่วิศวะกลุ่มที่ดังที่สุดในมหาลัย อย่างกลุ่มของพี่เทมป์ แม้ใจฉันจะเต้นโครมคราม แต่ตอนนี้ฉันไม่อยากเห็นหน้าเขาหรอก เพราะแค่เห็นหน้าเขามันก็ทำให้ฉันนึกถึงความสะเพร่าตัวเองที่เผลอไปในคืนที่ผ่านมา
“หึ...ทำตัวเด่นเอิกเกริกไปได้” คำนี้ไม่ใช่ฉันพูด แต่เป็นนีนที่พูด ฉันเงยหน้ามองเพื่อนด้วยความแปลกใจ ปกติถ้ายัยนีนได้เจอพี่ภีมต้องวิ่งแจ้นไปแสดงตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของแล้วสิ แต่ครั้งนี้นางกลับนิ่ง ไม่ตามอะไรแถมสีหน้ายังออกไปทางเบะปากมากกว่า
“ฉันนึกว่าแกจะรีบลุกวิ่งไปหาพี่ภีมอนาคตสามีแกซะอีก”
“เฮอะ...เวลาเปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตก็เปลี่ยน ฉันไม่สนใจเขาแล้วล่ะ พอได้มาอยู่ที่นี่ ก็มีคนหล่อมากมายตั้งเยอะ ฉันไม่มัวตามต้อย ๆ จนเสียเวลาหรอก”
“ห๊า...” ฉันยื่นมือไปแตะหน้าผากเพื่อน “ไม่สบายรึเปล่า หรือกินอะไรผิดสำแดง” ทว่า...ยัยนีนก็ปัดมือฉันออก
“ฉันปกติดี แค่ตาสว่างย่ะ” ในขณะที่เราคุยกัน พี่ภีมและพ้องเพื่อนของเขาก็เดินตรงดิ่งมายืนที่โต๊ะของพวกเรา ฉันกลืนน้ำลายไปหลายอึกไม่อยากจะหันไปมองหน้าพี่ ๆ เขาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะพี่เทมป์
“เป็นอะไรอีก...แล้วทำไมไม่รับสายพี่” พี่ภีมนั่งลงข้าง ๆ นีน พี่ ๆ คนอื่น ๆ ก็นั่งลงตาม แล้วพี่เทมป์ดันเป็นคนที่นั่งใกล้ฉัน จนฉันต้องหดตัวขยับไปนั่งชิดขอบเก้าอี้ยาวนั่งก้มหน้ากินข้าวเงียบ ๆ
“พี่ภีมบอกรำคาญนีนไม่ใช่รึไง นีนก็พยายามทำตัวไม่ยุ่งย่ามกับพี่แล้ว พี่อยากไปไหนก็ไป ปล่อยพี่กลับคืนสู่ป่าแล้วค่ะ ต่อจากนี้นีนไม่อยากได้พี่เป็นว่าที่สามีแล้วค่ะ พี่จะได้ไม่ต้องกังวลว่ายัยตัวน่ารำคาญคนนี้จะมาเกาะแกะตอนไหนอีก”
“เฮอะ...”
“ฉันรู้นะคะว่าพี่กำลังดีใจ ดูท่าตอนเย็นคงไปฉลองกันสนุกแน่ ขอตัวดีกว่า เชิญพวกพี่ ๆ ทานข้าวให้อร่อยนะคะ เบลไปกัน...” ฉันเริ่มทำตัวไม่ถูก เพราะเอาแต่ก้มหน้า แม้จะรู้สึกเหมือนคนข้าง ๆ จะจ้องกันโดยไม่ทราบเจตนา
“อื้อ...” ฉันเงยหน้าตอบเพื่อน ก่อนจะหันไปหาพี่ ๆ ด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ “ขอตัวนะคะ” วินาทีนั้นแหละที่ได้ฉันได้สบตากับเขา และน่าแปลกที่เขายกยิ้มมุมปากให้ฉันด้วย... ‘ทำไมเขาต้องยิ้มแบบนี้’