ตอนที่17 ทดสอบสติปัญญาและความสามารถ

1383 Words
เหล่าบรรดาขุนนางพากันปาดเหงื่อกับปริศนาคำทายของท่านหญิง เหล่าคุณหนูและฮูหยิน ต่างพากันขบคิดกับปริศนาคำทายกันอย่างขะมักเขม้น แม้แต่เหว่ยอ๋อง เจินซีห่าว และรัชทายาท ก็พากันขบคิดว่าปริศนาคำทายนี้หมายถึงสิ่งใด นางบอกเริ่มที่ง่ายๆ ก่อน อันนี้ง่ายสุดแล้วใช่หรือไม่ ฮ่องเต้แอบดูคำตอบที่นางให้มาก็แอบยิ้มด้วยความสะใจ คำตอบที่ส่งมาให้ฮ่องเต้ตรวจคำตอบยังไม่มีใครที่ตอบถูกเลยสักคน การสั่งสอนคนบางทีก็ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเสมอไป ธูปที่จุดบอกเวลาไหม้ลงเรื่อยๆ สร้างความกดดันให้กับเหล่าขุนนางเป็นอย่างมาก ก่อนขันทีจะประกาศหมดเวลา ทำเอาเหล่าขุนนางตกใจหน้าซีด เหตุใดเวลาถึงได้เดินเร็วนักเล่า “ทูลฝ่าบาทขอเวลาอีกสักครึ่งชั่วยามได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” ฮ่องเต้หันไปมองว่านชิงอี ว่าจะเอาอย่างไร นางก็พยักหน้าให้โอกาสอีกครึ่งชั่วยาม “ได้เราจะให้เวลาอีกครึ่งชั่วยาม หากยังไม่ได้คำตอบก็ถือว่าไม่มีใครหาคำตอบได้ เราจะเก็บของรางวัล500ตำลึงเข้ากองคลัง” ไม่นานครึ่งชั่วยามก็มาถึงอีกครั้ง เหล่าขุนนางเหงื่อตก เพราะไม่สามารถคิดหาคำตอบได้ทันเวลา “เอาละหมดเวลาแล้ว วันนี้ท่านหญิงได้ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อย ขุนนางของเราวันนี้ไม่มีใครหาคำตอบได้ เรารู้สึกขายหน้าต่อราษฎรของเราจริงๆ” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นอย่างผิดหวัง ทำให้เหล่าเสนาเสียหน้าไม่น้อยที่ถูกฮ่องเต้ตำหนิ “แล้วคำตอบมันคืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เสนากู้เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ พอเสนากู้ถามขึ้นมาฮ่องเต้ก็ให้ขันที นำคำตอบไปวางตรงลานการแสดง พอทุกคนเห็นก็ทบทวนคำทายปริศนา แล้วก็ถึงกับตาเบิกกว้าง อะไรเอ่ย หัวโต ตัวยาว คอเล็ก มันชอบไปเรียนศิลปะที่เรือกสวนไร่นา ฆ่าคนของโจโฉตายหมดบ้าน เหลือเพียงต้นอ่อนของผักเต็มไปหมด คำตอบมันคือ” จอบ” นี่เอง เหล่าขุนนางพอได้คำตอบก็อดทึ่งของที่มาของคำทายปริศนา ที่พวกเขาเองกลับนึกไม่ถึง ว่านชิงอีนึกขอบคุณตนเองที่ชอบอ่านหนังสือ จึงได้ความรู้เรื่องนี้ติดตัวมา ก่อนจะมีขุนนางท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น “ท่านหญิง ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป กระหม่อมอยากได้อีกสักคำถาม อยากลองเอาไปฝึกสมองดูพ่ะย่ะค่ะ ว่านชิงอียกยิ้ม “ได้สิ มีชายผู้หนึ่งเดินเข้าไปในป่า พบนกกำลังร้องเพลง กระต่ายกำลังขุดโพร่งหลุมใหญ่ ลิงกำลังโหนกิ่งไม้พร้อมกล้วยในมือ และหมาป่ากำลังกัดกินเนื้อสัตว์ อยากถามว่าใครฉลาดสุด” พอนางพูดจบทุกคนก็ฮือฮาอีกครั้ง คำถามของท่านหญิงช่างเลิศล้ำนัก หลายคนที่มีอคติต่อนาง เริ่มเปลี่ยนแปลงความคิด ส่วนคนที่มีอคติอย่างรุนแรงก็ยิ่งต่อต้าน ที่เห็นความสามารถของนางในด้านนี้ ที่นับว่าหาได้ยาก “ขอบคุณพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมจะนำกลับไปคิดหาคำตอบ” “ได้หากได้คำตอบแล้ว ท่านเอาไปให้ข้าเดี๋ยวข้าจะให้รางวัล” “ได้รางวัลด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ขุนนางคนนั้นตาโต “แน่นอนเฉพาะคนที่สามารถตอบถูก หากใครหาคำตอบได้ก่อน แล้วไปหาข้า ก็จะได้100ตำลึง เป็นอย่างไรน่าสนใจหรือไม่ ที่จริงไม่เกี่ยวกับเงิน ข้าเพียงอยากให้ทุกคนมีแรงจูงใจ ในการคิดหาคำตอบ เพราะมันช่วยฝึกสมองของเราในแบบหนึ่ง” “ท่านหญิงทรงพระปรีชา กระหม่อมจะรีบหาคำตอบให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” สามขุนนางตระกูลใหญ่ พอได้ยินขุนนางท่านนี้พูดกับท่านหญิงอย่างประจบประแจงก็ไม่พอใจ เจ้าพวกชอบเลียแข้งเลียขาเอาหน้า! ก็แค่คำถามง่ายๆ เขาเองหาคำตอบได้ “ทูลฝ่าบาทหากให้ท่านหญิงเป็นฝ่ายตั้งคำถามฝ่ายอยู่ฝ่ายเดียวก็ดูจะไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่นัก ให้ฝั่งกระหม่อมตั้งคำถามแล้วให้ท่านหญิงหาคำตอบบ้างดีหรือไม่?”จางเจียโยวเอ่ยขึ้น ฮ่องเต้หันไปมองว่านชิงอีเพื่อขอความคิดเห็น พวกขุนนางเฒ่าเจ้าเล่ห์ สงสัยไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาสินะ เขาเองก็รู้สึกเห็นใจนางอยู่เหมือนกัน อายุก็เพียงเท่านี้แต่ต้องประมือกับขุนนางมากเล่ห์ ไม่รู้ว่าเขาคิดถูกหรือผิดที่มอบตำแหน่งท่านหญิงให้กับนาง ก่อนจะเห็นนางพยักหน้ารับและพูดขึ้น “ข้าไม่มีปัญหาอยู่เเล้ว เพียงแต่ว่าท่านต้องเขียนคำตอบแล้วนำไปให้ฝ่าบาท เพื่อความโปร่งใส เพราะข้ากลัวว่าหากข้าตอบถูก บางคนอาจจะแก้คำตอบได้” “ท่านหญิงไม่ต้องกังวล เรามาเริ่มกันเถอะ” เสนากู้เอ่ยขี้นอย่างรีบร้อน เพราะเขาเชื่อว่านางไม่มีทางตอบได้แน่ แต่นางก็พูดขึ้นมาเสียก่อน “มีรางวัลหรือไม่ ข้าไม่อยากเปลืองสมองคิด โดยไม่มีค่าตอบแทน?” ว่านชิงอีคิดว่าอย่างไรวันนี้ ต้องสั่งสอนขุนนางจอมวายร้ายให้หลาบจำ เสนากู้พอได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มมีโทสะ “500ตำลึงพ่ะย่ะค่ะหากพระองค์ตอบได้ ” กู้ฟู่อันกัดฟันกล่าวน้ำเสียงเย้ยหยัน แต่ว่านชิงอีกลับแอบยิ้มมุมปากด้วยความสะใจ ก่อนนางจะพยักหน้ารับ “เรามาเริ่มกันเถิด กำแพงสามขั้นกันบ่อวารี ขาเดียวยันธรณี ใช้หางวาดวี ลูกมีสามตา” เสนากู้กล่าวจบก็ทำท่าหยิ่งผยอง ผู้คนในงานหันไปมองท่านหญิงเป็นจุดเดียว เพราะอยากรู้ว่านางจะตอบได้หรือไม่ ว่านชิงอีรู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ว่านางไม่ไว้ใจเสนากู้ จึงให้ปิงปิงไปแอบดูคำตอบ ก่อนนางจะยกยิ้มเมื่อปิงปิงมารายงานว่าคำตอบคืออะไร “ข้าขอตอบว่า มะพร้าว” พอนางตอบเสร็จทุกคนก็หันไปมองที่ฮ่องเต้ทันที ฮ่องเต้หยิบกระดาษมาเปิดดู ก่อนจะส่งให้ขันที “คำตอบคือมะพร้าว” ขันทีเอ่ยขึ้นเสียงฟังชัด ทุกคนในงานตกตะลึงไม่คาดคิดว่า นางจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ เสนากู้ไม่สามารถทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ได้ จึงขอถามอีกครั้งและอีกครั้ง จนยามนี้เขาหมดเงินไปถึง5พันตำลึง เขาจึงได้ยอมแพ้ หลังงานเลี้ยงจบลงสามตระกูลใหญ่ก็รีบกลับด้วยความขุ่นเคือง บุตรสาวของพวกเขาแสดงได้โดดเด่นถึงเพียงนั้น แต่กลับเป็นท่านหญิงที่เป็นม้ามืด มาดึงความสนใจจากทุกคนไปจนหมด มันน่าเจ็บใจนัก! ส่วนเสนากู้เจ็บหนักเพราะเสียทั้งหน้าเสียทั้งเงิน จนแทบแทรกแผ่นดินหนี ถ้ามีโอกาสเขาต้องเอาคืนนางแน่ ภายในรถม้าที่มีท่านย่าและบิดานั่งมาด้วย ส่วนอีกคันเป็นมารดานั่งกับว่านชิงหลินและว่านชิงหลานนั่งด้วยกัน ฮูหยินผู้เฒ่าและเสนาว่านยิ้มไม่หุบ กับความภูมิใจในตัวบุตรสาวในวันนี้ “หลานย่าเจ้าช่างเฉลียวฉลาดและมีสติปัญญาล้ำเลิศ ย่าภูมิใจในตัวเจ้าจริงๆ” “ในคราแรกพ่อเองก็กังวลว่าเจ้าจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร สุดท้ายเจ้ากลับพลิกสถานการณ์ และได้สั่งสอนเจ้าคนเลวนั้น” เสนาว่านกล่าวอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง นึกสะใจอยู่ไม่น้อย ที่ว่านชิงอีจัดการเขาเสียอยู่หมัด โดยที่ไม่ต้องลงไม้ลงมือ ทางด้านฮ่องเต้ เหว่ยอ๋อง เจินซีห่าว รัชทายาท ก็พากันมานั่งจิบสุราต่อที่ห้องทรงอักษร และได้พูดคุยกันอย่างผ่อนคลาย และสนุกสนานกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก นางเป็นเพียงสตรีวัยเยาว์ แต่นางช่างฉลาดเฉลียวและมีปัญญา และที่สำคัญได้สั่งสอนขุนนางเฒ่า ที่ถือตนว่าฉลาดปราดเปรื่องเหนือผู้ใด และคนที่สั่งสอนยังเป็นเพียงสตรีวัยเยาว์อีกด้วย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD