“ถวายบังคมรัชทายาท ท่านอ๋อง องค์ชาย สตรีสามนางยอบกายถวายความเคารพอย่างงดงาม ตามแบบฉบับคุณหนูที่เพียบพร้อม แต่ก็ต้องชะงักเมื่อรัชทายาทเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“เหตุใดไม่ทำความเคารพท่านหญิง หรือว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าสตรีที่เพียบพร้อมเขาปฎิบัติกับคนที่สูงกว่าหรือ?” สตรีสามนางหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าพวกนางจะพลาดในสิ่งที่ไม่ควรพลาดเช่นนี้
“ถวายบังคมท่านหญิงจวินจู่ ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันมีตาหามีแววไม่ ได้โปรดท่านหญิงอย่าถือสา” จางเจียอีเอ่ยออกมาอย่างอ่อนหวาน แม้ภายนอกจะแสดงออกมาว่ารู้สึกผิด แต่ภายในใจนั้นกลับสุ่มไปด้วยเพลิงโทสะจางเจียอีจิกเล็บลงไปบนฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บ เพื่อระงับอารมณ์และความรู้สึกภายในใจ
เหว่ยอ๋องยืนอยู่ด้านหลังของว่านชิงอี มีองค์ชายซีห่าวและรัชทายาทยืนประกบซ้ายขวาคล้ายดั่งองครักษ์ ยิ่งทำให้สตรีสามนางแทบอยากกรีดร้องออกมา จึงได้แต่ขอตัวและจากไปด้วยความแค้นเคือง หลังจากพวกนางไปแล้วว่านชิงอีก็หมุนกายเดินเข้าไปในร้านบะหมี่ ก่อนจะสั่งอย่างละเอียดว่าชามไหนใส่อะไรไม่ใส่อะไร ทำเอาสามบุรุษหนุ่มยกยิ้มด้วยความพอใจที่นางให้ความใส่ใจกับพวกเขา พอชามบะหมี่ถูกยกมาวางบนโต๊ะ ว่านชิงอีก็ยิ้มอย่างมีความสุขเพราะนางชอบกินบะหมี่มาก
แต่จู่ๆ นางก็สัมผัสได้ว่ามีคนมายืนอยู่ข้างๆ ว่านชิงอีจึงเหลือบตามองจึงเห็นสตรีรูปร่างผอมบางยืนอยู่ คงเป็นวิญญาณมาขอความช่วยเหลืออีกแล้วสินะ แต่คราวนี้ว่านชิงอีไม่รีบร้อนรีบบอกวิญญาณตนนั้นว่า “ข้าขอกินก่อนได้มั้ย ปิงปิงไปคุยกับนางก่อน” คราวนี้นางพูดออกไปเลย ไม่ส่งจิตพูดคุยอีกแล้ว พวกเขาเห็นนางพูดขึ้นมาลอยๆ ก็พอจะเดาได้ จึงรีบลงมือกินบะหมี่เพราะคิดว่าอาจต้องได้ช่วยเหลือนาง
พอทุกคนกินบะหมี่เสร็จรัชทายาทจึงรีบเสนอเป็นคนจ่าย ว่านชิงอีจึงยิ้มแป้นด้วยความถูกใจ อิ่มท้องแถมไม่ต้องเสียเงินนั้นมีอยู่จริง ก่อนนางจะหันมาหาปิงปิงแต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นวิญญาณที่นางได้ช่วยเหลือวันก่อน และวิญญาณของสตรีร่างบางยืนอยู่คู่กัน ก่อนนางจะบอกให้พวกเขาตามนางออกมา ตรงสถานที่ปลอดผู้คน น ก่อนว่านชิงอีจึงเอื้อมมือไปจับแขนเหว่ยอ๋อง แล้วนางบอกให้องค์ชายซีห่าวจับมือเหว่ยอ๋อง ทำต่อๆ กันไป ทำให้ตอนนี้ทุกคนมองเห็นวิญญาณได้อย่างชัดเจน และพวกเขายังเห็นเด็กน้อยใส่ชุดจีนหน้าตาน่ารักผู้หนึ่ง
“เด็กคนนั้นเป็นผู้ช่วยหม่อมฉันนามว่าปิงปิง” พอนางแนะนำปิงปิงก็โบกมือ และส่งยิ้มคล้ายกับนางงามมิตรภาพ
“ว่าแต่เจ้าเหตุใดยังไม่ไป? ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลบุตรของเจ้าให้เอง” ว่านชิงอีถามสตรีนางนั้นอย่างไม่เข้าใจ
“คุณหนูมันยังไม่ถึงเวลาที่ข้าต้องไป ทางยมโลกยังไม่ส่งใครมารับวิญญาณของข้า ข้าก็เลยคิดว่าจะอยู่เป็นผู้ช่วยท่านชั่วคราว จนกว่าเขาจะมารับวิญญาณข้าเจ้าค่ะ”
“เป็นผู้ช่วยข้า? เจ้าก็เลยไปแนะนำวิญญาณที่เดือดร้อนตนนี้ แล้วพามาหาสินะ?” ว่านชิงอีเริ่มรู้สึกว่านางจะมีงานเพิ่มขึ้นในเร็วๆ วันนี้ วิญญาณตนนั้นพยักหน้าอย่างใสซื่อ ว่านชิงอีถอนใจอย่างแรง นี่คงเป็นเหตุผลที่นางทะลุมิติมาสินะ
“แล้วเจ้าละเป็นอะไรถึงตาย” เหว่ยอ๋องเห็นนางมีอาการหงุดหงิดและอารมณ์ฉุนเฉียว จึงเอื้อมมือไปตบหลังนางเบาๆ เพราะอยากให้นางใจเย็นลง ปกติเขาเป็นคนใจร้อนแต่พอเจอนางเขากลับใจเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อ ว่านชิงอีหันมาส่งสายตาขอบคุณ ก่อนจะหันไปสอบถามเรื่องราวต่อ
