พอมาถึงที่ถนนที่เต็มไปด้วยสถานเริงรมย์ ว่านชิงอีก็ลงจากรถม้าพร้อมฮุ่ยเจียง และปิงปิงที่ติดตามมาด้วย เหว่ยอ๋อง องค์ชายซีห่าว และองค์รัชทายาท กระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว รีบเดินเข้ามาสมทบพร้อมทหารในกองสืบสวนอีกหลายนาย ว่านชิงอีมองวิญญาณของชายผู้นั้นที่พามาที่นี่ ก่อนจะก้าวเข้าไปอย่างมั่นใจ ก่อนจะเห็นผู้คนมากมาย เข้ามาเล่นการพนันเสี่ยงโชคเพื่อเสี่ยงดวง ทั้งๆ ที่เวลานี้เพิ่งจะเป็นเวลาใกล้เที่ยง ก่อนทหารประจำหน่วยสืบสวนจะตะโกนบอกออกไปเสียดัง
“หน่วยสืบสวนคดีมาขอตรวจสอบ ทุกคนโปรดให้ความร่วมมือ” พอได้ยินเสียงตะโกนบอก นักเล่นและพนักงานทุกคนก็หันมามองอย่างขัดใจ แต่ก็หยุดเล่นและให้ความร่วมมืออย่างดี
“วันนี้ท่านหญิง เหว่ยอ๋อง องค์ชายซีห่าว และองค์รัชทายาท ออกมาสืบคดีด้วยพระองค์เอง ขอให้ทุกคนจงอย่าเสียมารยาท” นายทหารนายนั้นยังคงทำหน้าที่ต่อไป ว่านชิงอียืนเอามือไพล่หลังมองสำรวจทุกคน ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ใครคือผู้จัดการร้าน?”
“กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” ว่านชิงอีมองเขาอย่างพิจารณา
“เจ้ารู้จักชายที่ตงไห่หรือไม่เขาอายุ35ปี อยู่หมู่บ้านลั่วเฟิง” พอได้ยินชื่อผู้จัดการร้านก็หน้าซีดเผือด แต่ก็พยายามเก็บอาการเอาไว้
“กระหม่อมรู้จักพ่ะย่ะค่ะ เขาเคยเป็นพนักงานอยู่ที่นี่ แต่ว่าเกือบเจ็ดวันแล้วที่เขาหายตัวไป กระหม่อมก็รอเขามาทำงานอยู่เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ” ผู้จัดการร้านก้มหน้าก้มตาตอบโดยไม่กล้าสบตาผู้ใด
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าตอบอีกหนึ่งครั้ง” ว่านชิงอีเอ่ยน้ำเสียงเยียบเย็น คราวนี้ผู้จัดการเหงื่อแตกพลั่ก ท่านหญิงไปรู้อะไรมาหรือ? ก่อนเขาจะคุกเข่าลงยอมรับผิดเนื้อตัวสั่น
“ท่านหญิงกระหม่อมเพียงทำงานเป็นผู้จัดการร้าน เรื่องนี้กระหม่อมไม่รู้ไม่เห็นใดๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“ปัง!ข้าจะให้เจ้าตอบเป็นครั้งสุดท้าย หากเจ้ายังโยกโย้ข้าจะให้ทหารมาตัดลิ้นท่านเสีย” ว่านชิงอีเริ่มโมโห เมื่อชายผู้นี้ไม่ยอมสารภาพความจริง เหว่ยอ๋องหันไปมององค์ชายซีห่าว เมื่อเห็นว่านชิงอีมีท่าทางเอาจริง เวลานางโมโหก็น่ากลัว เอะหรือหรือว่ายังคงน่ารักกันนะ
“ทูลท่านหญิงกระหม่อมพูดแล้ว”
ชายผู้นั้นเริ่มเล่ารายละเอียดเรื่องราวทั้งหมด ว่าเป็นน้องชายของเสนาซู ที่ชอบแวะเข้ามาเล่นการพนันอยู่เป็นประจำ ส่วนเจ้าของโรงการพนันคือเจ้าสัวโจวป๋อเหวิน ที่มีการค้ามากมายในเมืองหลวงและต่างแคว้น วันที่เกิดเหตุซูโม่โฉวได้เสียการพนันเป็นจำนวนมาก และตงไห่เป็นคนเขย่าลูกเต๋า เมื่อเสียมากๆ เข้าเขาก็อารมณ์เสียจึงได้ลงมือกับตงไห่จนเสียชีวิต แต่เจ้าสัวให้ทุกคนปิดเป็นความลับ แลกกับเงินจำนวนหนึ่ง ก่อนจะนำศพของตงไห่ไปฝังที่สุสาน คำสารภาพว่านชิงอีให้เจ้าหน้าที่จดบันทึก แล้วให้ทหารจับเขาเข้าห้องขังรอไต่สวน ก่อนนางจะหันไปถามชายที่ตายว่า
“เจ้าอยากให้ข้าทำสิ่งใดอีกหรือไม่?”
