วันนี้เป็นวันแรกที่จะได้เริ่มงานในสภานักศึกษาอย่างจริงจังกับฝ่ายที่ฉันได้รับมอบหมายนั่นคือ กิจกรรมกลางและสื่อสารองค์กร แต่ก่อนที่ฉันจะไปยังคณะวิศวะนั้น ฉันก็ต้องรู้พื้นฐานก่อนว่าฉันจะไปทำอะไรที่นั่น เพราะฉันคือคนที่จะประสานงานกับพวกเขา เป็นตัวแทนของสภาที่จะสื่อสารกับกลุ่มวิศวะคอม เพื่อให้ผลออกมาได้ตรงกับเป้าหมายที่สุด
“น้องเบลครับ และก็น้องเอ่อ...ปานใช่ไหม” ประธานสภาอย่างพี่พัฒน์พูดทักพร้อมด้วยรอยยิ้ม
“ใช่ค่ะ” ปานตอบไป
“นี่คือสิ่งที่น้องต้องทำนะครับ” พี่พัฒน์เดินมาแจ้งฉันและเพื่อนอีกคนที่ได้รับมอบหมายอย่างปาน ซึ่งอยู่ปี 3 ตัวแทนคณะนิเทศ
ฉันนั่งมองเอกสารที่ได้รับ ซึ่งสิ่งที่ต้องรับผิดชอบไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย นั่นคือต้องร่วมงานกับทีมวิศวะคอมในการทำ ‘ระบบลงทะเบียนกิจกรรม / ระบบจัดการงานกิจกรรม’ ของสภานักศึกษา
“งานใหญ่เลยนี่นา”
“ใช่แล้วล่ะ...เบลและปานต้องร่วมงานกับตัวแทนทีมเทคนิคพัฒนาซอฟแวร์ของคณะวิศวะคอม เป็นคนประสานงานให้พวกเขาเข้าใจว่าเราต้องการอะไรเพื่อให้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน ทำได้ใช่ไหม” แม้พี่พัฒน์จะพูดเหมือนถามแต่จริง ๆ ก็เหมือนพวกเธอทำได้แน่...มากกว่า
“ได้ค่ะ / ได้ค่ะ” ฉันกับปานตอบรับก่อนที่เราสองคนจะเดินไปตึกคณะวิศวะ ในระหว่างนั้นฉันกับปานก็พยายามทำความรู้จักกันเพราะยังไงแล้วจากนี้คงได้เห็นหน้าทุกวันหลังเลิกเรียนแน่นอน
(ตึกคณะวิศวะคอม)
ฉันเดินเข้ามาในตึกด้วยความประหม่า เพราะตลอดระยะเวลาที่เดินมาโดนแซวไม่พัก ปานอาจจะไม่กลัวแถมยังแจกยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ต่างจากฉันที่ไม่ชอบเลย แม้หน้ากล้องฉันจะเป็นคนมั่นใจ แต่กับคนจริง ๆ ฉันค่อนข้างเขินอานจริง ๆ นะ
“เอาล่ะดูเหมือนจะเป็นที่นี่สินะ” ฉันขยับแว่นกรอบเงินแต่ยังไม่ทันเปิด ปานก็ชิงตัดหน้าเปิดประตูเข้าไปก่อน ‘ชักแปลก ๆ แล้วสิ ไม่คิดว่าปานจะเป็นคนแบบนี้’
“สวัสดีค่ะพี่ ๆ ยินดีที่ได้รวมงานนะคะ” เสียงหวานหยดต่างที่คุยกับฉันลิบ หันไปเอ่ยทักทายพี่ ๆ วิศวะคอม ทีมเทคนิคพัฒนาซอร์ฟแวร์ของคณะ
“น้องที่มาจากสภาดูสดใสจังนะครับ” เสียงรุ่นพี่คณะวิศวะคอมคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ฉันไม่ได้สนใจนัก ถือว่าให้ปานทำหน้าที่ทำความรู้จักกับพวกเขาแทนแล้วกัน
ฉันเดินไปวางเอกสารปึกหนึ่งที่โต๊ะก่อนจะลากเก้าอี้มานั่ง จดจ่อเอกสารเพื่อดูว่าจะจัดแจงข้อมูลอย่างไรบ้างให้พี่ ๆ ทีมวิศวะเข้าใจว่าโปรแกรมที่สภานักศึกษาเราต้องการเป็นแบบไหน
เสียงหวานราวน้ำผึ้งของปานยังคงเอ่ยไม่หยุด นี่ขนาดมาครั้งแรกปานยังไม่เกร็งสักนิดแถมยังตีสนิทพี่ ๆ ได้เร็วมาก ต่างจากฉัน...เอาเถอะยังไงเรามาทำงานไม่ได้มาหาผู้ชายซะหน่อย
“นั่นพี่เทมป์ใช่รึเปล่าคะ หนูชื่อปานนะคะ” เดี๋ยวนะ...พี่เทมป์เหรอ ไม่หรอกมั้งคงไม่โลกกลมหรอก คนชื่อเทมป์มีตั้งเยอะ
“ครับพี่เอง...รู้จักพี่เหรอครับ” เสียงของคนชื่อเทมป์คุ้นหูมาก ฉันเลยเงยหน้าหันไปมองแวบหนึ่ง
‘นั่นมันพี่เทมป์จริง ๆ ด้วย!!!’ ในจังหวะที่ฉันหันไปมองดันไปสบตากับเขาเสี้ยววิ ฉันต้องรีบหันกลับมาสนใจเอกสารทำเป็นไม่รู้สึกอะไรทั้งที่หัวใจตอนนี้เต้นเร็วราวกับอกแทบระเบิด
“น้องชื่อปานใช่ไหมครับ”
“อุ๊ย...พี่เทมป์รู้จักปานด้วยเหรอคะ แบบนี้ปานก็เขินแย่”
“ต้องรู้สิครับ ก็น้องเล่นพูดบอกเพื่อนพี่ในห้องนี้ทุกคน แนะนำตัวเองว่าชื่อปาน เป็นสองสามรอบแล้วละมั้ง” จากนั้นเสียงหัวเราะของพี่ ๆ วิศวะคนอื่น ๆ ก็ดังตามมา รอยยิ้มของปานหุบลงไปนิดก่อนจะพยายามฝืนยิ้มอีกครั้ง แล้วถอยล่นมาหาฉัน
“แล้วน้องอีกคนไม่แนะนำตัวหน่อยเหรอครับ ยังไงก็ต้องทำงานร่วมกัน รู้จักกันไว้เยอะ ๆ สิครับ เอกสารมันไม่หนีไปไหนหรอก” เสียงของรุ่นพี่วิศวะที่ดูใจดีกว่าใครเอ่ยทัก ฉันกำลังจะหันหน้าไปตอบ ทว่า...
