“เจ้าอยากได้อะไรเป็นการตอบแทน” ฮ่องเต้เอ่ยถามขึ้นอย่างใจกว้าง ว่านชิงอีได้ยินเช่นนั้นก็แทบระงับอาการตื่นเต้นดีใจเอาไว้ไม่อยู่
“หม่อมฉันขอเป็นตั๋วเงินหมื่น….” นางเหลือบเห็นเหว่ยอ๋องจ้องมองมาที่นางเขม็ง เขาจะคิดว่านางโลภมากหรือเปล่านะ หากพูดออกไปเช่นนั้น แต่ว่าชีวิตอยู่ได้ก็ต้องใช้เงินนะว่านชิงอี ทำไงดีลำบากใจจริงเชียว
“หม่อมฉันแล้วแต่พระองค์จะให้เลยเพคะ” ฮ่องเต้มองความอยู่เป็นของนางก็ยกยิ้มด้วยความเอ็นดู เลยนึกอยากแกล้งนางขึ้นมา
“งั้นเราพระราชทานรางวัลให้เจ้าหมั้นกับเหว่ยอ๋องเป็นอย่างไร” ว่านชิงอีตกใจตาเบิกกว้าง ก่อนจะรีบพูดออกไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่ดีเพคะท่านอ๋องใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตหม่อมฉันไม่อยากตายเร็ว ขอเป็นตั๋วเงินหมื่นตำลึงก็พอเพคะ” พอพูดออกไปแล้ว ว่านชิงอีก็ต้องรีบเอามือมาปิดปาก อุ๊บส์!นางพูดอะไรออกไปแล้ว ดูสายตาของเขาสิถ้าฆ่านางได้คงฆ่าไปแล้วน่ากลัวชะมัด ฮ่องเต้หัวเราะออกมาอีกครั้งด้วยความชอบใจ ในความตรงไปตรงมาของนาง
“ได้เดี๋ยวเราจะให้คนนำไปให้เจ้าที่จวน ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเราในวันนี้ ว่าแต่เราต้องกินยาให้หมดที่เจ้าต้มหรือ?”
“เพคะต่อไปร่างกายของพระองค์จะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว” ว่านชิงอียกยิ้ม
“เหว่ยอ๋องไปส่งนางที่จวน”
“ไม่ๆ เป็นไรเพคะแค่ให้ทหารไปส่งก็พอเพคะ” ว่านชิงอีรีบปฎิเสธอย่างรวดเร็ว แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ยอมบอกว่า จะให้ผู้มีพระคุณกลับจวนอย่างไร้เกียรติได้อย่างไร สุดท้ายนางจึงต้องมานั่งบนรถม้าด้วยกันกับเขา แต่นางก็พยายามนั่งชิดมุมติดประตู เพราะภาพที่เขาดึงดาบออกพาดคอนางมันยังติดตา นางจึงนั่งให้เงียบที่สุด เหว่ยอ๋องปรายตามองนางที่นั่งชิดประตูอย่างหงุดหงิด หวาดกลัวเขาขนานนั้นเลยหรือ แต่จะโทษนางก็ไม่ถูกจู่ๆ มีดาบมาจ่อคอ เป็นใครบ้างไม่กลัว
“เบียดประตูขนานนั้นเจ้าไม่เข้าไปสิงมันเลยละ”
“...” เงียบนางไม่ตอบกลับมา
“มานั่งดีๆ ตรงนี้”
“....” นางดื้อขนานนี้เลยหรือ พูดด้วยก็ไม่พูดตอบ บอกให้นางมานั่งก็ไม่มา