“ข้าทำงานเป็นนางโลมอยู่ในหอคณิกาชมจันทร์ ปกติก็ทำงานรับแขกไปเรื่อย แต่หลังๆ มามีลูกค้าท่านหนึ่งจ่ายหนักมาก มักจะมาเดือนละครั้ง สตรีในหอนางโลมอยากไปค้างกับเขาแทบทุกคน แต่แปลกทุกคนไม่เคยได้กลับมา จริงๆ ข้าก็กลัวที่จะไปค้างกับชายผู้นี้ แต่แม่ข้าล้มป่วยต้องการค่ารักษา ข้าถึงตัดสินใจไป แต่พอไปแล้วข้าถึงรู้ว่าเขามันไม่ใช่คน เขาเสพสมกับร่างกายข้าแต่ก็ทรมารข้าไปพร้อมๆ กัน ข้าทนไม่ไหวจึงได้เสียชีวิตเจ้าค่ะ”
“ไอ้ผู้ชายสารเลว!” ว่านชิงอีเอ่ยขึ้นมาอย่างเหลืออด ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า นางมีพวกเขาอยู่ด้วยที่นี่ด้วย แต่พวกเขาสามคนก็ทำเป็นไม่ใส่ใจ นางจึงถอนใจอย่างโล่งอก ก่อนจะบอกกับวิญญาณตนนั้นว่า อย่าได้กังวลนางจะพยายาม หาทางจัดการกับชายผู้นั้นให้จงได้
“ข้าต้องจัดการกับเขาแน่ ปล่อยไว้ก็เป็นจะเป็นภัยและอันตรายต่อผู้อื่น หากจับเขาได้ต้องหั่นหนอนน้อยให้ขาด แล้วโยนให้เป็ดกินซะ” อีกครั้งที่นางลืมตัว แต่พวกเขาก็ไม่ใสใจกับคำพูดนาง แต่ใบหูของทั้งสามคนกลับเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อกับคำพูดของนาง นางเรียกตรงนั้นของบุรุษว่าหนอนน้อย ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริงว่านชิงอี
พอมาถึงที่วัง พวกเขาก็ตรงไปห้องทรงอักษร ยามนี้ฮ่องเต้ได้ขันทีคนใหม่แล้ว แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่อาจไว้ใจใครได้อีก หลังจากพวกเขาเข้ามา เขาก็ให้ขันทีนางกำนัลออกไป ส่วนคนที่ทำหน้าที่รินชากลายมาเป็นว่านชิงอี แต่สามบุรุษพากันแย่งทำหน้าที่นี้ จนฮ่องเต้ปวดหัวแต่ก็ยกยิ้มด้วยความชอบใจ ท่าทางบุบเพคงจะเริ่มอาละวาดเสียแล้วกระมัง ว่านชิงอีเห็นก็เริ่มรำคาญที่พวกเขาทำตัวเหมือนเด็ก จึงเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า “พวกท่านทำตัวน่าเบื่อเสียจริง” ประโยคเดียวสามบุรุษกลับมานั่งโดยทันที ฮ่องเต้เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาจนตัวโยน แต่พวกเขากลับไม่รู้เรื่องว่าเสด็จพ่อหัวเราะเรื่องอันใด
“ที่ข้าให้เจ้ามาพบเพราะอยากจะขอโทษ วันนี้ข้าได้บอกทุกคนในท้องพระโรง ว่าเจ้าเป็นคนช่วยชีวิตข้า เหตุผลที่ข้าต้องบอก เพราะเหล่าเสนายื่นฎีกาถอดถอนเจ้าจากตำแหน่งท่านหญิง ต่อไปชีวิตของเจ้าจะไม่ง่ายอีก เจ้าต้องระวังตัว”
“ที่จริงหม่อมฉันก็ไม่ได้อยากเป็นท่านหญิง ฝ่าบาทเก็บตำแหน่งคืนก็ได้เพคะ”
“จะได้อย่างไรกษัตริย์ตรัสแล้วจะคืนคำได้รึ ข้าได้ส่งคนไว้คอยคุ้มครองเจ้าแล้ว แล้วยังมีองครักษ์ลับที่คอยคุ้มครองที่จวนเจ้าอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าจะไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด” ฮ่องเต้เจินเฉินหลงกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยน
“แล้วอาการของฝ่าบาท เป็นอย่างไรบ้างเพคะ วันนี้หม่อมฉันนำยาลูกกลอนมากระปุกหนึ่ง ฝ่าทานเสวยวันละเม็ดจะทำให้ร่างกายแข็งแรง” ที่จริงนางไม่มีความรู้เรื่องยาแต่อย่างใด รู้เพียงแค่ว่าเลือดของนางเป็นยา นางจึงบดโสมและเห็ดหลินจือเข้าด้วยกัน แล้วนำน้ำต้มที่ผสมเลือดของนาง มาผสมกับโสมและเห็ดหลินจือที่บดไว้ผสมน้ำผึ้งด้วยนิดหน่อย แล้วปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ แค่นี้ก็ได้ยาบำรุงทำจากว่านชิงอี
“ขอบใจเจ้ามาก อีกเรื่องที่ข้าจะพูดอีกสามวันจะมีงานเลี้ยง ข้าได้จัดขึ้นเพื่อฉลองตำแหน่งของท่านหญิง เจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อม”
“เพคะ”