“เรารีบกลับกันเถอะ” ขวัญพิชชาเอ่ยขึ้น
พวกเธอต้องรีบกลับเพราะมีสอบเก็บคะแนนคาบบ่าย แล้วอีกสองอาทิตย์ก็จะเป็นการสอบปลายภาค ต่อจากนั้นก็จะปิดเทอม และเพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะกับแม่เลี้ยง เอ็มมาลิลท์จึงตั้งใจว่าเธออาจจะต้องลงเรียนซัมเมอร์
จนเมื่อการสอบปลายภาคผ่านพ้นไปเมื่อวาน วันนี้เอ็มมาลิลท์จึงขอติดรถมาช่วยงานท่านอธิการที่มหาวิทยาลัยโดยไม่สนสายตาริษยาของน้าปานเดือนที่มองมาก่อนเธอจะก้าวขึ้นรถ
“พ่อคะ พรุ่งนี้เช้า ลิลท์อยากไปทำบุญให้แม่” ลูกสาวหันหน้าไปบอกพ่อที่กำลังขับรถอยู่ เหมือนพ่อจะรับฟังและเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมา
“แต่พ่อมีประชุม”
“พรุ่งนี้วันเกิดลิลท์นะคะ” เธอพูดเสียงเบา ไม่ได้อยากเรียกร้องเอาของขวัญ แค่อยากให้พ่อมีเวลาพาเธอไปทำบุญให้แม่ที่วัดเท่านั้นก็พอ
“พ่อจำได้ แต่เรื่องทำบุญให้แม่ ไว้วันหลังนะ พ่อไม่ว่างจริงๆ” ท่านอธิการมีประชุมทั้งเช้าและบ่าย ยิ่งช่วงเช้านั้นเป็นการประชุมสำคัญเสียด้วยสิ
“ก็ได้ค่ะ ตอนเย็นลิลท์จะรอเค้กจากพ่อนะคะ”
“ลิลท์อยากได้อะไรมั้ย” ในจังหวะรถติดไฟแดง คนเป็นพ่อจึงหันมาสบตากับลูกสาว โดยรู้อยู่แล้วว่าเอมมาลิลท์จะตอบกลับมาอย่างไร
“ไม่ค่ะ ”
ท่านอธิการหันกลับไปมองทางด้านหน้าเมื่อสัญญาณไฟเขียวปรากฏ เอมมาลิลท์เหลือบมองรอยยิ้มเล็กๆ จากมุมปากของพ่อ หัวใจดวงน้อยก็รู้สึกอิ่มฟูขึ้นมา
ปกติเธอจะได้เค้กส้มจากพ่อทุกปีและก็ของขวัญที่พ่อซื้อให้ก็มักจะเป็นสิ่งของที่ใช้ในการเรียน เธอเองก็ไม่เคยขออะไรนอกเหนือจากนั้น เพราะกลัวว่าน้าปานจะไม่พอใจแล้วจะพาลทะเลาะกับพ่อ
เช้าตรู่วันนี้ เอ็มมาลิลท์ตื่นมาพร้อมกับคำว่าบรรลุนิติภาวะ หญิงสาวรีบอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงยาวสีขาวดูสุภาพเรียบร้อยแล้วพาตัวเองลงมาที่ชั้นล่าง ปลายเท้าบางหยุดกึกอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้าย เมื่อได้ยินเสียงน้าปานทักทายกันยามเช้า
“จะไปไหน”
“ไปวัดค่ะ ลิลท์จะให้น้าหมายไปส่งที่วัด ยืมรถหน่อยนะคะ” บ้านนี้มีรถสองคันคือรถเบนซ์ของพ่อและอีกคันก็รถของน้าปาน จะไปไหนแต่ละทีก็ต้องยืมรถน้าปานแล้ววานคนขับรถไปส่ง บางครั้งเอมมาลิลท์ก็อยากมีรถไว้ใช้ส่วนตัวแต่พ่อกับน้าปานคงไม่ยอมซื้อให้หรอก
“ฉันต้องใช้รถเหมือนกัน เธอเรียกไรเดอร์เถอะ” ปานเดือนเดินเชิดหน้าอย่างไม่สนสายตาไม่พอใจของลูกเลี้ยง แล้วขับรถออกบ้านแต่เช้าเพื่อเอาของบางอย่างออกไปทิ้งขยะที่หน้าปากซอย วันนี้หล่อนตั้งใจว่าจะไปหาข้าวทานนอกบ้านเพื่อฆ่าเวลาเล่นๆ
เอ็มมาลิลท์ได้แต่ถอนใจก่อนจะเดินเข้าไปในครัว เมื่อคืนเธอวานให้ป้ารุ่งเตรียมของทำบุญใส่บาตรไว้ให้เธอ หวังว่าป้ารุ่งคงจะไม่ลืมหรอกนะ
“ป้ารุ่งคะ ของที่ลิลท์ให้เตรียมไว้ล่ะคะ” เมื่อได้ยินคำถามจากเธอ ป้ารุ่งที่ถูพื้นห้องครัวอยู่ก็มองกลับมาด้วยสีหน้างุนงง
“คุณปานเธอหยิบใส่รถไปแล้วค่ะ แล้วนี่คุณลิลท์ไม่ได้ไปวัดกับคุณปานเหรอคะ”
“ไปวัด? น้าปานไปวัดเหรอคะ” แล้วเอาของทำบุญของเธอไปด้วย แบบนี้จงใจแกล้งกันชัดๆ เลย
“ใช่คะ เธอบอกว่าจะเอาของไปทำบุญที่วัด ป้าก็คิดว่าเธอจะไปกับคุณลิลท์ ป้าขอโทษนะคะ เดี๋ยวป้าจะเตรียมให้ใหม่ค่ะ”
“ไม่ต้องทำค่ะป้ารุ่ง ลิลท์จะโอนเงินทำบุญให้มูลนิธิดีกว่าค่ะ จะได้ไม่มีเปรตมาแย่งบุญลิลท์อีก”
“โถ.. คุณลิลท์” ป้ารุ่งมองตามหลังเด็กสาวที่เดินกลับเข้าไปในบ้าน แม้จะรู้ว่าคุณปานชอบกลั่นแกล้งคุณลิลท์ แต่ตนเป็นคนรับใช้จึงออกตัวช่วยอะไรมากไม่ได้ เพราะคนจัดการเรื่องเงินของบ้านหลังนี้คือคุณปานเดือน
เอ็มมาลิลท์หมกตัวอยู่ในห้องนอนแล้วหาอะไรทำแก้เบื่อ เธอไม่อยากออกจากห้องมาเจอหน้าน้าปานเพราะไม่อยากทะเลาะกันในวันเกิดของเธอ ซึ่งที่ผ่านมามันเคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
กระทั่งตกเย็น หญิงสาววัยยี่สิบตั้งตารอเค้กส้มจากพ่อที่จะกลับเข้าบ้านมาในเวลาหกโมงเย็น แต่นี่ก็เกินเวลามาเกือบชั่วโมงแล้วสิ
“รถติดเหรอ พ่อกลับช้าจัง” มองออกจากหน้าต่างห้องนอน เธอยังไม่เห็นรถเบนซ์สีบรอนซ์ของพ่อเธอขับเข้ามาสักที จึงตัดสินใจลงมารอที่ห้องรับแขกชั้นล่าง
“ไม่ไปทานข้าวล่ะ” ปานเดือนเดินมาบอกให้ลูกเลี้ยงไปทานมื้อเย็นเพราะได้เวลามื้อเย็นแล้ว
“ลิลท์จะทานเค้กค่ะ ไม่รับมื้อเย็น” เธอเหลือบมองแม่เลี้ยงแล้วตอบส่งๆ อย่างไม่อยากจะสนทนาด้วย เมื่อเช้าไม่ได้ทะเลาะกับเธอ น้าปานคงผิดหวังสิท่า
“รอคุณองศาอยู่เหรอ”
“ค่ะ” ก็เป็นแบบนี้ทุกปี น้าปานยังจะทำเหมือนจำไม่ได้
“เห็นทีจะรอเก้อนะ พ่อเธอต้องไปรับลูกสาวอีกคน กว่าจะกลับถึงบ้านคงจะสี่ทุ่มนู่นล่ะ” มุมปากปานเดือนโค้งขึ้นอย่างสะใจเมื่อได้เห็นแววตาไม่พอใจของลูกเลี้ยง
“ลูกจันทร์ปิดเทอมแล้วเหรอคะ แล้วทำไมน้าปานไม่ไปรับเองล่ะค่ะ”
“ฉันปวดหัวไม่สบาย จะให้ขับรถได้ยังไงล่ะ”
“ก็ให้น้าหมายขับไปสิคะ” ทีเมื่อเช้ายังขับไปวัดแต่เช้าได้เลย ในโลกนี้จะมีใครสตอกว่าน้าปานอีกไหมนะ
“บังเอิญว่า.. สมหมายก็ไม่สบายเหมือนกัน” มุมปากปานเดือนยังคงยกยิ้ม
“น้าปานจงใจแกล้งลิลท์ เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวแบบนี้คะ” เอมมาลิลท์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็ง ยิ่งนานวันน้าปานยิ่งร้ายกาจจนเกินจะทน แต่ที่ทนมาได้นานขนาดนี้ก็มีเพียงเหตุผลเดียวคือเพื่อให้พ่อสบายใจ
“ฉันจะลดตัวไปแกล้งเด็กอย่างเธอทำไม หัดทำตัวดีๆ รักเคารพแม่เลี้ยงคนนี้บ้างสิ เพราะเธอมันแข็งกระด้างเหมือนแม่เธอไง พ่อเธอก็เลยไม่รัก” ปานเดือนยิ้มเหยียดหยันเมื่อเห็นสายตาเดือดดาลของเด็กสาวที่มองมา
“หยุดว่าแม่ลิลท์นะคะ”
“ฉันพูดความจริงทำเป็นรับไม่ได้ ถ้าอังคนาแม่ของเธอดีกว่าฉัน พ่อเธอจะมาเอาฉันทำเมียทำไมล่ะ” เลี้ยงเอมมาลิลท์มาตั้งแต่เด็ก ทำไมจะไม่รู้ว่าจุดอ่อนของเอมมาลิลท์คือเรื่องนี้
“ลิลท์บอกให้หยุดว่าแม่ลิลท์ไง เป็นควายเหรอ ถึงไม่เข้าใจน่ะ” ดางตาเอมมาลิลท์แข็งกร้าว มือบางกำหมัดแน่น น้าปานทำให้ความอดทนของเธอมันลดน้อยลงจนแทบจะไม่เหลือแล้ว
“อีเด็กบ้า!! ปากร้ายนักนะ กล้าด่าฉันเป็นควายเหรอ” ปานเดือนแผดเสียงขึ้น ปากคอสั่นไปหมดเมื่อถูกลูกเลี้ยงด่าว่าเป็นควาย ไม่คิดว่าจะด่ากันแรงขนาดนี้
พออยู่ลับหลังพ่อ ยัยเด็กนี่ก็ไม่เคยเห็นหัวหรือเคารพกันเลยและพอเอาเรื่องไปฟ้องสามี สามีก็ทำเมินเฉยเสียทุกครั้งไป ปานเดือนรู้สึกลึกๆ มาตลอดว่าอธิการองศานั้นรักลูกไม่เท่ากัน
“เป็นสินะคะ ถึงได้ร้อนตัว” เอมมาลิลท์ผุดรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง นั่นยิ่งทำให้น้าปานโกรธจัดจนมือไม้สั่น
“นังลิลท์!! วันนี้ฉันจะตบสั่งสอนเด็กหัวแข็งอย่างแก”
เพี้ยะ!!
เพี้ยะ!!
น้าปานตบเธอฉาดหนึ่ง เธอก็ตบคืนหล่อนกลับไปเช่นกัน เปรียบดังฉากในละครน้ำเน่า แต่ชีวิตเธอมันคงเน่าหนอนมากกว่าในละคร พ่อถึงได้มาเห็นจังหวะนรกเข้าพอดิบพอดี
“ลิลท์! ตบน้าปานทำไม” เสียงอธิการองศาดังมาจากประตูบานใหญ่ เขายืนอยู่กับลูกสาวคนเล็กที่เข้ามาทันเห็นเอมมาลิลท์ตบแม่ของตัวเอง ลูกจันทร์จึงวางถุงเค้กส้มแล้วรีบวิ่งเข้าไปกอดแม่เอาไว้
“แม่คะ พี่ลิลท์ตบแม่ทำไม” เด็กสาววัยสิบเจ็ดปี ที่เกิดจากการคบชู้ระหว่างอธิการองศากับปานเดือนที่ในตอนนั้นปานเดือนเป็นเพียงแค่พนักงานจ้างในมหาวิทยาลัยและองศาเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้น
“แม่ก็แค่บอกพี่ลิลท์ว่าพ่ออาจจะกลับช้าหน่อย เพราะไปรับลูกจันทร์ พี่ลิลท์เค้าก็โวยวายคิดว่าแม่กลั่นแกล้งเค้าน่ะ เราก็เลยทะเลาะกัน และแม่ผิดเองที่พลั้งมือไปกระชากแขนพี่ลิลท์ก่อน” ปานเดือนวางสีหน้าเจียมตัวต่อหน้าสามีและลูกสาว พร้อมกับโอบกอดลูกจันทร์เอาไว้พลางยกมือขึ้นปาดน้ำตา