“เจ้าอยากตายหรือ” เขาเอ่ยน้ำเสียงเยียบเย็น ว่านชิงอีตกตะลึงหวาดกลัวสุดขีด รีบลุกพรวดพราดพุงออกจากรถมา แล้วกระโดดลงจากรถม้าที่กำลังวิ่งอยู่ทันที เหว่ยอ๋องก็ตกใจไม่คาดคิดว่านางจะตัดสินใจรวดเร็วเช่นนี้ ก่อนจะได้ยินเสียงร้องของนาง” โอ้ย!” ไวเท่าความคิดเขารีบกระโจนออกไปทันที รถม้าก็ถูกบังคับให้หยุดลงไม่ห่างออกไป ร่างของว่านชิงอีนั่งอยู่กับพื้นใบหน้าแสดงความเจ็บปวด เพราะตอนกระโดดลงมาข้อเท้านางพลิก
เหว่ยอ๋องมองนางด้วยความระอาดื้อจนเจ็บตัวจนได้ ก่อนจะเดินมาแล้วย่อตัวนั่งลง มองมือนางที่ลูบคลำข้อเท้าของตนเองปอยๆ ว่านชิงอีไม่มองหน้าเขา นางเมินหน้าไปทางอื่นเพราะยิ่งเจ็บข้อเท้า ก็ยิ่งนึกโมโหตัวต้นเหตุที่ทำให้นางตัดสินใจกระโดดลงมา เหว่ยอ๋องตัดสินใจอุ้มนาง แต่ว่านชิงอีไม่ยอมถีบเท้าดิ้นไปดิ้นมา เหว่ยอ๋องทนไม่ไหวกับความดื้อดึงของนาง จึงฟาดฝ่ามือลงไปบั้นท้ายของนางอย่างแรง ว่านชิงอีสะดุ้งสุดตัวเมื่อความเจ็บพุงเข้ามาที่บั้นท้าย นี่เขากล้าตีนาง!บุรุษผู้นี้สารเลวจริงๆ พอเขาเห็นนางเงียบไปและเลิกดิ้น ก็ก้าวเท้าเดินไปขึ้นรถม้า
พอเข้ามานั่งในรถม้าเขาก็ให้นางนั่งบนตักของเขา ก่อนจะจับข้อเท้าของนางขึ้นมาดู แต่จู่ๆ ว่านชิงอีก็คว้าลำคอเขา ก่อนจะกัดลงไปสุดแรง
“อ๊ากก!เจ้าเป็นหมาหรืออย่างไร” เหว่ยอ๋องกัดฟันเอ่ยออกมา แต่ก็ปล่อยให้นางกัดจนพอใจ พอนางผละออกมา เหว่ยอ๋องก็เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาและสายตาของความเคียดแค้นของนาง ดวงตาของนางแดงก่ำน้ำตาคลอเบ้า เขาจ้องมองนางนิ่งไม่พูดสิ่งใดออกมา นางก็จ้องมองเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดออกมา เลือดบนลำคอของเขาไหลไม่หยุด เหว่ยอ๋องกอดกระชับร่างของนางแล้วจับศีรษะของนางให้ซบบนอกเขา ก่อนจะลูบหลังนางอย่างปลอบโยน ตบหัวแล้วลูบหลังเชอะ!นางไม่มีทางให้อภัย
เหว่ยอ๋องตัดสินพาว่านชิงอีไปโรงหมอ เพื่อตรวจดูข้อเท้าของนาง เขายังคงอุ้มนางเดินเข้าไปในโรงหมอ อู่ถงองครักษ์ข้างกายเหว่ยอ๋องรีบเข้าไปแจ้งหมอ หมอที่ประจำเวรในวันนี้จึงรีบพาเขาไปที่ห้องคนไข้ เหว่ยอ๋องยังคงไม่ปล่อยนางลง แต่ให้นางนั่งอยู่บนตักของเขา ว่านชิงอีแอบมองเขาที่นั่งเงียบขรึม โอบร่างนางอยู่หลวมๆ ก่อนหมอจะเข้ามาอธิบายว่า เส้นข้อเท้านางพลิกคงต้องใช้วิธีดึงเส้นให้กลับคืน แล้วทายาประคบเย็น แต่ช่วงที่ดึงข้อเท้านางอาจจะเจ็บมาก เหว่ยอ๋องฟังหมออธิบายก็พยักหน้ารับรู้