“นั่นน้องเบล เพื่อนเมียไอ้ภีมมัน” น้ำเสียงแบด ที่ฉันได้ฟังเพียงครั้งก็จำมันได้ดี แม้จะเคยคุยกัน(ไม่ดีเท่าไหร่)หนึ่งครั้งถ้วนก็ตาม แต่คนที่เสียงในหัวเร็วกว่าความคิดอย่างฉันก็มักปากไวไปก่อนเสมอ
“ขอบคุณที่ใส่ใจ และจำได้ว่าเป็นเพื่อนของเมียเพื่อนพี่ค่ะ แต่ขอแก้ข่าวแทนเพื่อนเบลหน่อยนะคะ ตอนนี้นางไม่ได้อะไรกับเพื่อนพี่แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันพูดแบบไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ นะ ทว่า...รุ่นพี่ทั้งหมดที่อยู่ในห้องกับหัวเราะก๊ากออกมา ขำกันจนน้ำหูน้ำตาไหล จะมีก็แต่พี่เทมป์แหละที่ทำหน้าคิ้วขมวดเหมือนไม่พอใจ กับ ปานที่ดูล่กเกินควร
“นี่เบล แกพูดแบบนั้นเดี๋ยวพี่เทมป์ก็เขม่นพวกเราหรอก”
“ฉันไม่ได้พูดอะไรไม่ดีนะปาน เธอจะกลัวทำไม อะ...หรือว่ากลัวพี่เทมป์จะรู้สึกไม่ดีกับเธอ ปานเธอชอบพี่เทมป์เหรอ” ฉันพูดเบา ๆ ให้ได้ยินกันสองคน ปานทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะโน้มตัวมากระซิบใกล้ ๆ
“ก็พี่เทมป์เขาหล่อและก็ดังจะตาย ถ้าได้สักคืนคงดี” ปานไม่ปกปิดความคิดสักนิด เปิดเผยสุด ๆ พอฉันหันไปมองหน้าเขาหลังจากที่ปานพูดแล้วก็พิจารณาตาม มันก็สมควรอยู่ พี่เทมป์ ทั้งหล่อแบด แต่บางมุมก็ดูลึกลับน่าค้นหา แต่ว่านะ...ฉันชอบเขาเพราะปักใจตอนวัยเด็กที่เขาทำให้ฉัน ถ้าฉันเพิ่งมาเจอเขาตอนนี้เป็นครั้งแรก ฉันคงไม่ชอบเขาขนาดนี้หรอก เฮ้อ...คนมันชอบไปแล้วก็คงเรียกได้ว่าตาบอดสนิทล่ะนะ
“น้องเบลเป็นคนที่น่าสนใจและจริงใจดีครับ คนแบบนี้ทำงานด้วยกันผลลัพธ์คงออกมาดี” รุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้น
“มันไม่ใช่ข้อดีหรอกค่ะ เบลเป็นคนพูดก่อนคิด ต้องขอโทษที่เมื่อสักครู่พูดไปแบบนั้นนะคะพี่เทมป์”
“ไม่เป็นไร...ยังไงเรื่องพวกนั้นก็เรื่องของคนอื่น” เขาตอบปัดทิ้ง ก่อนจะหันมาถามเข้าสู่เนื้องานที่ต้องทำ “แล้วงานนี้ สภาต้องการยังไง”
ฉันกำลังจะลุกขึ้นแต่ปานก็ดึงเอกสารจากในมือฉันลุกขึ้นยืนดื้อ ๆ
“เดี๋ยวปาน อธิบายให้พี่ ๆ ฟังเองค่ะ” ฉันได้แต่กรอกตาไปมา ทำงานกับคนที่อยากได้แสงจนตัวสั่นแบบนี้ลำบากชะมัด เอาเลยจ้า อยากทำอะไรก็ทำเชิญตามสบาย ฉันขยับถอยออกไปด้านข้าง ปล่อยให้เพื่อนร่วมสภายืนพูดเองแล้วกัน
ปานยืนอธิบายเป็นฉาก ๆ ตามเอกสารเป๊ะ เหมือนอ่านเอกสารให้พี่ ๆ เขาฟังมากกว่า แต่พวกพี่ ๆ วิศวะคอมพวกเขาไม่ได้มุ่งเรียนเกี่ยวกับบริหารสักหน่อย การที่ปานเอาแต่พูดแบบนั้นจะทำให้พวกเขาเข้าใจระบบที่ทางสภานักศึกษาต้องการได้ยังไงล่ะนั่น ฉันถึงกับกุมขมับ
“สภาส่งใครมาเนี่ย ไม่ได้เรื่องวะ งานฟรีไม่พอยังส่งคนที่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่ต้องการเลย อ่านเอกสารให้ฟังขนาดนี้ พวกพี่อ่านกันเองก็ได้ไม่ใช่รึไง” พี่เทมป์สบถออกมาอย่างหงุดหงิด คนอื่น ๆ ก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน…