อยู่เพื่อแม่

1273 Words
เรือนร่างอวบขาวของหญิงสาววัย22 ปี ความสูง163 เซนติเมตร ผิวอมชมพู ในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ขาสั้นวิ่งออกมาจากในครัว ทิ้งอาหารที่เตรียมตั้งโต๊ะไว้ ผ่านห้องนอนสองห้องและห้องนั่งดูทีวีเพราะได้ยินเสียงบางอย่างหน้าบ้าน เสียงโครมคล้ายใครเดินชนประตู เธอรู้ดีนั่นคือแม่ที่ตาบอด หญิงสาวพยายามไม่อ่อนแอแม้สงสารแม่มาก หลายปีแล้วที่แม่ตาบอดเธอควรทำใจได้เสียที เหมือนที่เคยสัญญากับตนเองว่าจะอยู่บนโลกนี้ต่อไป ดูแลแม่ให้ดีที่สุด จากชีวิตคุณหนู แม่เองก็มีชีวิตสุขสบายแต่ทุกอย่างพลันพังทลายลงเพราะขาดพ่ออุ้มชู แม่เป็นเพียงเมียน้อย ไม่เป็นที่ยอมรับของตระกูลย่า ไม่มีพ่อทุกคนก็พร้อมใจกันขับไล่เหมือนหมูเหมือนหมา  แม่เป็นคนไม่มีปากเสียงกับใคร ค่ำวันนั้นต้องขึ้นรถแท็กซี่หาโรงแรมกับแม่ตอนกลางคืน มีข้อเสนอหนึ่งถ้าอยู่ต่อต้องทำหน้าที่ให้ นามสกุลแสงมรกต นั่นคือแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก ในตอนแรกใบหยกลังเลเพราะไม่อยากให้แม่ต้องลำบากแต่แม่ยืนยันอยากออกมาจากที่นั่น ใบหยกตัดสินใจจากมา  เงินในกระเป๋า ในบัญชีพอจะมีบ้าง ไม่ต้องนอนกลางดินอย่างที่ทุกคนตระกูลแสงมรกตอยากให้เป็นแต่คืนนั้นยังจำติดอยู่ในใจ…สมองเธอตื้อไปหมด กอดแม่แน่นตลอดคืนเหมือนเด็กๆ ฟ้าประดับไปด้วยดวงดาวสวยงามแต่หัวใจเธอมืดมิดเหมือนถนนหนทางไร้ไฟฟ้า ไร้ผู้คน งานเผาพ่อก็ไม่ได้ไป ถูกกีดกันทุกอย่าง ได้แต่ไปแอบชะเง้อมอง ช่างน่าเวทนาตนเอง ส่วนแม่นั้นเธอรู้ดีเจ็บปวดยิ่งกว่า สายตาที่เคยสวยของแม่บัดนี้ไร้การมองเห็นเพราะโดนกระจกบาดเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องพ่อและแม่ที่ทำให้สะเทือนใจ ผู้ชายอีกคนที่ใบหยกหวังสร้างชีวิตร่วมกันก็หายสาบสูญไป จมหายไปกับทะเลคลั่งในเช้าวันนั้น หรือจมอยู่ใต้ธุลีดินที่ไหนสักแห่งไม่อาจรู้… พี่หินผาอยู่ที่ไหน หยกขอโทษแม้แต่ร่างพี่หยกก็หาไม่เจอ? คำถาม คำขอโทษซ้ำซากไม่เคยหายไปไหน  ใบหยกแหงนมองเพดานบ้านซ่อนน้ำตา “หยกเหรอ” ใบหยกขยับตัวเดินเข้าไปหาแม่ “จ้าหยกเอง แม่อย่าเดินสิจ๊ะ อยากได้อะไรเรียกหยกนะคะ” “หนูเหนื่อยทั้งวัน แม่ไม่อยากรบกวน หยกปล่อยแม่ให้คุ้นชินกับตัวเองเถอะลูก ไปทำงานของลูกเถอะ แค่หาเงินก็เหนื่อยพอแล้ว” นางแก้วเก้า อายุ 50 ปี ผมซึ่งเคยดำสนิท ยาวสลวยเป็นเงางามบัดนี้เป็นสีดอกเลา ห้อมล้อมวงหน้ารูปไข่ขาวซีด นางปลดมือเล็กลูกสาวช้าๆ พยายามไต่กำแพงบ้านด้านในไปนั่งที่โซฟา คนเป็นลูกยืนมองน้ำตาคลอ…หยกจะหาเงินที่ไหนมารักษาแม่ให้หาย  หยกมันไม่ได้เรื่องจริงๆ อย่างที่คนบ้านพ่อปรามาสไว้ “คุณหนูกำมะลออย่างแกคงได้อดตายแน่ ไม่มีพ่อแล้ว ฉันล่ะสะใจนัก” คำพูดเหล่านั้นดังก้องหู…แม่เดินไปนั่งที่โซฟาหลับตาเหมือนอยากพักผ่อน ใบหยกเดินเข้าไปในครัว  เธอต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด รีบเตรียมอาหารแต่ไม่วายชำเลืองมองแม่ ชีวิตที่ผ่านมาของแม่เธอจะโทษใครดี พ่อ แม่ หรือย่า ซึ่งกีดขวางความรักที่เกิดขึ้น ย่าช่างใจดำหาผู้หญิงอีกคนมาแต่งงานกับพ่อแม้รู้ว่าตอนนั้นแม่กำลังจะคลอดเธอ ชีวิตในอดีตสาหัสสากรรจ์มาพอแล้ว  อดีตที่เจ็บปวดเธอควรพยายามลืม เพื่อวันข้างหน้าที่รออยู่ หญิงสาวเดินไปถอดปลั๊กหมอข้าวไฟฟ้าเพื่อเตรียมตัวตั้งโต๊ะ สองมือวุ่นกับมื้ออาหาร เมื่อก่อนไม่เคยหยิบจับของพวกนี้ ชีวิตเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน หญิงสาวป้ายเหงื่อที่ใบหน้าเดินไปหยิบจานข้าว “แม่มากินข้าวได้แล้ว ไหนว่าเก่งถ้าอย่างนั้นเดินมาหาหยกเองนะ” “หยกจะไปทำงานช่วงบ่ายใช่ไหมวันนี้” แม่ใช้ไม้เท้านำทางมายืนใกล้โต๊ะ ใบหยกตอบว่าใช่ ถามแม่ว่ามีอะไรหรือเปล่า  “ตอนนี้ก็เกือบได้เวลางานลูกรีบกินข้าวแล้วไปเถอะไม่ต้องห่วงแม่หรอกนะ” ใบหยกนั่งลงตรงข้ามโต๊ะไม้ขนาดเล็กซึ่งมีสี่ที่นั่ง เธอตักอาหารใส่จานให้แม่ ตนเองก็รีบกินเพราะต้องไปทำงานให้ตรงเวลา ไม่ลืมบอกแม่ให้ดูแลตัวเองเพราะอีกสองวันเธอจะกลับขึ้นฝั่ง ข้าวแกง อาหารง่ายๆ เธอคุ้นชินกับมันแล้วแต่ จะมีความสุขแค่ไหนนะ ถ้าตรงหน้าเธอ คือแม่ที่สดใส สวยสง่าอย่างเมื่อก่อน แม้เงินทอง ความสุขสบายอย่างอื่นจะไม่มี ขอเพียงรอยยิ้มก็พอให้ชื่นใจ ใบหยกก้มหน้าคิดว่ามันยากเย็นและลืมตัวคิดว่าแม่จะเห็นเมื่อน้ำตาหยดแหมะลงบนโต๊ะกับข้าว “แม่ยังไงป้าพุฒตาลก็มาอยู่เป็นเพื่อนนะอย่าห่วงเลย” แม่นั่งเงียบเพราะไม่เห็นด้วยที่เธอต้องเสียเงินทองจ้างคนมาดูแลแม้อาทิตย์ละไม่กี่วันก็เถอะ ใบหยกไม่อยากพูดเรื่องนี้ซ้ำรีบอาบน้ำวิ่งไปอาบน้ำ ต้องเหนื่อยสักเท่าไหร่เธอไม่มีวันเปลี่ยนใจเรื่องป้าพุฒตาล   เฟอรารี่ขนาดกลางบรรจุผู้โดยสารได้ 400 คนกำลังล่องข้ามฟากไปยังเกาะสมุย  ใบหยกอยู่ในร้านมินิมาร์ท ใส่ชุดยูนิฟอร์ม เชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็คสีดำ วันนี้สายลมพัดแรงหญิงสาวได้เวลาพักก็เดินถือน้ำดื่มไปยืนคิดอะไรเงียบๆ คนเดียว งานที่ทำอยู่คือความช่วยเหลือจากเพื่อนรัก ไม่อย่างนั้นชีวิตเธอคงอยู่แต่ในบ้านเหมือนคนอมทุกข์ตลอดสามปีที่ผ่าน “แกจะตายตามพี่หินอะไรนั่นไปทำไม โง่เสียจริง คิดสิ ถ้าแกตายแกจะทิ้งแม่ตาบอดให้ผจญโลกนี้เพียงลำพัง แกมันโง่ สมแล้วที่โดนคนบ้านพ่อแกเนรเทศออกมา” ต้องขอบใจชาคริยา อโนทัย คุณหนูผู้ร่ำรวยที่ไม่เคยทิ้งกัน แม้ออกจากบ้านย่าไม่บอกกล่าวเพื่อนยังตามหาตนจนพบและพามาทำงานด้วย คำพูดอาจจะบาดจิตบาดใจแต่คือความจริงที่ทำให้เธอลุกขึ้นสู้ชีวิต “ฉันยังเรียนไม่จบเลยพ่อแม่เธอจะว่ายังไง” ตอนแรกลังเลแต่เพื่อนสร้างความมั่นใจ ด้วยการพาไปหาคุณลุงคุณป้า ท่านเมตตาทุกอย่าง เรื่องแม่ตาบอดก็อยากช่วยเหลือแต่ใบหยกไม่อยากรบกวนจนเกินไป เพียงขอเพื่อนทำงานที่ไม่มีคนพลุกพล่านมาก หมายถึงไม่อยู่ในแวดวงคนที่เคยรู้จัก จนได้มาเป็นแคชเชียร์ในเรือและมันเป็นงานที่ไม่ต้องยุ่งกับใครอย่างที่หวัง คิดอะไรเรื่อยเปื่อยเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งมาชวนไปกินข้าว เธออบใจบอกว่าอิ่ม ทั้งที่ไม่หิว เพื่อนเดินจากไปใบหยกเดินไปล้างแก้วน้ำ พาไปเก็บในล็อกเกอร์ และไปห้องน้ำส่องกระจกนิดหน่อยเพื่อความมั่นใจและรีบกลับไปทำงาน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD