บอร์ดี้การ์ดหัวใจยัยตัวแสบ EP1
วงแขนแกร่ง
Eve Talk >>>
สวัสดีฉันชื่ออีฟ...ทักทายยังไงดี ชีวิตฉันน่ะหรอ ฉันเป็นลูกสาวนักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย แต่...ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ชีวิตอาภัพ พ่อฉันดับเพราะยิงตัวตาย ด้วยเหตุผลทางธุรกิจตั้งแต่ฉันอายุได้ 10 ขวบ แม่ตรอมใจตั้งแต่พ่อตาย ไม่มีใครที่พอจะมีความรู้ทางธุรกิจทำให้บริษัทที่ใหญ่โตนั้นถูกเทคโอเวอร์ไป กระหยิ่มใจพวกหนอนบ่อนไส้ไปเต็ม ๆ พ่อทิ้งหนี้มหาศาลไว้ให้แม่ต้องเป็นทุกข์อยู่นานหลายปี จนบัดนี้เป็นฉันเองที่ต้องแบกรับ แม่กลับมาอยู่ที่เมืองเชียงรายเพราะทนค่าครองชีพไม่ไหว ทำให้ฉันอยู่ในฐานะ 'คุณหนูตกกระป๋อง' ฉันมีน้องชายที่แมร่งโคตรจะไม่เอาถ่านขยันก่อปัญหาให้ทุกวัน และตอนนี้แม่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ฉันจึงต้องทำงานหาเงินตั้งแต่มัธยม เหนื่อย ท้อ แต่ก็ต้องสู้ต่อไป เพื่อหวังว่าครอบครัวของเราจะดีขึ้นกว่านี้ ในซักวัน...
"ยัยอีฟ แกต้องมางานแต่งฉันให้ได้นะ" เพื่อนสนิทของฉันซึ่งไม่ได้พบกันนานกล่าว วันนี้เป็นวันส่งโปรเจคจบเราจึงนัดเจอกัน
"อืม ใครจะพลาดล่ะ แกเพื่อนฉันนะเว่ย ยัยคุณหนู" ไอ้วีนัส หรือยัยวี มันเป็นลูกสาวมาเฟีย เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เพราะแม่ส่งฉันเรียนโรงเรียนเอกชนไม่อยากให้ลูกน้อยหน้าใครน่ะ ตอนที่ท่านยังส่งไหว แต่หลังจากนั้นฉันก็ได้ทุนการศึกษาเรียนดีทุกเทอม จากป๊าของไอ้วีซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของโรงเรียน พูดง่าย ๆ ฉันจบมาได้ก็เพราะเพื่อนคนนี้ เพราะฉะนั้นฉันจึงรักมันมาก มันเป็นทั้งเพื่อนทั้งผู้มีพระคุณ ฉันจึงทำตัวเหมือนเป็นบอร์ดี้การ์ดคอยสอดส่องดูแลมันตลอด แต่แล้ว...วันหนึ่ง เราก็ต้องแยกกันเพราะเราเรียนคนละคณะ และป๊าของวีก็ส่งนายบอร์ดี้การ์ดหนุ่มหล่อหน้านิ่ง หยิ่ง ยโสให้มาคอยดูแลรับส่งยัยวีทุกวัน ฉันทราบมาว่าดีกรีหมอนี่ไม่ธรรมดา ปริญญาตรีบริหารธุรกิจจากม.ดัง ในอเมริกา เออรู้แค่นี้แหละ พอดีชีวิตไม่ค่อยได้มีเวลาเผือกเท่าไหร่ แต่ประเด็นคือ ฉันไม่ชอบหน้ามัน จบไหม
"แกน่ารักที่สุด" ยัยวียิ้มสดใส ส่งเสริมให้ใบหน้าของมันสวยสง่าน่ารักดุจเจ้าหญิงในเทพนิยายมากขึ้น
"ไม่ต้องมาชมฉันมาก ฉันพอรู้ ฉันสวย" ฉันทำหน้าจึ้งโพสท่าเซ็กซี่สไตล์ หืม...เมื้อกี้ฉันตาฝาดไปใช่ไหม ฉันเห็นนายมนุษย์หินยิ้ม 1 วิ ฉันต้องฝันไป หรือไม่ก็มโนไปเองแน่ ๆ
"…" ไอ้วีขำหนัก พร้อมกับเบ๋ปากมองบน ตามที่ฉันเคยทำเวลาหมั่นไส้มัน
"นายว่าเพื่อนฉันเซ็กซี่ไหมแดน" ยัยวีหันไปถามความเห็นของอีตาฝรั่งบ้าหน้านิ่ง หึ หมั่นไส้ ทำหน้าเก๊กเป็นอย่างเดียวรึไงวะ จะพูดจะจาแต่ละคำอย่างกับพิกุลจะร่วงออกจากปากแหนะ
“...” นายนั่นยักไหล่
“ยักไหล่นี่แปลว่าไงยะ” ฉันลุกขึ้นจ้องนายแดนนี่นิ่ง เพื่อคาดคั้นคำตอบแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ...
“ก็ไม่รู้สิครับ” ไอ้คนกวนโอ๊ย ฉันอยู่ใกล้ทีไรจะเป็นประสาททุกที อ๊าก!
“...” ฉันอยากจะกรี๊ด กรี๊ดดัง ๆ ใส่หน้าผู้ชายคนนี้ เห็นหน้าทีไรอยากกระโดดตบเป็นจังหวะรัวกลองชุด ฉันจ้องตาปะทะคารมกับหมอนั่นอย่างไม่ลดละ จะเอาใช่ไหม จะเล่นสงครามประสาทกับฉันใช่ไหม ก็มาดิค่าบ... ถ้าเทียบอันดับความประสาทในโลกใบนี้ฉันเนี่ยประสาทพอตัวนะ อาจจะติด top 5 เลยล่ะ
“...” จ้องไปจ้องมาดวงตาสีฟ้ามีเสน่ห์คู่นั้นก็ทำฉันเขว มันเหมือนหลุมดำที่ดึงฉันให้เข้าไปชั่วขณะ ฉันสลัดหัวเพื่อคลายความรู้สึกแปลก ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น เอ๊ะ! ฉันเป็นอะไรไปวะ
“เอาล่ะ วันนี้ฉันอารมณ์ดี ไม่มีเวลามาโต้เถียงกับนาย นายจะไปไหนก็ไป” ฉันนั่งลงตรงข้ามยัยวีนัสอย่างคนพ่ายแพ้ จะบอกว่ารบกับนายนี่ทีไรฉันแพ้ทุกที
“แดนนี่ฉันขอคุยกับยัยอีฟ 2 คน ก่อนนะ นายไม่ต้องมายืนเฝ้าเราหรอก คงนานโขอยู่”
“ผมไม่ลำบากครับคุณหนู มันคือหน้าที่” ยังจะอยู่อีก หน้าด้าน หน้าทน
“ไม่เป็นไร ฉันอยากให้นายรีแลกซ์บ้างเวลาอยู่กับพวกเรา หิวไหมเที่ยงแล้วนี่”
“แต่ผมต้องดูแลความปลอดภัยให้คุณหนู”
“โอ๊ย ฉันไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายซะหน่อย นี่มันห้างนะ คงไม่มีใครบุกมายิงฉันหรอก”
"มีโอกาสเป็นไปได้ครับ เรื่องนี้เคยเกิดกับนายท่านเมื่อ 2 เดือนก่อนที่มาเก๊า"
"โอ๊ย! มันไม่เกิดกับฉันหรอกน่าใจเย็น นี่เมืองไทย มองตาฉันนะ ฉัน ต้อง การ อยู่ กับ เพื่อน 2 คน" โอ๊ยอิฉันสะใจค่ะคุณ สาแก่ใจอิฉันยิ่งนัก
“งั้น ผมไปนั่งมุมโน้นละกัน คุณหนูมีอะไรไลน์มานะ” พูดจบนายหน้านิ่งก็เดินหน้าหยิ่ง แต่ยังคงมาดคุณชายไปที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม หึ! ไปซะได้ก็ดี อยู่ก็ไม่มีประโยชน์ ขวางหูขวางตาฉันเปล่า ๆ ฉันแอบหันไปมองทุกท่วงท่าของหมอนั่น แหม