“กระหม่อมอยากให้ท่านหญิงส่งคนไปแจ้งเมียและบุตรของกระหม่อม ว่ากระหม่อมเสียชีวิตแล้ว”
“ได้”
“แต่ว่ากระหม่อมอยากติดตาม เป็นผู้ช่วยท่านหญิงเหมือนกับอีถง นางบอกว่าท่านหญิงมีพลังบางอย่าง หากอยู่รับใช้เป็นผู้ช่วย วิญญาณจะได้รับผลบุญและจะได้ไปเกิดในภพที่ดี” ว่านชิงอีได้ฟังก็กลอกตามองบน มีบริวารลูกน้องเป็นผีดีจริงๆ แต่ก็ดีมีวิญญาณคอยสอดส่องใหัความช่วยช่วยเหลือ หากนางยังทำหน้าที่นี้ต่อไป คาดว่าเหล่าคนชั่วคงไม่ปล่อยชีวิตนางเอาไว้
ข่าวท่านหญิง เหว่ยอ๋อง องค์ชายซีห่าว และรัชทายาท พาหน่วยสืบสวนคดีบุกโรงการพนันเป็นข่าวโด่งดังขึ้นมาทันที ร้อนถึงซูโม่โฉวตัวต้นเรื่องที่มีความผิด ยามนี้เขาแทบนั่งไม่ติด รีบวิ่งแจ้นมาหาเสนาซูผู้เป็นพี่ชายให้ช่วยเหลือ แต่พอมาถึง ประตูจวนกลับปิดสนิท สร้างความโกรธแค้นให้เขาเป็นอย่างมาก พี่ชายเขากล้าเมินที่จะไม่ช่วยเหลือเขาหรือ? ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะได้เห็นดีกัน
ซูโม่โฉนกลับถึงจวนด้วยอารมณ์ขุนเคือง พอเปิดประตูจวนเข้าไปก็ต้องชะงักที่เห็นซูโม่เฉิง ยืนไพล่หลังอยู่ในห้องโถงรอเขาอยู่ ซูโม่เฉิงเห็นเช่นนั้นก็รีบปรี่เขาไปหาด้วยความดีใจ
“ท่านพี่….”
“เพี๊ยะ!” ฝ่ามือของซูโม่เฉิงฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของน้องชายดังสนั่นด้วยความโกรธสุดขีด
“เจ้าน้องสารเลว! หาแต่เรื่องมาให้ข้าไม่เว้นแต่ละวัน บอกไว้เลยคราวนี้ข้าคงช่วยเจ้าไม่ได้” ซูโม่เฉิงกล่าวน้ำเสียงเด็ดขาด ซูโม่โฉวใบหน้าซีดเผือดลงทันที
“ผู้จัดการโรงพนันถูกจับไปแล้ว อีกอย่างเขาสารภาพออกไปจนหมด ต่อหน้าท่านหญิง เหว่ยอ๋อง องค์ชายซีห่าว และองครัชทายาท พวกเราไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว”
“แต่ว่าท่านพี่ข้าไม่อยากเข้าคุก ท่านพี่ข้าผิดไปแล้วช่วยข้าด้วยเถอะนะ” ซูโม่โฉวคุกเข่าลงกับพื้น ยามนี้หมดสภาพไม่เหลือเค้าผู้บุรุษผู้สูงศักดิ์ของตระกูลใหญ่
“ซูโม่โฉวเจ้าทำตัวเองแท้ๆ คราวนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ได้จริงๆ ท่านหญิงถูกแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาหน่วยสืบสวนคดี เรื่องนี้ไม่ธรรมดา อีกทั้งมีเหว่ยอ๋องที่เป็นดั่งมือขวาของฝ่าบาทมาสืบคดี ไหนจะยังมีองค์ชายซีห่าว และรัชทายาทเพิ่มเข้ามาอีก ข้ากลัวว่าความผิดที่พวกเราทำเอาไว้ จะถูกเปิดโปงเข้าสักวัน” ซูโม่เฉิงเอ่ยมีสีหน้าหนักใจ
