เช้าวันต่อมา เหว่ยอ๋อง องค์ชายซีห่าว และรัชทายาทก็นำรถม้ามารับว่านชิงอีที่จวนสกุลว่าน แต่ว่าวันนี้พวกเขาเปลี่ยนเป็นขี่ม้าแทน หลังจากเกิดคำครหาเมื่อวันก่อน พวกเขาจึงปรึกษากันว่า จะพยายามไม่ทำให้นางต้องถูกผู้คนตำหนิอีก
ว่านชิงอีวันนี้แต่งกายด้วยชุดเรียบๆ แต่คล่องแคล่วและทะมัดทะแมง นางมัดผมรวบตึงก่อนจะม้วนเป็นก้อนกลมและปักปิ่นธรรมดาอันหนึ่ง เพราะวันนี้นางต้องออกไปสืบข่าวของบุรุษสารเลวนั่น นางจึงไม่อยากแต่งกายให้เป็นที่สะดุดตามากนัก ว่านชิงอีเดินออกมาพร้อมฮุ่ยเจียงองค์รักษ์สาวข้างกาย พอเห็นพวกเขานั่งอยู่บนหลังมา ก็ไม่รีรอรีบก้าวขึ้นรถม้าทันที
“ฮุ่ยเจียงเจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าข้าสามารถมองเห็นวิญญาณ ที่ข้าถามเพราะกลัวว่าเจ้าจะตกใจ ยามที่ข้าสนทนากับสิ่งที่เจ้ามองไม่เห็น”
“ทราบแล้วเพคะ”
“เจ้าไม่ต้องกลัววิญญาณเหล่านี้ไม่ทำร้ายเรา แต่จะมีอีกวิญญาณหนึ่งที่สามารถทำร้ายเราได้ นั่นก็คือวิญญาณที่ถูกปลุกเสกเวทมนตร์ ให้กลายเป็นวิญญาณที่ดุร้าย อันนั้นเราต้องระวังให้ดี แต่เจ้าไม่ต้องกลัว ถึงแม้ว่ากับคนข้าจะสู้ไม่เก่ง แต่กับผีข้าสู้ได้สบายมาก” พอนางพูดจบฮุ่ยเจียงก็รู้สึกขนลุก หากมีวิญญาณร้ายโผล่มาจริงๆ ท่านหญิงจะสู้ได้จริงหรือ รูปร่างนางเพรียวบางสมส่วน ผิวก็กระจ่างใสอมชมพูดั่งกับผิวเด็ก อายุก็เพียง14ย่าง15ในเร็ววันนี้ แต่ดูอย่างไรนางก็ไม่เหมือนคนที่จะปราบผีที่ดุร้ายได้เลย ปราบบุรุษที่ดุร้ายน่าจะง่ายกว่า เพราะนางงดงามมาก
“เจ้ามองข้าเช่นนี้ ไม่เชื่อละสิ เจ้าไม่เชื่อก็ไม่แปลก เพราะข้าเองก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน”
“ท่านหญิง!” ว่านชิงอีหลุดหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของฮุ่ยเจียง ที่หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
“ข้าพูดเล่น มีข้าอยู่วิญญาณร้ายไม่กล้ามาทำอะไรแน่”
รถม้าแล่นมาจอดตรงสำหนักงานหน่วยสืบสวนคดี ฮุ่ยเจียงเดินลงไปก่อน เพื่อยืนรอรับว่านชิงอีที่ก้าวลงจากรถม้า สามบุรุษรีบกระโดดลงจากหลังม้า แล้วเดินเข้ามาหานาง เหว่ยอ๋องมองสำรวจการแต่งกายของนางอย่างพอใจ นางก็รู้จักกาละเทสะอยู่บ้าง จึงพยักหน้าให้นางเดินตามเข้าไปด้านใน แต่พอเข้าไปถึงก็แปลกใจที่เห็น สตรีสามนางนั่งรออยู่
กู้ผิงอันเหลือบเห็นพวกเขาเข้ามา ก็รีบสะกิดให้ซูโม่หลันและจางเจียอี ถวายความเคารพ
“ถวายบังคมเหว่ยอ๋อง องค์ชาย องค์รัชทายาท ท่านหญิงจวินจู่เพคะ” คราวนี้พวกนางไม่ทำผิดพลาดอีกแล้ว เหว่ยอ๋องเริ่มปล่อยรังสีอำมหิต เมื่อพอจะเดาเหตุการได้ว่าพวกนางมาทำอะไร เพราะดูจากการแต่งตัว กู้ผิงอันรีบยื่นจดหมายให้รัชทายาท ก่อนเขาจะรับมาอ่านด้วยท่าทีหงุดหงิด
“คุณหนูทั้งสามตระกูลมีความรู้ความสามารถ ย่าเลยให้พวกนางมาช่วยงานพวกเจ้า ฝากพวกนางด้วยละ” เขาอ่านเสร็จก็ยื่นให้องค์ชายซีห่าวและเหว่ยอ๋อง แต่พวกเขากลับเมินและเดินหนี รัชทายาทมีสีหน้ายุ่งยากใจ มาช่วยหรือจะมาเป็นภาระ เขากลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย คงเป็นเสด็จแม่ฮองเฮาที่ลากเสด็จย่ามายุ่งด้วย
ว่านชิงอีเดินไปนั่งที่โต๊ะที่ทางหน่วยสืบสวนจัดไว้ให้และมีชื่อนางเขียนติดไว้ว่าท่านหญิงจวินจู่ ฮุ่ยเจียงรีบรินชาให้นางอย่างเอาใจ ก่อนทหารหน่วยสืบสวนราว50คนจะเดินเข้าอย่างเป็นระเบียบ และทำความเคารพท่านหญิงที่เป็นผู้บังคับบัญชาอย่างแข็งขัน
“ถวายบังคมท่านหญิงจวินจู่พ่ะย่ะค่ะ” ซูโม่หลันมองภาพนั้นด้วยความเคียดแค้นและริษยา ตำแหน่งนั้นควรเป็นของนางไม่ใช่ของยัยเด็กนั้น!
“ถวายบังคมเหว่ยอ๋อง องค์รัชทายาท องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”
“ตามสบายเถิด”
“ขอบพระทัย” เหล่าทหารมองท่านหญิง ที่ยกชาขึ้นจิบอย่างผ่อนคลาย และเปิดสมุดบันทึกคดีต่างๆ อ่านอย่างใส่ใจ ดรุณีเยาว์วัยนางนี้ มาเป็นผู้บังคับบัญชาพวกเขาจริงหรือ? นางมีความสามารถขนาดฮ่องเต้แต่งตั้งให้เป็นท่านหญิง และผู้บังคับบัญชาหน่วยสืบสวน พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ เหว่ยอ๋องที่เห็นเหล่าทหารเอาแต่จ้องมองนาง ก็เริ่มไม่พอใจ เช่นเดียวกับองค์ชายซีห่าวและรัชทายาท
“หากไม่มีอะไรแล้ว ออกไปได้” เหว่ยอ๋องกล่าวน้ำเสียงดุดันสีหน้าบ่งบอกว่าหงุดหงิด ทหารเหล่านี้ยืนมองนางกันอยู่ได้ไม่การไม่มีมีงานให้ทำหรืออย่างไร ก่อนพวกเขาจะมานั่งโต๊ะด้านข้างที่จัดเตรียมเอาไว้ ก่อนว่านชิงอีจะเรียกสามบุตรสาวตระกูลดังเข้ามา นางไม่คิดจะพูดจาแบบกันเองกับพวกนาง เพราะนางรู้ถึงเจตนาของพวกนางดี มาทำงานหรือว่ามาคอยจับผิดนางกันแน่
“พวกเจ้าสามคนมาเอาสำนวนบันทึกคดีคนละเล่มไปอ่าน แล้ววิเคราะห์สรุปผลรูปคดีออกมา”
