ลมหนาวเจอเพื่อน ๆ จากต่างคณะ และต่างมหาวิทยาลัยหลายคน เมื่อทักทายกันเสร็จลมหนาวก็ยื่นของขวัญให้บาส เจ้าของวันเกิดทันที
“อะ ของขวัญเรา แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะ มีความสุขมาก ๆ ”
“ขอบใจหนาวมาก”
เจ้าของวันเกิดจับจ้องมองดวงหน้า ที่เขาเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอด แม้เวลาผ่านมาหลายปี จนความรู้สึกเบาบางลงบ้าง แต่เมื่อนึกถึงมันก็เอ่อท่วมท้น ล้นออกมาจากใจดวงนี้เสมอ
บาสเขย่ากล่องของขวัญเบา ๆ “อะไรนะ ได้อะไรนะ”
บาสหยอกล้อคนที่เพิ่งให้กล่องของขวัญมา เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก และเตือนตัวเอง
“ไปเปิดที่บ้านนะ” ผมบอกกับบาส เพื่อนจากมัธยมปลายที่เดียวกัน เพื่อนที่เขาแอบรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ
“โอเคครับ” เจ้าของวันเกิดฉีกยิ้มหวานให้ตอบกลับมา
บาสจะเป็นคนที่ไม่พูดคำหยาบ หรือใช้สรรพนามในการเรียกผม ว่ากูกับมึง ต่างจากเพื่อนคนอื่น ๆ เพราะอะไรนั้นผมรู้ดี
ยิ่งดึกคนยิ่งเยอะ เสียงเพลงดังไปทั่วทั้งร้าน ต่างคนต่างสนุกสนาน โยกย้ายร่างกายไปตามจังหวะเสียงเพลง ลมหนาวก็เริ่มจะมึน ๆ เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ที่เพื่อน ๆ ต่างพากันชนแก้วตลอด
“เดี๋ยวเราไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ผมพูดแข่งกับเสียงเพลงที่ดัง ให้ตังได้ยิน
“ให้ไปเป็นเพื่อนไหม” ตังถามขึ้น เพราะเห็นลมหนาวเริ่มเมาแล้ว
“เฮ้ย ไม่ต้อง ไปแค่นี้เอง” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะไปแค่ห้องน้ำเอง
ลมหนาวเดินไปทางห้องน้ำ ที่อยู่อีกฝั่งกับโต๊ะที่เขา และเพื่อนนั่งอยู่ ตลอดทางมีคนพลุกพล่าน กว่าลมหนาวจะเดินไปถึงห้องน้ำก็ต้องเดินหลบ เดินเบียดคนอื่น ๆ ตลอดทาง
เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จ ลมหนาวก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เพราะมัวแต่ก้มหน้า จึงทำให้ชนเข้ากับใครคนหนึ่งอย่างจัง ศีรษะของลมหนาวกระแทกเข้ากับแผ่นอกของผู้ชายคนหนึ่ง ที่สูงกว่าลมหนาวหลายเซนติเมตร ลมหนาวถอยหลังไป 2-3 ก้าว แล้วก้มหัวขอโทษคนที่ตัวเองเพิ่งจะชนไปเมื่อสักครู่ โดยที่ไม่ได้มองหน้าอีกฝ่ายเลย
“ผมขอโทษครับ ที่เดินไม่ระวัง เจ็บตรงไหนไหมครับ”
ผมกล่าวขอโทษทันที ด้วยกลัวคนตรงหน้าจะคิดว่าตัวเองหาเรื่อง เพราะสถานที่อโคจรแบบนี้ มันไม่น่าไว้ใจ
“พี่ไม่เป็นอะไรครับ เราล่ะเจ็บไหม” เสียงทุ้มนุ่มมีเสน่ห์ที่เปล่งออกจากปากสวยของคนตรงหน้า ทำให้ลมหนาวต้องเงยหน้าขึ้นมองทันที
