เช้าวันต่อมา ฮ่องเต้ได้ส่งของรางวัลมาให้ว่านชิงอีที่จวน ซึ่งปกติคนที่นำมาจะเป็นหวังกงกง ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ แต่ว่าหวังกงกงถูกจับขังคุก ยังหาขันทีมารับตำแหน่งไม่ได้ ฮ่องเต้จึงให้ราชเลขามาส่งแทน
“คุณหนูว่านชิงอีรับราชโองการ เนื่องจากคุณหนูว่านชิงอี มีความรู้ความสามารถ อีกทั้งกิริยามารยาทงดงาม จึงขอแต่งตั้งให้เป็นท่านหญิงจวินจู่ พระราชทานทองคำ10หีบผ้าไหม100พับ ตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึง จบราชโองการ” ฮูหยินผู้เฒ่ารีบให้คนหยิบถุงเงินให้กับราชเลขาเพื่อเป็นการขอบคุณ
ราชเลขากลับไปนานแล้วแต่คนสกุลจ้าวยังคงคุกเข่าตกในภวังค์ของตน ทุกอย่างคล้ายดั่งความฝัน เสมือนเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง ว่านชิงอีให้เสี่ยวหมานประคองไปนั่ง แล้วนางก็นั่งมองพวกเขาอย่างเบื่อหน่ายและเอือมระอา พวกเขามีอาการแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พอมาวันนี้อาการยิ่งหนักกว่าเดิม แต่พอนางจะเรียกให้พวกเขาลุกขึ้น คนจากจวนอ๋องก็เข้ามา
“ทูลท่านหญิงจวินจู่ ท่านอ๋องให้ส่งตั๋วเงินมาขอบคุณหนึ่งหมื่นตำลึงพ่ะย่ะค่ะ” ว่านชิงอีแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง นางขอเขาห้าพันตำลึงเขาให้มาหนึ่งหมื่น ให้ประชดนางหรือเปล่านะ พอนางหันกลับมามองพวกเขาที่นั่งคุกเข่าอยู่ ก็ต้องกลอกตามองบน อาการหนักว่าก่อนหน้านี้อีก นางจึงรีบให้เสี่ยวหมานประคองพานางกลับเรือน ปล่อยให้พวกเขาหลุดออกมาจากความฝันและได้สติได้เองแล้วกัน
สามวันถัดมาข่าวพระราชทานบรรดาศักดิ์แต่งตั้งคุณหนูสามว่านชิงอี เป็นท่านหญิงจวินจู่ แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ในความไม่เหมาะสมกับตำแหน่งท่านหญิงจวินจู่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีใครไม่รู้ว่า คุณหนูสามสามมีนิสัยเช่นไร ผู้คนยังคงติดภาพจำของว่านชิงอีคนเดิม เพราะไม่รู้ว่านางได้เปลี่ยนไปแล้ว
บนโรงน้ำชาจินไฉ่ชั้นสองห้องพิเศษ สำหรับเชื้อพระวงศ์และคุณหนูคุณชาย ที่มักให้คนมาจองเวลาออกมาข้างนอกเพื่อแวะดื่มชาและกินอาหาร เหว่ยอ๋อง เจินซีห่าว องค์รัชายาทเจินเฟยเทียน นั่งอยู่ห้องริมระเบียงที่มองเห็นด้านล่างได้อย่างชัดเจน ฟังผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของคุณหนูสามถึงตำแหน่งที่ได้รับ องค์รัชทายาทนั่งฟังอยู่นานก็เอ่ย
“ข้าไม่เข้าใจเหตุใดเสด็จพ่อถึงแต่งตั้งนาง ในเมื่อชื่อเสียงของนางแย่ขนานนี้” แต่เหว่ยอ๋องและองค์ชายเจินซีห่าวกลับนั่งเงียบ ไม่ออกความคิดเห็นใดๆ สร้างความแปลกใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก
“พวกเจ้าไม่แสดงความคิดเห็นหน่อยหรือ?”