พอออกห่างจากพวกเราแล้ว มาดบอร์ดี้การ์ดนี่หายไปเลยนะ เปลี่ยนเป็นลุคคุณชายมาแทน เขาสั่งอาหารอย่างชำนิชำนาญไม่มีเคอะเขิน สาว ๆ พนักงานในร้าน และลูกค้าผู้หญิงที่มาทานอาหารในร้านต่างจับจ้องไปที่เขาตาเป็นมัน หึ หล่อตายล่ะ ตัวก็ใหญ่อย่างกับยักษ์ หนวดเครารุงรัง ยี้...ไม่เป๊ก
“เชี่ย! ลุคคุณชายเวอร์ ถามจริงเหอะนายนี่เป็นลูกน้องป๊าแกจริงป๊ะ” ฉันหันไปถามยัยวีอย่างสงสัย จริง ๆ เด๊ะ ผู้ชายคนนี้บุคลิกผู้รากมากดีมากเหอะ
“จริงสิ แกก็ถามบ้า ๆ” ไอ้วีส่ายหัวกับคำถามของฉัน
“เอ้าก็มันสงสัยนี่ ดูจากการวางตัวก็ไม่น่าจะเป็นคนธรรมดา” คือแบบหมายถึงไม่รู้สิ แต่ไม่ใช่แบบ x-men Avenger งี้หรอกนะ แต่แบบมันแปลก ๆ หรือฉันมโนไปเอง
“เอาจริง ๆ ตั้งแต่โตมาฉันก็เห็นเขาเป็นลูกของมือขวาป๊า คุณลุงเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพ่อฉันน่ะ แต่รู้สึกเหมือนว่าที่มาของเขาจะไม่ธรรมดานะ ว่าแต่แกสนใจแดนนี่ของฉันหรอยะ ถามจริง ถามซอกแซกอย่างนี้ เห็นทีจะติดใจความแฮนซั่มของบอร์ดี้การ์ดมาดเท่ของฉันแล้ว”
“เปล๊า! ก็แค่ถามตามธรรมดาของคนที่เคยเป็นผู้ช่วยนักข่าวมา” ฉันตอบเฉไฉ
“เอาจริง ๆ ฉันก็ไม่ค่อยรู้อะไรกับเขามากหรอก มีแต่นายแดนนี่สิรู้เรื่องฉันทุกอย่างอย่างกับท่องจำมา”
“เหอะ ดูจากที่ผ่านมา ฉันเชื่อแก แล้วตอนนี้เรื่องหลัวแกอะเป็นไงมั่ง”
“แหม่ เปลี่ยนเรื่องเร็ว”
“เปลี่ยนไรว้า ก็อยากรู้เรื่องราวของเพื่อนบ้าง เอาอีหมอนั่นออกไปจากหัวฉันซักแป๊ปได้มะ ฉันจะเป็นประสาทตายอยู่แล้วเนี่ย”
“ฮ่า ๆ ๆ”
“อย่ามาหัวร่อฉัน” แล้วยัยเพื่อนสายหวานก็เล่าเรื่องมันกับสามีรวมไปถึงเรื่องการฝากครรภ์ให้ฉันฟังอย่างละเอียด เราเมาท์มอยกันจนหมดเปลือก พร้อมกับที่ฉันจิกนายมนุษย์หินนั่นเป็นระยะ ๆ ทั้งที่เขาไปนั่งห่างไกลเป็นโยชน์ ก็คนมันไม่ชอบยังไงก็คือไม่ชอบอะ เข้าใจป๊ะ
.
.
.
