หลังจากเราทางอาหารกันเสร็จ เราก็กลับไปเรียนอีกหนึ่งคาบที่เหลือกันต่อ ฉันยังคงคิดมาเรื่องนั้นคงต้องใช้เวลาสักพักถึงจะสลัดเรื่องพวกนี้ออกจากหัวได้ แถมเมื่อกี้ก็ยังเจอกันอีก แม้จะไม่ได้คุยกันและทำเพียงมองตาก็ตาม ‘สู้โว้ย! ยัยเบล เดี๋ยวแกก็ไม่นึกถึงมันแล้ว..’ เรียกว่าปลอบใจตัวเองไปก่อนละกัน
“เบล เสร็จรึยังเราต้องไปร่วมประชุมแล้วนะ” เพื่อนร่วมคณะที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนสภานักศึกษาเดินมาหาฉัน ซึ่งเราได้นัดกันไว้ว่าจะไปด้วยกัน ก่อนฉันจะหันบอกกับนีนที่เก็บของอยู่
“นีน...ฉันไปก่อนนะ”
“โอเค...พรุ่งนี้มาถึงคอนโดฉันแล้ว ก็โทรหาฉันแล้วกันนะ” ฉันโบกมือให้นีน ก่อนจะเดินไปยังสภานักศึกษากับโม เพื่อนต่างสาขาแต่คณะเดียวกันที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทน ตอนนี้ฉันกับโมก็รู้จักในระดับหนึ่ง เพราะยังไงซะหลังจากนี้คงได้เจอกับเธอบ่อยขึ้น ต้องร่วมงานกันมากขึ้น ถ้าไม่ทำความรู้จักมักจี่ไว้ ฉันกลัวจะทำให้การทำงานในสภานักศึกษาไม่มีความสุข (แต่ตอนนี้จะไม่ค่อยมีความสุขอยู่เหมือนกัน)
“นี่เบล...” เสียงเรียกของโมที่เดินอยู่ข้างกัน
“หืม...ว่าไง” ฉันขานรับแบบไม่ใส่ใจนักและยังคงเดินกันต่อ
“เธอว่า...งานสภานักศึกษาจะเหนื่อยไหม” คำถามที่โมไม่ควรจะถามฉัน แต่ดันถาม
“ไม่รู้สิ ฉันก็ไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสภา”
“แต่ประธานสภา เขาเลือกเธอเลยนะ ฉันนึกว่าเธอรู้เกี่ยวกับสโคปงานแล้วซะอีก”
“เฮอะ ๆ เอาจริงฉันยังไม่รู้จักประธานสภาด้วยซ้ำ แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้จัก” ฉันพูดไปตามความจริง
“งั้นเหรอ...” การสนทนาของพวกเราจบลง แต่นั่นก็ทำให้รู้ว่าตอนนี้คนอื่นมองฉันยังไง แสดงว่าตอนนี้คงมีหลายคนในคณะคิดว่าฉันกับประธานสภาพรู้จักกันสินะ ฉันเลยได้รับเลือกเป็นตัวแทน ดีหน่อยที่ฉันมีประวัติดี เรื่องเรียนก็ไม่ได้ด้อย เลยไม่ค่อยถูกครหาเท่าไหร่
ณ ห้องสภาพนักศึกษา
ตัวแทนจากหลายคณะมารวมตัวกัน เพื่อแจกแจงหน้าที่ของแต่ละคนที่จะได้รับ และจะมีการตั้งตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบให้ชัดเจนมากขึ้นเพื่อจะได้ดำเนินงานของสภานักศึกษาได้อย่างเป็นระบบ
ประธานสภานักศึกษาอย่าง พี่พัฒน์ สุดหล่อของใครหลาย ๆ คนที่นอกจากหล่อแล้วยังเรียนดีมาก ๆ เรียกได้ว่าอยู่ในท๊อปเธียร์ระดับเดียวกับพวกพี่เทมป์เลยล่ะ
“ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่ สภานักศึกษานะครับ ทุกคนได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนของคณะถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาลัยให้เป็นไปในแนวทางที่ทางมหาลัยกำหนด และถือว่านักศึกษาอย่างเราจะได้มีส่วนร่วมในการออกความเห็นต่อมหาวิทยาลัยด้วย อาจจะเหนื่อยบ้าง แต่พี่เชื่อว่าเราจะได้อะไรจากการทำกิจกรรมตรงนี้แน่นอนครับ”
ความเป็นผู้นำฉายออกมาจากท่าทาง กิริยาและคำพูด แม้แต่ฉันเองก็อดชื่นชมไม่ได้ จึงได้ปรบมือไปพร้อมกับคนอื่น ๆ อย่างชื่นชม
รุ่นพี่สภาเริ่มแจกแจงหน้าที่ของตัวแทนรุ่นใหม่ที่ได้มาเข้าร่วมที่ละคนจนมาถึงฉัน กลับเป็นประธานสภาที่มาชี้แจงให้ฉันด้วยตัวเอง ทำเอาฉันเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก
“น้องเบล คณะบริหารธุรกิจใช่ไหมครับ” น้ำเสียงทุ้มหล่อพร้อมกับใบหน้ายิ้มของประธานสภาส่งตรงมาให้ฉัน ฉันขยับแว่นกรอบเงินก่อนจะยิ้มตอบตามมารยาท
“ใช่ค่ะ ประธาน” ฉันตอบ
“เรียกพี่พัฒน์ก็ได้ครับ” รอยยิ้มจริงใจส่งมา ฉันก็ยิ้มรับตอบ เขาดูเป็นคนเข้าคนง่ายและยิ้มให้ทุกคนเสมอไม่งั้นคงเป็นประธานสภาที่ทุกคนเลือกไม่ได้หรอก ทว่า...บรรดารุ่นพี่ด้วยกันกลับแซวขำขันยกใหญ่
“แหม...ประธานพัฒน์คะ คนอื่น ๆ ก็อยากเรียกพี่พัฒน์เหมือนกันนะคะ” ฉันหันหน้าไปมาสับสน ทุกคนไม่ใช่ว่าเรียกพี่พัฒน์กันอยู่แล้วเหรอ
“ใคร ๆ ก็เรียกพี่แบบนั้นอยู่แล้วนี่ จะแซวกันทำไม”
“อ่อเหรอ เรียกพี่ได้แบบนั้นอยู่แล้วเหรอ ก็ได้ยะ ไม่แซวแล้ว” พวกรุ่นพี่คุยกันขำ ๆ ออกไปทางหัวเราะกันซะมากกว่า จากนั้นประธานก็หันมาพูดกับฉันต่อ
“น้องเบลจะอยู่ในส่วนรับผิดชอบฝ่าย กิจกรรมกลางและสื่อสารองค์การ นะครับ”
“คะ? เบลฟังผิดรึเปล่า หน้าที่นี้มันควรจะเป็นคนที่พูดเก่งไม่ก็ด้านการประสานงานไม่ใช่เหรอคะประธาน”
“พี่พัฒน์ครับ...” ฉันขมวดคิ้ว ทำไมเขาดูใส่ใจเรื่องชื่อมากกว่าเรื่องตำแหน่งหน้าที่ของฉันกัน
“พี่พัฒน์ก็พี่พัฒน์ค่ะ แล้วทำไมเบลต้องทำหน้าที่นี้”
“พี่มองว่าเหมาะสมครับ” พี่พัฒน์พูดแค่นั้น แล้วละความสนใจจากฉันพูดกับทุกคนในห้องประชุมสภา “เอาล่ะทุกคนรู้ตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองในสภาแล้วนะ สัปดาห์หน้าเราจะเริ่มงานที่ได้รับมอบจากทางมหาวิทยาลัยเลย”
“ห๊า!” ทุกคนตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน เพราะนี่คือวันแรกที่มารับตำแหน่ง แต่สัปดาห์หน้าก็ต้องเริ่มงานใหญ่ของมหาลัยกันแล้ว แม้แต่ฉันเองยังอึ้งกิมกี่ เรียนว่าเหนื่อยแล้วยังต้องเจียดเวลามาทำสภาอีกให้ตายเถอะ!
เมื่อการประชุมจบลง ทุกคนแยกย้ายกันกลับไม่เว้นแม้แต่ฉัน ทว่าประธานกลับเรียกฉันอีกครั้ง
“น้องเบล พี่ขอคุยด้วยหน่อยสิ”
“ค่ะ...ประธาน”
“พี่บอกให้เรียกพี่พัฒน์ไง” เขากอดอกทำเสียงเข้มขึ้น
“มันไม่ชินค่ะ ประ...เออ พี่พัฒน์” เพิ่งได้คุยกันแต่อยากให้ฉันเรียกพี่พัฒน์ออกไปแนวบังคับด้วยซ้ำ งงจริง “ว่าแต่จะคุยเรื่องอะไรคะ” ฉันถาม
“ถ้าต้องทำงานร่วมกับคณะอื่นพอไหวไหม”
“ก็น่าจะทำได้ค่ะ...แล้วเบลต้องร่วมงานกับคณะอะไรคะ”
“วิศวะคอม”
“เอ๋? วิศวะคอมเหรอ งั้นเบลคงไม่เหมาะมั้งคะ เบลไม่ได้เป็นคนพูดเก่งขนาดนั้น”
“แต่พี่ว่าเบลพูดเก่งนะ” พี่พัฒน์พูดพร้อมกับยิ้มให้ แต่เดี๋ยวสิ ฉันไม่รู้จักเขามาก่อน เขามั่นใจได้ยังไงว่าฉันพูดเก่ง
“พี่พัฒน์มั่นใจได้ไงว่าเบลพูดเก่งคะ เบลเพิ่งเคยเจอพี่แค่สองครั้งเองนะ”
“ดูจาก โหงวเฮ้ง”
“ฮ่า...” ฉันหัวเราะลั่นเมื่อคนระดับประธานสภาตอบแบบนี้ “พี่พัฒน์นี่แอบตลกนะคะ”
“งั้นเหรอ...เอาเป็นว่าน้องเบลเตรียมพร้อมนะ สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปทุกเย็นอาจต้องร่วมงานกับทีมวิศวะคอม ส่วนรายละเอียดมีอะไรบ้าง ไว้พี่จะส่งเอกสารให้อีกที”
“รับทราบค่ะพี่พัฒน์ งั้นเบลขอตัวก่อนนะคะ”
ฉันโบกมือให้พี่พัฒน์ที่ยืนยิ้มส่งให้ตามมารยาท ก่อนที่ฉันจะแบกเป้กลับ
“เอาล่ะ ต้องรีบกลับไปเก็บของเพื่อไปอยู่คอนโดเดียวกับยัยนีนแล้วสิ ตื่นเต้นชะมัด ความเป็นส่วนตัวที่ถวิลหา กว่าพ่อแม่จะยอมก็ต้องใช้สกิลปากพอควร คนที่อยู่ต่างประเทศจะมารั้งฉันได้ยังไง เฮอะ...”