“อดทนเจ็บแป้บเดียว” เขาก้มลงมาบอกนาง ว่านชิงอีก็พยักหน้ารับ แต่แล้วจู่ๆ ความเจ็บแปลบก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตรงบริเวณข้อเท้าของนาง ว่านชิงอีตกใจร้องกรี๊ดผวาเข้ากอดเขาแน่น เหว่ยอ๋องลูบหลังนางไปมาอย่างให้กำลังใจ แต่พอความเจ็บหายไป ความเขินอายก็เข้ามาแทน ว่านชิงอีหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อคล้ายผลลูกท้อ เหว่ยอ๋องเผลอมองแก้มนางอย่างเอ็นดู พอทายาและพันข้อเท้าเสร็จ เขาก็อุ้มนางพาเดินพาขึ้นรถม้า นางได้แต่คิดว่าเขาไม่หนักหรืออย่างไร พอขึ้นมานั่งบนรถม้าเขาก็ยังให้นางนั่งอยู่บนตัก ไม่ปล่อยให้นางไปนั่งบนเบาะ
“ท่านอ๋องไม่หนักหรือเพคะ” นางถามเขาออกไปเพราะกลัวว่าจะทำความลำบากให้เขา แต่เขากลับพูดขึ้นมาอีกอย่าง
“ข้าขอโทษ ทำอย่างไรเจ้าถึงจะหายโกรธ” ว่านชิงอีได้ยินก็เงยหน้ามองเขา และสำรวจสีหน้าและความจริงใจ ว่าคำพูดของเข้าเชื่อถือได้แค่ไหน เขาก็มองหน้านางกลับนิ่งๆ ว่านชิงอียิ้มเจ้าเล่ห์มีแผนขึ้นมาทันที
“ไม่มีทาง!ยกเว้นท่านจะ….”
“จะอะไร?”
“ท่านอ๋องต้องจ่ายค่าทำขวัญที่ทำให้หม่อมฉันตกใจและบาดเจ็บเป็นตั๋วเงินห้าพันตำลึง” ว่านชิงอียกแขนขึ้นกอดอกอย่างคนเหนือกว่า เหว่ยอ๋องมองนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างมันเขี้ยว นางอายุเท่านี้ยังเจ้าเล่ห์ได้ขนานนี้ แต่ว่าเขาจะยอมหรือไม่นั้น? แน่นอนว่าต้องยอม
“ได้เดี๋ยวพรุ่งนี้จะให้คนเอาไปให้ที่จวน” พอเขาตอบกลับมา ว่านชิงอีก็ตาโตด้วยความดีใจ
“ท่านอ๋อง!ท่านดูหล่อเหล่าขึ้นมาเลยเพคะ”
“จริงใจหน่อย” ดูก็รู้ว่านางเสแสร้ง
พอถึงจวนสกุลว่านเขาก็อุ้มนางไปส่ง และอธิบายสั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะจากไป ฮูหยินผู้เฒ่าที่มารอฟังข่าวถึงกับหน้าบานยิ้มไม่หุบ ท่านนักพรตทำทายไว้มิมีผิดเลย หลานสาวนางคนนี้มีบุญมากบารมี ว่านจื่อหยวนก็ยืนอึ้งตกอยู่ในภวังค์ ท่านอ๋องอุ้มนางมาส่งไม่อยากเชื่อ ท่านอ๋องผู้แสนเย็นชาเหี้ยมโหด จะมีมุมอ่อนโยนเช่นนี้ ว่านซูอวี้ถึงกับพูดไม่ออกรีบหยิบพัดมาพัดให้ตัวเอง เพื่อดับความร้อนระอุภายในใจ ชายหญิงถูกเนื้อต้องตัว ต่อไปนางจะออกเรือนได้อย่างไร ว่านชิงหลินอยู่ในอารมณ์เพ้อฝัน ท่านอ๋องอุ้มว่านชิงอีเข้ามาส่งถึงในจวน เหมือนในหนังสือที่มีขายในท้องตลาด ความรักช่างสวยงาม ว่านชิงหลานนั่งเด็ดดอกไม้อย่างเหม่อลอย บุรุษผู้โหดเหี้ยมอำมหิตร้ายกับคนโลก แต่อ่อนหวานและอ่อนโยนกับนางเพียงผู้เดียว ว่านชิงอีมองอาการของแต่ละคนอย่างไม่เข้าใจ เป็นอะไรกันไปหมดไม่มีใครสนใจนางเลย