จวนสกุลว่าน เสนาบดีว่านพอกลับมาถึงจวนก็รีบตรงดิ่งไปหามารดา วันนี้เขารู้สึกมีความสุขอย่างยากจะบรรยาย เขารอแทบไม่ไหวที่จะเล่าเรื่องราวที่รับรู้ในท้องพระโรงให้ผู้เป็นมารดาฟัง แต่ก็ต้องแปลกใจที่ไม่เห็นมารดาอยู่ที่เรือน พอสอบถามบ่าวรับใช้ก็ได้ความว่านางไปที่เรือนใหญ่ได้สักพักแล้ว เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางไปที่เรือนใหญ่ทันที พอมาถึงก็เห็นทุกคนนั่งกันอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เขาจึงคิดว่าเป็นการดีที่จะได้เล่าทีเดียว แต่พอเขาเล่าจบทุกคนกลับนั่งนิ่งไม่มีอาการดีใจเลยสักนิด เขารู้สึกผิดหวังที่ทุกคนไม่ให้ความสำคัญกับข่าวนี้
“เหตุใดไม่มีใครดีใจกับข่าวนี้เลย” ?
“จื่อหยวนข่าวเจ้านะพวกข้ารู้ตั้งนานแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยยิ้มๆ นึกขำบุตรชายที่รีบรุดมาแจ้งข่าว แต่ที่ไหนได้ข่าวนี้กระจายออกมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดที่ออกมากระพือข่าวนอกวัง
“พวกข้าดีใจก่อนเจ้าจะมาแล้ว แต่ว่ามีข่าวใหม่ที่เจ้ายังไม่รู้อีกนะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นแล้วยกชาขึ้นจิบอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อนที่จะเล่าออกไป ทำให้เสนาว่านร้อนใจอยากรู้มากขึ้น
“ท่านแม่ท่านรีบเล่ามาเถิดข้ารอไม่ไหวแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นกระดาษปกแข็งมาให้เขาตรงหน้า ด้วยท่าทางผ่อนคลายแต่ภายในใจเต้นระริกด้วยความปลาบปลื้มใจ เสนาว่านรับมาเปิดอ่านก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง ว่านซูอวี้ ว่านชิงหลิน ว่านชิงหลาน แอบขำท่าทางของบิดาที่ตกใจและเปลี่ยนมาดีใจในเวลาต่อมา
“นี่มันบัตรเชิญงานเลี้ยงของท่านหญิงจวินจู่” เสนาว่านรู้สึกว่าวันนี้เขามีเรื่องให้ได้ยินดีมากมายเหลือเกิน หัวใจเขาเหมือนจะหยุดเต้นเพราะดีใจมากเกินไป
“แล้วนางเอ่อท่านหญิงไปที่ใด?”
“เห็นว่าฮ่องเต้ต้องการพบเลย เหว่ยอ๋องเลยพาไปในวังเจ้าค่ะ” ชิงหลินเอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าก็ต้องเริ่มเตรียมตัวอาภรณ์ที่จะใส่ในงาน จะให้เสียหน้าท่านหญิงจวินจู่ไม่ได้”
“เจ้าค่ะ”
เหว่ยอ๋องออกมารับว่านชิงอีเพื่อไปพบกับฮ่องเต้ แต่ในระหว่างอยู่บนรถม้า เหว่ยอ๋องก็นั่งเงียบขรึมไม่พูดไม่จา จนว่านชิงอีรู้สึกอึดอัด บุรุษอะไรช่างเย็นชาเสียเหลือเกิน เหว่ยอ๋องปรายตามองนาง ที่ขยับไปขยับมาอย่างกับนั่งไม่สบายจึงเอ่ยถามขึ้น
“เป็นอะไร?”