“แต่ข้าก็ยังสงสัยว่าจู่ๆ ท่านหญิงก็ไปที่โรงการพนันได้อย่างไร ต้องมีคนไปรายงานนางแน่ เห็นทีว่าข้าต้องไปคุยกับเจ้าสัวเสียหน่อย ในเมื่อข้าจ่ายเงินตั้งมากมายเพื่อปิดปากทุกคน เหตุใดท่านหญิงถึงรู้เรื่องนี้” ซูโม่เฉิงนึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย เขาคิดว่าเจ้าสัวคงไม่หักหลังเขาแน่ แต่อย่างไรก็ต้องไปคุยให้รู้เรื่อง
ว่านชิงอีพอกลับถึงเรือนก็อ่อนล้าหมดแรง ทำงานวันแรกเหนื่อยจริงๆ แม้ไม่ได้ใช้แรงแต่ใช้สมองก็เหนื่อยเหมือนกัน นางนอนแผ่หลาบนเตียงโดยไม่สนสายตาของฮุ่ยเจียง
“ท่านหญิงรักษากิริยาหน่อยเถิดเพคะ”
“ฮุ่ยเจียงปล่อยให้ข้าผ่อนคลายบ้างเถอะ ที่ที่ข้ามีอิสระที่สุดก็คือเรือนของข้า ของไปข้างนอกข้าคือท่านหญิง กลับจวนข้าคือว่านชิงอี ข้าอยากทำตัวตามสบายบ้างในเวลาไม่ได้หรือ” ว่านชิงอีระบายความอึดอัดของนางให้ฮุ่ยเจียงฟัง ฮุ่ยเจียงมองนางด้วยความเห็นใจ ก่อนเสี่ยวหมานจะเข้ามารายงานว่า มีขุนนางมาขอเข้าพบ ว่านชิงอีจึงลุกจากเตียง แล้วตรวจดูเสื้อผ้าอาภรณ์ก่อนจะก้าวออกจากเรือน พอมาถึงห้องโถงที่เรือนใหญ่ ก็ต้องตาเบิกกว้างกับเหล่าขุนนางมากมาย ที่มารอพบนาง
“ถวายบังคมท่านหญิงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมหาคำตอบได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงหรือ? พวกท่านก็หาคำได้แล้วเหมือนกันหรือ?” ว่านชิงอีหันไปถามขุนนางท่านอื่นๆ
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นพวกท่านก็เขียนชื่อเอาไว้ด้วย แล้วเอาใส่ในโถใบนี้เดี๋ยวข้าจะตรวจดู” หลังจากทุกคนเอาคำตอบมาใส่ในโถจนครบ ว่านชิงอีกก็นั่งลงแล้วล้วงหยิบมาดูทีละใบเพื่อตรวจดูคำตอบ ใบแล้วใบเล่าจนมาสดุดกับคำตอบของหลิวเต๋อหลาง นางจึงเก็บแยกไว้ต่างหาก แล้วตรวจดูใบอื่นๆ จนครบ สรุปมีคนเดียวที่ตอบถูก
“ข้าได้คนที่ตอบถูกละ ปริศนาคำทายคือ มีชายผู้หนึ่งเดินเข้าไปในป่า พบนกกำลังร้องเพลง กระต่ายกำลังขุดโพร่งหลุมใหญ่ ลิงกำลังโหนกิ่งไม้พร้อมกล้วยในมือ และหมาป่ากำลังกัดกินเนื้อสัตว์ อยากถามว่าใครฉลาดสุด? คำตอบก็คือชายผู้ที่เดินเข้าไปในป่าคนนั้น” พอนางกล่าวเสร็จเสียงฮือฮาก็ดังขึ้น
“หลิวเต๋อหลาง ท่านช่วยอธิบายได้หรือไม่ว่าทำไมถึงเป็นเขา”
“เพราะเขาเป็นคนจึงฉลาดกว่าสัตว์พ่ะย่ะค่ะ” พอเขาอธิบายขุนนางหลายคนถึงกับอ้าปากค้าง เหตุใดพวกเขาถึงคิดไม่ถึงกันนะ บัณฑิตผู้นี้ช่างเฉลียวฉลาดมีสติปัญญาจริงๆ เขาเพิ่งจะเป็นบัณฑิตสอบราชการมาใหม่ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมีสติปัญญาเฉียบแหลมเช่นนี้ เขาเหมาะสมแล้วที่จะได้เงินรางวัลไป