กู้ผิงอัน ซูโม่หลัน จางเจียอี มองหน้ากันไปมา เคยแต่เรียนกาพย์กลอน ดนตรี เย็บปักถักร้อยและร่ายรำ ให้มาอ่านสำนวนคดีแล้วสรุป พวกนางจะทำได้อย่างไรกัน
“ทำไมทำไม่ได้หรือ?” ว่านชิงอีเลิกคิ้วเอ่ยถามออกไป
“ท่านหญิงเอ่อ..หม่อมยังไม่เคยทำมาก่อน ท่านช่วยให้คนสอนงานได้หรือไม่?” จางเจียอีแม้จะลำบากใจเพียงใด แต่ก็กัดฟันเอ่ยออกไป บิดาอุตส่าห์บากหน้าไปหาฮองเฮาเพื่อขอความช่วยเหลือ นางจะทำให้บิดาผิดหวังไม่ได้
“ได้สิ” กล่าวจบนางก็หันไปหาพวกเขาสามคน ซึ่งพอนางหันมา พวกเขาก็รีบส่งสายตาปฎิเสธทันที
“เดี๋ยวข้าจะให้เจ้าหน้าที่มาช่วยสอน วันนี้พวกเจ้าก็ทำงานอยู่ที่นี่ให้เสร็จ ข้าจะออกไปสืบคดีข้างนอก คงไม่ได้กลับเข้ามา ถ้างานเสร็จพวกเจ้าก็กลับกันได้เลย” ว่านชิงอีกล่าวเป็นงานเป็นการ ก่อนนางจะลุกขึ้นส่วนบุรุษที่พวกนางหมายปองก็ลุกขึ้นเช่นเดียวกัน สามสตรีมีสีหน้าตกใจและผิดหวังขึ้นมา อุตส่าห์ได้มาทำงานที่นี่แล้ว แต่กลับไม่ได้ใกล้ชิดกับบุรุษที่ชอบ น่าผิดหวังยิ่งนัก
ว่านชิงอีเดินก้าวเท้าออกมาก็ต้องตกใจเมื่อเห็น วิญญาณของบุรุษวัยกลางคน นั่งคุกเข่ารออยู่ด้านนอก พอเห็นนางเดินออกมาก็รีบก้มหัวลง แล้วเอ่ยขอความช่วยเหลือ หากนางเดาไม่ผิดวิญญาณของสตรีนางนั้น คงแนะนำวิญญาณตนนี้มาหานางเป็นแน่
“ท่านหญิงโปรดช่วยกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ลุกขึ้นมาพูดเถอะ แล้วเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น” ว่านชิงอี กล่าวอย่างอ่อนโยน
“ท่านหญิงข้าทำงานอยู่บ่อนโรงพนันฉางกุ้ย แต่ถูกลูกค้าเสียการพนันแล้วมีโทสะ ลงมือทำร้ายข้าจนเสียชีวิต เจ้าของบ่อนไม่กล้าทำอะไรเขา เพราะเขาเป็นลูกค้าที่มีเงินหนาและแวะมาเล่นเป็นประจำ ยามนี้ลูกเมียข้าคงเป็นห่วงที่ข้าหายไป ท่านหญิงได้โปรดช่วยกระหม่อมด้วย” นางได้ฟังก็ถอนใจออกมา ไม่ว่าจะยุคไหนคนมีเงินก็ชอบอวดเบ่งบารมีและอำนาจ
“ข้าจะช่วยเจ้าแต่ว่าศพเจ้าฝั่งอยู่ที่ใด?”
“ทูลท่านหญิง พวกเขาเอาศพของกระหม่อมฝั่งไว้ที่สุสานไว้อาลัยพ่ะย่ะค่ะ” ว่านชิงอีพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะให้ฮุ่ยเจียงวิ่งไปเอาสมุดบันทึก แล้วบันทึกรายละเอียดเรื่องราวที่ชายคนนี้เล่า ก่อนนางจะหันมาหาพวกเขาแล้ว
“พวกเราต้องไปที่โรงพนันฉางกุ้ยเพคะ”
“อืมไปกันเถอะ”