“ฉันดีใจมากนะที่ได้เจอแกวันนี้” ยัยวีคล้องแขนฉันพลางเดินไปเรื่อย ๆ
“ฉันก็ดีใจม้าก เออวันนี้ฉันต้องไปทำธุระต่อแยกกันตรงนี้นะ” ฉันกำลังจะโบกมือลาเพื่อนรัก แต่มือถือก็โทรเข้ามาซะก่อน
“สวัสดีค่ะ”
(หนูอีฟลูก แม่หนูล้มในห้องน้ำหัวกระแทกพื้นตอนนี้อยู่ห้องไอซียู)
“ฮะ แม่...อยู่โรงบาลไหนคะป้า” ฉันตกใจสุดขีด แม่ยิ่งเป็นโรคมะเร็งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ช่วยนี้ชอบวูบบ่อย ๆ แม่นะแม่อีฟบอกว่าให้พักผ่อนเยอะ ๆ ไม่ต้องโหมทำงานในบ้าน ลูกสาวคนนี้จะหาตังค์ส่งน้องเรียนและดูแลแม่เอง
(อยู่ที่...)
“ขอบคุณนะคะป้า เดี๋ยวอีฟรีบไปนะคะ” ฉันปาดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า ทำไมเรื่องบ้า ๆ พวกนี้มันต้องมาเกิดกับครอบครัวฉันด้วย ฉันไม่ใช่ยอดมนุษย์นะที่จะรับเรื่องทุกอย่างได้ตลอดโดยที่ไม่รู้สึกอะไร
“แม่เป็นอะไร?” ยัยวีนัสเดินเข้ามาถามอย่างเป็นห่วง
“แม่ฉันล้มในห้องน้ำ ฮึก! ฉันต้องรีบไปหาแม่”
“แกโอเคไหมวะ หน้าแกดูไม่ดีเลย”
“ฉันโอเค” ไม่โอก็ต้องโอแหละ โตแล้วชะตาชีวิตฝึกให้ฉันต้องเข้มแข็ง
“เดี๋ยวฉันไปกับแกด้วย”
“ขอบใจมาก”
“งั้นเรารีบไปกันดีกว่า” ยัยวีจับแขนฉันเพื่อให้กำลังใจ
“อืม”
“อีฟ ! แกเป็นอะไร”ขณะที่กำลังจะก้าวเดิน ฉันก็รู้สึกวูบ ๆ แต่ดีที่ไม่ล้ม เพราะมีวงแขนแกร่งของใครบางคนวิ่งเข้ามาโอบรัดตัวฉันไว้อย่างทันท่วงที
“ฉัน...” สติของฉันกำลังเลือนราง ใบหน้าของคนที่ฉันไม่ชอบขี้หน้าเขากำลังจ้องมองฉันด้วยสีหน้าเป็นกังวล ปนเป็นห่วง ช่างเหอะฉันรู้สึก....เวียนหัว ไม่ไหวที่จะต่อล้อต่อเถียง หรือสนใจใคร
“อีฟหน้าแกดูไม่ดีเลย แดนอุ้มเธอไปที่รถ” ฉันพยายามจะส่ายหัว โมเมนต์แบบ หญิงสตรองดูแลตัวเองได้ ต่สังขารมันไม่ไหวเจรง ๆ
พรึ่บ! ไม่ทันได้ตั้งตัววงแขนแกร่ง ของชายหนุ่มรูปร่างกำยำ ก็อุ้มฉันขึ้นในท่าเจ้าหญิงอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมบวกกับกลิ่นผู้ชายที่มีเสน่ห์เย้ายวนแตะที่จมูกฉันเบา ๆ ฉันสูดมันเข้าปอดแล้วรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก มันอบอุ่น จากนั้นก็...
“ยัยอีฟแกอย่าเป็นอะไรนะเว่ย!”
+ ฉันรู้นะว่าพวกเธอคิดอะไร พวกเธอรอNC ใช่ไหม55
+ เวลาท้อขอผู้ชายหล่ออบอุ่นซักคนกอดก็คงหาย (ไรท์เอง555)
+ พี่แดนขาาาา แอบเป็นห่วงน้องหยออออ