เขมิกาเปิดคอมพิวเตอร์ เข้าอีเมลและเว็บไซต์บริษัทเพื่อดูงานที่จะต้องทำในวันนี้
“อยากให้พะแนงมันแต่งงานไปสักทีเนอะ มีคนมาทาบทามตั้งหลายคน ลูกสาวตัวดีก็ไม่สนใจสักคน” นพนภาเอ่ยขึ้นมา
“พ่อก็คิดเหมือนกัน พะแนงจะได้เลิกขี่รถเที่ยวเล่นไปวัน ๆ สักที” เดชาเห็นด้วยกับภรรยา ลูกสาวของเขาชอบขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวเตร่ในยามเย็น ใช้ชีวิตเหมือนเด็ก ๆ ทั้งที่เรียนจบมานานแล้ว
“แต่ลูกไม่สนใจใครเลยนี่สิ จะทำยังไงดี” สีหน้าของนพนภาเจือความกลุ้มใจ
“พ่อว่าไม่ต้องทำอะไร เรื่องแบบนี้ไปบังคับใจไม่ได้ ถึงลูกจะไม่ได้แต่งงานแต่พ่อว่าลูกก็อยู่ได้”
นพนภาพยักหน้าเข้าใจ หากบังคับลูกสาวแต่งงานกับใครสักคนอาจจะยิ่งส่งผลเสีย รอให้ลูกได้เจอกับความรักด้วยตนเองดีที่สุด
ฮัดชิ้ว! เขมิกาจามติดกันหลายครั้ง มือเล็กถูจมูกตนเองก่อนจะหันไปมองที่ประตู สาเหตุที่จามเพราะพ่อแม่กำลังพูดถึงอยู่หรือเปล่า หญิงสาวเดินออกไปแอบฟังก็ได้ยินเรื่องการทาบทามเข้าพอดี เธอถอนหายใจออกมาพลางคิดว่าจะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น
เสียงสตาร์ตรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าดังขึ้นมา หญิงและชายวัยกลางคนชะเง้อมองไปยังต้นเสียงพลางส่ายหน้าเพราะคิดว่าลูกสาวจะออกไปไหนแต่เช้า ครั้นจะตะโกนเรียกไว้ก็ไม่ทัน
หญิงสาวต้องการจะไปตลาดแต่ก็แวะไปหาป้าบ้านข้าง ๆ ที่ความจำหลงลืมในเรื่องที่เกิดระยะสั้น ๆ แต่ความทรงจำในระยะยาวป้าแกจำได้ดีทีเดียว
“สวัสดีจ้ะป้าแม้น กินไรยังจ๊ะ” เขมิกาเอ่ยถามก่อนจะดับเครื่องลง เรียวขาตวัดลงจากเบาะมอเตอร์ไซค์ เดินเข้าไปในบ้านและคลี่ยิ้มหวานให้
“กินจนจุกไปหมดแล้ว”
“แน่ใจนะว่ากินแล้ว” เขมิกาแกล้งหรี่ตาจับผิด อีกฝ่ายหัวเราะกับสีหน้าของเด็กรุ่นลูกรุ่นหลาน
เขมิกาไม่มั่นใจว่าป้าแม้นกินแล้วจริงหรือเปล่า เพราะความจำของแกไม่ค่อยดี บางทียังไม่กินก็บอกกินแล้ว บางทีกินแล้วแต่ก็บอกว่ายังไม่ได้กิน
หญิงสาวเดินเข้าไปที่ครัวหลังบ้านเพื่อดูร่องรอยว่าป้าแม้นได้กินแล้วอย่างที่บอกหรือเปล่า จานข้าวที่วางกองอยู่ในซิงก์ล้างจาน ในหม้อข้าวมีข้าวที่ยังอุ่น ๆ และมีร่องรอยว่าถูกตักกินไปบางส่วน
ป้าแม้นกินข้าวแล้วจริง ๆ เขมิกาจึงเปิดดูของสดและของแห้งต่าง ๆ ว่ามีเหลืออยู่เท่าไหร่ วันนี้จะไปตลาดก็จะไปซื้อมาเติมเอาไว้ให้ หญิงสาวเห็นใจที่ป้าต้องอยู่เพียงลำพังทั้งที่มีลูกตั้ง 4 คน เฮ้อ! แม่คนเดียวดูแลกันไม่ได้หรือไงนะ เขมิกาคอยเข้ามาดูแลอย่างสม่ำเสมอ บางวันมารดาของเธอก็เอากับข้าวมาให้
เนื้อหมูที่ซื้อมาให้คราวก่อนจวนจะหมด ไข่ไก่ไม่เหลือสักฟอง ข้าวสารก็เหลือก้นถุงแล้ว เขมิกาจดไว้เดี๋ยวไปตลาดจะได้ซื้อมาให้ครบครันไม่หลงลืมอะไรไป
“ป้าแม้นเดี๋ยวพะแนงไปซื้อของสดมาไว้ให้นะจ๊ะ” เขมิกาเดินออกมาแล้วเอ่ยกับเจ้าของบ้าน หญิงวัยกลางคนยิ้มอ่อน
“ไม่เป็นไรจ้ะพะแนง เดี๋ยวลูกป้าก็มาเยี่ยมแล้ว” แววตาของป้าแม้นฉายแววแห่งความหวัง เธอยังจำที่ลูกได้พูดเอาไว้ว่า ‘เดี๋ยวมาใหม่นะ’ ทั้งที่ผ่านมาก็หลายเดือน ยังไม่เห็นมีลูกคนไหนโผล่มาสักคน
“เดี๋ยวพะแนงซื้อมาให้ก่อนจ้ะ พอลูกป้ามาแล้วก็เก็บของเอาไว้กินวันหลังได้” เขมิกาพูดเสียงหวาน คำพูดของลูกป้าเป็นสิ่งที่ป้ามีความหวังและมีความสุข เธอเลยไม่อยากพูดขัดให้ป้ารู้สึกทุกข์ใจขึ้นมา
“พะแนงจะซื้อของมาให้ป้าแม้นเหรอ” ป้าเพ็ญบ้านข้าง ๆ เดินเข้ามาคุยด้วย บ้านแถวนี้ไม่ได้ล้อมรั้วยกเว้นบ้านของเขมิกามีรั้วลวดหนามกั้นไว้และด้านหน้าก็เป็นรั้วไม้
“จ้ะป้าเพ็ญ ป้าเพ็ญเอาอะไรด้วยไหมจ๊ะ”
“ไม่เอาจ้า ขอบใจมากนะพะแนงที่ช่วยเข้ามาดูแลพวกเรา”
“ไม่เป็นไรเลยจ้ะ แล้วที่ป้าเพ็ญล้มเมื่อวันก่อนหายดีหรือยังจ๊ะ” สายตามองไปที่เข่าของป้าเพ็ญ แต่กางเกงยาวลงมาปิดเข่าไว้เลยไม่ได้เห็น
“หายแล้วจ้า” ป้าเพ็ญดึงกางเกงขึ้นมาให้ดูว่าเหลือแค่ร่องรอยแผลเป็นที่ยังมีอยู่
“ป้าเอาบวบมาให้ ปลูกไว้ขึ้นเยอะเลย” ป้าเพ็ญส่งถุงบวบมาให้ เขมิกาดันมือป้าเพ็ญกลับไป
“ขอบคุณจ้ะป้า แต่ป้าเก็บไว้กินเถอะ” เขมิกาเกรงใจ ที่บ้านของเธอมีอยู่แล้ว
“รับไว้เถอะน่าพะแนง ป้าอยากให้”
“งั้นพะแนงขอให้ป้าเพ็ญทำเป็นกับข้าวมากินกับป้าแม้นแทนได้ไหมจ๊ะ”
ป้าเพ็ญยิ้มบางแล้วพยักหน้าตกลงกับที่เขมิกาขอ เขมิกาขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจออกมา เธอยังไม่แวะที่ตลาดแต่ขี่ไปที่ด้านหลังตลาดก่อน ที่นั่นมีชุมชนเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่กันอย่างแออัด
“พี่พะแนงสวัสดีครับพี่พะแนงคนสวย” เด็กชายวัย 7 ขวบเห็นเขมิกาเดินเข้าไปภายในบ้านก็เอ่ยออกมาด้วยความดีใจ ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“พะแนงมาเหรอ” ยายตาบอดได้ยินเสียงหลานชาย ยายคลี่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและหันหน้าไปทางต้นเสียง เขมิกาเดินเข้าไปนั่งลงที่พื้นแล้วจับมือที่เหี่ยวย่นไปตามวัยของยาย
“พะแนงอยู่นี่จ้ะยาย เป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
“สบายดี แล้วพะแนงล่ะ”
“พะแนงก็สบายดีจ้ะ” เขมิกาตอบยายแล้วหันไปหาเด็กชายที่นั่งขัดสมาธิลง
“เรียนเป็นไงบ้างน้องบอล” เธอถามถึงเรื่องการเรียนของเด็กชายที่เธอเป็นคนส่งเสียให้เรียนต่อ เธออยากให้เด็ก ๆ ได้มีความรู้เอาไว้อย่างน้อยจบป.6 ก็ยังดี แต่หากในอนาคตเธอไหวก็จะส่งเสียให้เรียนต่ออีก
“ครูให้การบ้านทุกวันเลยพี่พะแนง แต่บอลก็ทำได้ครับ”
“สวัสดีค่ะพี่พะแนง” เด็กผู้หญิงสองคนเดินออกมาจากหลังบ้าน คนหนึ่งเป็นพี่สาวคนโต ส่วนอีกคนเป็นน้องสาวคนเล็ก บอลเป็นคนกลาง
“สวัสดีค่ะพี่พะแนง” เด็กหญิงวัย 5 ขวบเอ่ยออกมา เธอยื่นขวดน้ำให้แล้วนั่งลงที่ตักของเขมิกาอย่างออดอ้อน
“สวัสดีจ้า ทำไรมากินน่ะ” พะแนงตอบน้องคนเล็กแล้วดึงสายตาไปที่จานกับข้าวที่พี่คนโตถือออกมา
“ไข่เจียว ผัดผักบุ้งจ้ะ พี่พะแนงกินด้วยกันไหมจ๊ะ”
“ไม่เป็นไรจ้าขอบใจนะ แล้วนี่ค่าขนมหมดหรือยังเอ่ย” เขมิกาถามเด็ก ๆ แล้วลูบแก้มหนูน้อยที่นั่งตักอยู่
“หมดแล้วจ้ะพี่พะแนงคนสวย” เด็กหญิงบนตักตอบด้วยความทะเล้นอีกทั้งยังพูดเสียงอ้อนราวกับอยากได้ค่าขนมใหม่
“เดี๋ยวเถอะยัยองุ่น ค่าขนมยังเหลืออยู่เลย” พี่สาวคนโตดุน้องคนเล็ก ทว่าคนบนตักเขมิกากลับหัวเราะคิกคัก เขมิกาหัวเราะเอ็นดูแล้วเปิดกระเป๋าสตางค์ของตนเองออกมา ก่อนจะส่งเงินจำนวน 1,000 บาทให้กับพี่สาวคนโตไว้
“ยังไม่เอาจ้ะพี่ ที่พี่ให้ไว้ยังไม่หมดเลยจ้ะ” เงินที่เขมิกาเคยให้ไว้ยังเหลืออยู่ แม้จะเหลือไม่เยอะแต่ก็น่าจะเพียงพอหากใช้ประหยัด
“รับไว้เถอะ พี่ตั้งใจจะเอามาให้ เพื่ออยากกินอะไรจะได้ซื้อกินไง”
พี่สาวคนโตรับเงินไว้ สีหน้าของเธอประกายความซาบซึ้งในน้ำใจที่เขมิกาหยิบยื่นมาให้ ทั้งที่ก็ไม่ใช่ญาติกันเลย
“ขอบใจนะพะแนง สวยและยังใจบุญขอให้เจริญ ๆ นะ” ยายตาบอดยกมือไหว้จนแทบจะก้มกราบ เขมิกาจับมือยายไว้เพราะไม่อยากให้ยายมากราบไหว้ตนเอง
“พะแนงยินดีที่จะช่วย ขาดเหลืออะไรก็บอกกันได้เลยนะจ๊ะ ขอแค่เด็ก ๆ ตั้งใจเรียนก็พอแล้ว” รอยยิ้มของเขมิกาโปรยออกมาอย่างอ่อนโยน ที่ผ่านมาเด็ก ๆ บ้านนี้ก็เป็นเด็กดีและตั้งใจเรียนกันมาก เธอจึงเอ็นดูพวกเขา