ตึก ๆ ตึก ๆ ตึก ๆ
หัวใจของผมเต้นเร็วผิดจังหวะ ผมรู้สึกได้ เพียงแค่ได้ยินเสียง ได้เห็นหน้า คนที่ผมเพิ่งเดินชนเมื่อครู่ เสียงเหมือนคนในฝันของผมเลย ผมจำเสียงนั้นได้ดี
‘ใช่ หรือเปล่านะ’
“เราเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ” เมื่อเห็นคนตรงหน้านิ่งไป แล้วเอาแต่มองหน้าเขา เหมือนสับสนอะไรบางอย่าง ซันจึงเอ่ยถามคนที่เดินมาชนเขาอย่างห่วงใย
“เอ่อ ผมไม่เจ็บครับ ขอโทษอีกครั้งนะครับที่เดินชน” เมื่อได้สติ ผมก็บอกขอโทษอีกครั้ง
“ยังซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยนเลยนะ เราน่ะ” ซันบอกพร้อมอมยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก
“พี่พูดเหมือนรู้จักผมเลย” ผมสงสัยกับประโยคก่อนหน้า ที่เหมือนคนตรงหน้าจะรู้จักผม
“อะไรกันหนิ ไม่เจอกันไม่เท่าไหร่ ลืมพี่แล้วเหรอ” คนตรงหน้าทำหน้าไม่เชื่อ
“เรารู้จักกันเหรอครับ ผมจำไม่ได้เลย” ผมพูดพร้อมกับจับจ้องใบหน้าหล่อเหลา ราวสวรรค์ปั้นแต่ง ดวงตาทรงเสน่ห์ที่มองสบตาผม จนผมต้องหลบสายตาไปมองที่อื่นชั่วคราว เพราะไม่อาจสู้สายตานั้นได้
ซันพยักหน้า และคิดว่าทำไมรุ่นน้องคนนี้ ถึงจำเขาไม่ได้
“ก็น้องอะ ซุ่มซ่ามเดินชนพี่ที่คณะบ่อย ๆ ครั้งล่าสุดเรายังไปทานข้าวด้วยกันอยู่เลย ลืมแล้วเหรอ”
คนตัวสูงเท้าถึงความหลัง เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา
ผมพยายามนึก แล้วมันก็มีภาพแว็บ ๆ ในหัว แต่ปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ถูก ผมยกมือกุมขมับเพราะเริ่มตาลาย และปวดหัวจี๊ด ๆ
“น้องเป็นอะไรหรือเปล่า ไหวไหม” ซันเมื่อเห็นรุ่นน้องทำท่าไม่ดี ก็เข้าไปประคอง พาไปนั่งที่เก้าอี้แถว ๆ หน้าห้องน้ำ
ผมยอมให้คนตรงหน้าประคองไปนั่งที่เก้าอี้แต่โดยดี เพราะตอนนี้ตาลาย ปวดหัว และมึนไปหมด อยากนั่งพักเหมือนกัน
“เป็นอะไร เมาหรือเปล่า ให้พี่พากลับโต๊ะไหม” ซันถามอย่างห่วงใย
“ผมปวดหัวนิดหน่อยครับ ไม่เป็นอะไรมาก” เมื่ออาการดีขึ้น ผมจึงตอบออกไป พร้อมแอบสำรวจคนตรงหน้าอีกครั้ง
“พี่ครับ ผมจำพี่ไม่ได้จริง ๆ ขอโทษด้วยนะครับ” ผมพูดกับคนที่นั่งข้าง ๆ อย่างรู้สึกผิด
“พี่ไม่น่าจำขนาดนั้นเลยเหรอ” ซันพูดแบบหน้านิ่ง ๆ
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ คือเมื่อหลายเดือนก่อน ผมเกิดอุบัติเหตุ พอฟื้นขึ้นมาก็มีบางเรื่องที่ผมจำไม่ได้ครับ” ผมรีบเล่าถึงสาเหตุให้ฟัง กลัวคนนั่งข้าง ๆ เข้าใจตัวเองผิด
เมื่อซันได้ฟังก็รู้สึกผิดทันที ที่เข้าใจผิด คิดว่ารุ่นน้องจอมซุ่มซ่ามคนนี้ ลืมเรื่องราวก่อนหน้านี้ได้อย่างง่ายดาย
“พี่ขอโทษเรานะ ที่เข้าใจเราผิด แล้วก็เสียใจด้วยเรื่องอุบัติเหตุ”
“ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้ผมก็กำลังพยายามนึกอยู่ แต่ก็ยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่”
“พี่ว่ามันต้องมีอะไรมากระตุ้นแหละ ถึงจะนึกออก” ซันบอกความคิด ที่คิดว่าเป็นไปได้ออกมา
“ผมก็ว่างั้นแหละ” ผมก้มหน้ายิ้มให้กับตัวเอง เหมือนปลงกับชีวิต
“งั้นเอางี้ไหม เดี๋ยวพี่แนะนำตัวกับเราใหม่ อย่างนี้เราก็รู้จักกันแล้ว โอเคป้ะ”
ลมหนาวพยักหน้าเข้าใจ “โอเคครับ”
“พี่ชื่อซันนะ เป็นรุ่นพี่เราปีหนึ่ง ตอนนี้อยู่ปี 3 คณะบริหารธุรกิจ เราสองคนเคยเจอกันหลายครั้งแล้ว แต่ละครั้งที่เจอเราจะเป็นคนเดินมาชนพี่ตลอดเลย พี่เคยพาเราไปห้องพยาบาลมาแล้ว ส่วนล่าสุดก็พาไปทานข้าวที่หน้ามอมา น่าจะ 5 เดือนแล้วมั้ง หลังจากนั้นพี่ก็ไม่เจอเราอีกเลย จนวันนี้แหละที่ได้เจอ”
ซันเล่าเรื่องราวให้รุ่นน้องฟัง เผื่อเจ้าตัวจะจำได้บ้าง
“โห วีรกรรมผมเยอะน่าดู แต่ละครั้งที่เจอ ก็ชนพี่ตลอด รู้สึกผิดเลย”
“อ๋อ นึกออกอีกอย่างเราลืมเลี้ยงข้าวพี่หนึ่งมื้อนะ” ซันพูดถึงสิ่งที่รุ่นน้องเคยบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเขาอยู่
“จริงหรือครับ ผมจำไม่ได้” ผมยิ้มแหย ๆ ให้กับตัวเอง ลืมรุ่นพี่ยังไม่พอ ยังลืมเลี้ยงข้าวรุ่นพี่อีก ไอ้หนาวเอ๊ย
“จริง ก็ล่าสุดพี่เลี้ยงเรา เราก็เลยบอกว่าครั้งหน้าขอเลี้ยงพี่คืน” ซันกลัวรุ่นน้องไม่เชื่อ เลยอธิบายเพิ่ม
“งั้นก็ได้ครับ พี่สะดวกวันไหน นัดผมได้เลย” ผมคิดว่าคงต้องเลี้ยงข้าวรุ่นพี่ตามสัญญาที่เคยให้ไว้ ถึงแม้ผมจะจำไม่ได้ก็ตาม
“งั้นขอมายดีหน่อย เดี๋ยวพี่ทักไป” ซันควักโทรศัพท์ออกมา แล้วกดเข้าแอปพลิเคชันมายดีทันที
“อ๋อได้ครับ นี่ครับมายดีผม” ลมหนาวยื่นโทรศัพท์ที่โชว์คิวอาร์โคด ให้ซันสแกนเพิ่มเพื่อนในแอปมายดี
“โอเค เดี๋ยวพี่ทักไปนะ”
“โอเคครับ งั้นผมกลับโต๊ะก่อนนะครับ”
“แล้วเจอกัน”
ลมหนาวเดินกลับโต๊ะตัวเอง ส่วนซันเมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วก็เพิ่งนึกออกว่า ลืมอะไรบางอย่าง
“แม่ง นี่กูลืมถามชื่อน้องเขาเหรอวะ รู้จักกันมาตั้งนาน ชื่อก็ไม่เคยรู้ พอจะถามก็มีอะไรมาขัดตลอด”
แต่เหมือนซันจะนึกอะไรออก จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูมายดีที่เพิ่งเพิ่มเพื่อน
“LN Wayuwat ชื่อเพราะจัง น่าจะเป็นชื่อจริง เลยไม่รู้ชื่อเล่นเลย ครั้งหน้าค่อยถามละกัน”
***************