“เป็นคนเพคะ” นางตอบออกไปเช่นนั้น เพราะรู้สึกขัดใจกับท่าทางของเขา ก่อนจะขยับไปนั่งข้างหน้าต่างแล้วใช้คางวางลงบนขอบหน้าต่าง มองดูบรรยากาศภายนอก เหว่ยอ๋องได้ยินนางตอบกลับมาเช่นนั้น ก็รับรู้ได้ว่านางอารมณ์ไม่ดี นี่เขาไปทำอะไรให้นางไม่พอใจหรือไม่?
“เจ้าอยากไปกินบะหมี่ก่อนเข้าวังหรือไม่?”ว่านชิงอีพอได้ยินคำว่าบะหมี่ ความขุ่นมัวภายในใจก็มลายหายไป นางรีบขยับมานั่งตัวตรงยิ้มหน้าบานด้วยความดีใจ
“ได้หรือเพคะหม่อมฉันอยากกินอยู่พอดีเลย ท่านอ๋องทำไมวันนี้ใจดี?”
“พอดีเห็นหมาหงอยแถวนี้เลยจะพาไปกินกระดูกเสียหน่อย”
“ท่านอ๋อง!” เหว่ยอ๋องไม่คาดคิดว่านาง จะกระโจนขึ้นมาคร่อมเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมใช้ปากงับที่ต้นคอเขาแต่ไม่ได้แรงมาก ก่อนจะผงกหัวขึ้นมามองเขาสายตาเอาเรื่อง
“หากพระองค์ว่าหม่อมฉันเป็นหมาอีก หม่อมฉันจะกัดพระองค์ให้จบเขี้ยวเหมือนหมาเลยเพคะ” ก่อนนางจะถอยหลังไปนั่งที่เดิมพร้อมกอดอกมองเขาอย่างขุ่นเคือง แต่ในสายตาเขานางช่างน่ารักเสียจริง เขาได้แต่แอบยิ้มมุมปากกับกิริยาท่าทางของนาง
“พอมาถึงตลาดเหว่ยอ๋องก็บอกอู่ถงให้หยุดรถม้า ก่อนเขาจะเดินลงไปก่อนและยืนรอรับว่านชิงอีอยู่ข้างรถม้า ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ก็หยุดมองอย่างให้ความสนใจ บุรุษรูปงามกับดรุณีน้อยผู้เลอโฉมช่างเป็นภาพที่งดงาม แต่ไม่ใช่กับคุณหนูซูโม่หลัน ยามนี้ภายในใจร้อนระอุด้วยไฟริษยา เป็นนางอีกแล้วที่แย่งทุกอย่างไป ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งท่านหญิง หรือแม้แต่สตรีของเหว่ยอ๋อง
นางเพียรพยายามมาหลายปีเพื่อให้เป็นที่สนใจของเขา ตั้งแต่นางอายุได้13หนาวจนบัดนี้ผ่านไปสี่ปีแล้ว ครั้งหนึ่งนางได้มีโอกาสเข้าไปในงานเลี้ยงในวังหลวง และได้พบกับเขาที่ตอนนั้นเป็นเพียงองค์ชายเจินจางเหว่ย นางตกหลุมรักเขาตั้งแต่ตอนนั้น และพยายามฝึกฝนให้เป็นสตรีที่เพียบพร้อม เพื่อเขาจะได้ชายตามามองนางบ้าง แต่เขาช่างเป็นบุรษที่แสนเย็นชา ไม่เคยเหลียวแลสตรี แต่ว่าเหตุใดกับสตรีนิสัยไม่ดีนางนั้นเขาถึงให้ความใส่ใจ ซูโม่หลันกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น จางเจียอีที่สังเกตุเห็นซูโม่หลันจู่ๆ ก็เหมือนจะอารมณ์ไม่ดี จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“เจ้าเป็นอะไรไปหรือโม่หลัน?
“เจ้าดูนั่น” ซูโม่หลันส่งสายตาให้จางเจียอีมองด้านล่างฝั่งตรงข้าม
“นั้นมันเหว่ยอ๋องนี่มากับใครคุ้นๆ”
“จะใครก็บุตรสาวสกุลว่าน ที่เพิ่งถูกแต่งตั้งเป็นท่านหญิงอย่างไรละ ข้าไม่เข้าใจกับราชวงศ์นี้เลยจริงๆ ฝ่าบาทแต่งตั้งนาง ส่วนเหว่ยอ๋องก็ให้ความใส่ใจนาง นี่พวกเราเพียรพยายามทำตัวเป็นสตรีที่เพียบพร้อมไปเพื่ออะไร?”
“เจ้าก็ใจเย็นลงหน่อยเถิด เหว่ยอ๋องอาจจะไม่ได้คิดอะไรกับนางก็เป็นได้ อายุเขากับนางก็ต่างกันมาก อาจจะความประสงค์ของฝ่าบาท ให้เขาช่วยดูแลนางก็เป็นได้”
“จางเจียอีเจ้าก็พูดได้สิ เพราะเขาไม่ใช่รัชทายาท ข้าก็อยากจะรู้หากเป็นรัชทายาท เจ้าจะยังใจเย็นอยู่แบบนี้ได้หรือไม่?” ซูโม่หลันเอ่ยน้ำเสียงเย้ยหยันกับจางเจียอี แต่พลันสายตาของนางก็ต้องไปสะดุดกับ องค์รัชทายาทและองค์ชายเจินซีห่าว ที่กำลังเดินเข้าไปหาเหว่ยอ๋อง อย่าบอกนะว่าพวกเขา
“จางเจียอี กู้ผิงอัน พวกเจ้ามาดูอะไร” ซูโม่หลันรีบเอ่ยเรียกพวกนางให้มาดูอย่างแค้นใจ พอสองสาวเห็นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ซูโม่หลันเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มเยาะสหายด้วยความสะใจ ดูสิว่าจางเจียอีจะเก็บกิริยามารยาทที่ดีพร้อมไว้ได้อีกหรือไม่ กู้ผิงอันก็เช่นกันเสแสร้งเป็นคุณหนูในห้องหอผู้สมบูรณ์แบบ หากเห็นเช่นนี้แล้วจะยังนิ่งสงบอยู่ได้หรือไม่
“เราลงไปทักทายพวกเขากันเถอะ” เป็นจางเจียอีที่เอ่ยขึ้น สร้างความพอใจให้กับซูโม่หลันเป็นอย่างยิ่ง
ทางด้านเหว่ยอ๋องก็ต้องหมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ที่องค์รัชทายาทและองค์ชายซีซวน ออกมาข้างนอกด้วยเช่นกัน ไหนว่าพวกเขาต้องไปทำธุระให้เสด็จพ่อมิใช่หรือ
“พวกเจ้าทำธุระเสร็จแล้วรึ? เหว่ยอ๋องเอ่ยน้ำเสียงคล้ายหงุดหงิดที่เห็นหน้าพวกเขา
“แน่นอนพอทำธุระเสร็จข้าก็รีบมาเลย” รัชทายาทเอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดี
“คุณหนูว่านสบายดีหรือไม่?
“คุณชายท่านถามข้าว่าสบายดีหรือไม่ พวกเราเพิ่งเจอกันไปเมื่อวานเองนะเพคะ” ว่านชิงอีนึกขำคำถามของเขา เจินซีห่าวยิ้มเขินกับคำถามไม่เข้าท่าของตน” แล้วเจ้าจะไปไหนหรือ?”
“ข้าจะพานางไปหาเสด็จพ่อแต่ว่านางอยากกินบะหมี่ ข้าเลยพานางแวะตลาดเสียก่อน” ประโยคนี้เหว่ยอ๋องชิงตอบเสียเอง เจินซีห่าวมองท่าทางหงุดหงิดของพี่ชายต่างมารดาอย่างไม่เข้าใจ เป็นอะไรของเขา แต่ไม่นานเสียงทักทายหวานหูก็ดังเข้ามา ทำให้ทุกคนต้องหันไปมอง