“ก็ข้าไม่มีความคิดเห็น” เหว่ยอ๋องเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบอย่างเฉื่อยชา
“ข้าก็ไม่มีเหมือนกัน” องค์ชายเจินซีห่าวเอ่ยขึ้นมาบ้าง ทำเอารัชทายาทยิ่งแปลกใจ สตรีนางนั้นชื่อเสียงไม่ดีผู้คนต่างไม่เห็นด้วย แต่เขาสองคนกลับไม่มีความคิดเห็น แปลกเกินไป เขาเริ่มมองอย่างจับผิด มีอะไรที่เขาพลาดไปหรือไม่ เขาต้องหาทางสืบหาข้อมูล เพราะพวกเขามีท่าทีน่าสงสัย
เหว่ยอ๋องนั่งจิบชามองผู้คนเดินไปมา ก่อนสายตาจะไปสะดุดกับ สตรีเยาว์วัยใบหน้าแสนงดงามที่แสนจะคุ้นตา ก่อนเขาจะสะกิดเจินซีห่าวให้ดู เจินซีห่าวพอเห็นก็จำได้ทันที วันนี้นางดูสวยแปลกตาไปจากวันนั้น หรือเพราะการแต่งกายที่เปลี่ยนไป เขาคิดว่าอีกไม่นานนางจะเติบโตงดงามบานสะพรั่ง ในแคว้นนี้คงหาใครเทียบได้ เหว่ยอ๋องให้อู่ถงลงไปแจ้งนางว่าเขาเชิญ อู่ถงที่วิ่งลงไปด่านล่างเห็นท่านหญิงจวินจู่ กำลังจะเข้าไปนั่งในร้านริมถนน จึงรีบเข้าไปแจ้งต่อนางทันที ว่านชิงอีหันมองบนชั้นสองก็เห็นเหว่ยอ๋องนั่งอยู่ก็ถอนใจ นางอยากออกมานั่งกินอะไรแบบง่ายๆ สบายๆ นางไม่อยากไปกินบนนั้น แต่ก็ขัดไม่ได้
พอขึ้นมาถึงชั้นสองอู่ถงก็พาไปยังห้องริมระเบียง ซึ่งมีสามบุรุษนั่งอยู่ ว่านชิงอียอบกายทำความเคารพก่อนอู่ถงจะยกเก้าอี้มาให้นางนั่ง พอนั่งลงนางก็เอ่ยปากทันที
“ท่านอ๋องมีอะไรหรือเพคะ หม่อมฉันอยากกินบะหมี่ร้านนั้น ไม่ได้อยากกินอาหารที่นี่” นางเอ่ยความต้องการของนางออกไปทันที เพราะไม่อยากอยู่สนทนากับเขานาน รัชทายาทที่ยามนี้อยากรู้เหลือเกินว่าสตรีนางน้อยนี้คือใคร พยายามเงี่ยหูฟังอย่างเต็มที่
“ข้อเท้าเจ้าหายดีแล้ว?” เขาเลิกคิ้วถามอย่างตำหนิเพราะเพิ่งผ่านไปสามวัน ข้อเท้านางไม่มีทางหายดี
“ท่านหญิงข้อเท้าท่านเป็นอะไร?” เจินซีห่าวเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง องค์รัชทายาทพอรู้ว่านางคือว่านชิงอีที่ถูกแต่งตั้งเป็นท่านหญิง ก็รู้สึกไม่พอใจเพราะได้ฟังชื่อเสียงด้านแย่ๆ ของนางมาทั้งวัน
“ท่านหญิง!” ว่านชิงอีหันไปตามเสียงเรียกทันที องค์รัชทายาทเจินเฟยเทียน พอสบตากับนางตรงๆ ถึงกับชะงักเสียอาการ นางช่างงดงามเหมือนตุ๊กตากระเบื้องชั้นดี ผิวพรรณขาวอมชมพูดั่งผลลูกท้อ แม้จะดูเยาว์วัยแต่อีกหน่อยคงงามหาใครเทียบ ว่านชิงอีมองเขาอย่างไม่เข้าใจ เรียกแต่ไม่พูดเอาแต่มอง คนบ้าอะไรเนี้ยะ
เหว่ยอ๋องคิ้วกระตุกเมื่อเห็นอาการของรัชทายาท ส่วนเจินซีห่าวเริ่มหงุดหงิดที่รัชทายาทให้ความสนใจท่านหญิง ส่วนท่านหญิงไม่รู้เรื่องราวใดๆ ที่บุรุษคิดเลยสักนิด ก่อนนางจะดึงแขนเสื้อเหว่ยอ๋องเบาๆ