ส่วนท่านอธิการกำลังก้าวเท้าเข้ามาในจุดเกิดเหตุอย่างช้าๆ ใช้สายตามองมาลิลท์อย่างคาดโทษ เขาอุตส่าห์โดดประชุมรีบไปรับลูกจันทร์ตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ เพื่อจะรีบกลับมาให้ทันฉลองวันเกิดลูกสาวคนโตอย่างพร้อมหน้ากัน แต่พอกลับมาเจอเหตุการณ์แบบนี้เขาก็แทบจะพูดอะไรไม่ออก
“เมื่อไหร่น้าปานจะเลิกโกหกตอแหลซะทีคะ” เอมมาลิลท์เมินสายตาผู้เป็นพ่อแล้วหันไปว่าให้นักแสดงนางร้ายที่ยืนบีบน้ำตาอยู่ จนโดนพ่อเธอดุขึ้นอีกครั้ง
“ลิลท์! ขอโทษน้าปานเค้าเดี๋ยวนี้เลย พ่อไม่เคยสอนให้แกเป็นเด็กก้าวร้าวนะ” อธิการหันขวับไปตะคอกลูกสาว ที่เอมมาลิลท์พูดออกมามันแรงเกินไป ผู้ใหญ่บ้านไหนมาได้ยินคงจะคิดว่าเขาที่เป็นถึงอธิการแต่อบรมสั่งสอนลูกได้เท่านี้หรือ
“ลิลท์ก็ไม่เคยก้าวร้าวกับคุณพ่อนี่คะ แต่น้าปานมาว่าแม่ลิลท์ก่อน จะให้ลิลท์นิ่งเฉยเหรอคะ”
“คุณ?” องศาหันไปมองปานเดือนอย่างขอคำตอบ แม้อังคนาจะตายจากไปนานแล้วแต่เขายังรู้สึกผิดอยู่ในใจเสมอที่เป็นต้นเหตุให้อังคนาฆ่าตัวตาย และเขาเคยขอร้องปานเดือนแล้วว่าอย่าเอาอังคนามาพูดในทางไม่ดีให้เอมมาลิลท์ได้ยิน
“ฉัน.. ฉันก็แค่เอาของที่เอมมาลิลท์เตรียมจะไปทำบุญให้พี่อัง เอาไปทำบุญให้เค้าที่วัดน่ะค่ะ ฉันไม่รู้ว่าเป็นของที่รุ่งเตรียมไว้ให้มาลิลท์ ฉันก็แค่พูดว่าแม่เธอก็ต้องได้บุญที่ฉันทำให้เหมือนกัน แค่นั้นแหละค่ะ มาลิลท์ก็ไม่พอใจ แล้วพาลไปเรื่องที่คุณต้องไปรับลูกจันทร์”
“ตอแหล..” ลูกเลี้ยงพลั้งปากด่าแม่เลี้ยงและไม่ทันได้ตั้งตัว ผู้เป็นพ่อก็ฟาดฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าของลูกสาวเต็มแรง
“ลิลท์!!”
เพี้ยะ!!
ฝ่ามือใหญ่ปะทะเข้ากับหน้าลูกสาวที่ท่านอธิการรักและหวงแหนอย่างที่สุด อธิการองศากำมือแน่นอย่างรู้สึกผิด มองเอ็มมาลิลท์ที่กำลังสะบัดหน้าเดินไปคว้ากระเป๋าสะพายจากโซฟา แล้ววิ่งออกไปจนลับประตู
“พ่อคะ วันนี้วันเกิดพี่ลิลท์นะคะ ลูกจันทร์จะไปตามพี่ลิลท์” แม้จะเป็นพี่น้องคนละแม่ แต่ลูกจันทร์ก็ไม่เคยเกลียดพี่ิลิลท์เหมือนที่แม่เธอสอนให้เกลียดเลยสักครั้ง ลูกจันทร์กำลังจะก้าวขา แต่พ่อกลับห้ามเธอไว้
“ไม่ต้อง ปล่อยให้พี่ิลิลท์เค้าปรับอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อน คุณพาลูกจันทร์ไปอาบน้ำทานข้าวเถอะ” อธิการองศาคิดว่าจะปล่อยให้เอมมาลิลท์ได้อยู่กับตัวเองสักพัก ถ้าลูกสาวสำนึกผิดเมื่อไหร่ ก็คงจะเข้ามาขอโทษปานเดือนเหมือนอย่างทุกครั้งที่ผ่านมา