“ท่านอ๋องหม่อมฉันหายดีแล้วเพคะ ถ้าอย่างไรหม่อมฉันขอตัวไปกินบะหมี่ร้านนั้น”
“หากท่านอยากกิน ข้าจะไปด้วย” เหว่ยอ๋องเอ่ยขึ้น ว่านชิงอีได้ยินเช่นนั้น จากอารมณ์ไม่ดีกลายเป็นยินดีโดยทันที มีคนจ่ายค่าบะหมี่แล้ว ก่อนนางจะลุกแล้วดึงแขนเขาลุกด้วย
“ไปกันเพคะวันนี้ท่านอ๋องจ่าย องค์ชายไปกันเพคะ” ท่านหญิงจวินจู่ยามนี้แสนรื่นเริงเพราะอยู่ๆ ก็มีเจ้ามือ เหว่ยอ๋องส่ายหัวกับความเจ้าเล่ห์ของนาง ส่วนรัชทายาทรีบตามพวกเขาไป เพราะเขาจะไม่ยอมพลาดอะไรอีกแล้ว
พอหาที่นั่งได้เรียบร้อยว่านชิงอีก็ให้บ่าวที่ติดตามนางมาและเสี่ยวหมานไปนั่งอีกโต๊ะ และให้พวกเขาสั่งบะหมี่มากินนางทิ้งเงินไว้กับเสี่ยวหมานไว้จ่ายค่าบะหมี่ เพราะหากให้เหว่ยอ๋องมาจ่ายทั้งหมดก็ดูยังไงอยู่ ส่วนนางคนเดียวเขาคงไม่ว่าอะไร บะหมี่สี่ชามถูกนำมาวางบนโต๊ะ ว่านชิงอีสูดดมกลิ่นของน้ำซุปอย่างพอใจและมีความสุข ก่อนจะหันไปเห็นพวกเขานั่งมองชามบะหมี่และไม่ยอมลงมือ
“เป็นอะไรเพคะไม่หิวเหรอ?”
“ข้าไม่ชอบต้นหอม/ข้าไม่ชอบกระเทียมเจียว/ข้าไม่ชอบผักชี/” ว่านชิงอีกลอกตามองบน ภาระชัดๆ ไม่น่าเลยว่านชิงอี
“ไม่ชอบก็คีบออกสิเพคะ” พวกเขาก็ยังนั่งเฉยอยู่ทำเอานางปวดหัวขึ้นมาทันที ก่อนจะเลื่อนชามบะหมี่มาคีบสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบใส่ถ้วยของนาง คิดอยากจะกินฟรีเป็นไงละ เสร็จแล้วก็เลื่อนชามไปให้พวกเขา และจะเริ่มกินบะหมี่ในถ้วยของตน แต่แล้วจู่ๆ ก็มีร่างของสตรีนางหนึ่งร่างกายชุ่มไปด้วยเลือดมายืนอยู่ข้างๆ ว่านชิงอีไม่ใช่คนกลัวผี แต่วิญญาณตนนี้แผลเหวอะหวะและเลือดเต็มตัว ทำให้นางตกใจกระโดดไปนั่งตักเหว่ยอ๋อง และคว้าลำคอเขาไว้แน่น เขาเองก็คว้าเอวนางไว้ทันทีเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รัชทายาทและเจินซีห่าวมองนางอย่างตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่พวกเขาตกใจมากกว่าคือนางและเหว่ยอ๋องไปสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อใด
“ท่านอ๋องมีวิญญาณมายืนอยู่ข้างๆ หม่อมฉัน” นางกระซิบบอกเขาเบาๆ เพราะกลัวคนอื่นจะตกใจ ก่อนนางจะรีบลงจากตักเขา แล้วส่งจิตคุยกับปิงปิง” ปิงปิงเจ้าลองไปคุยกับนางได้เรื่องอย่างไร มาเล่าให้ข้าฟัง” ปิงปิงจึงเข้ามาจูงมือวิญญาญนางนั้นออกไป หลังจากวิญญาณตนนั้นไปแล้วนางก็กินอาหารไม่ลง ได้แต่หมุนบะหมี่ในชามไปมา วิญญาณตนนั้นร่างกายเต็มไปด้วยเลือด ก่อนเสียชีวิตต้องทรมานมากแน่