พอเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ ก็เห็นว่าเขานอนแผ่อยู่บนเตียงและหลับไปแล้ว เป็นเจ้าบ้านยังไงกัน ไม่คิดจะหาหมอนกับผ้าห่มให้เธอบ้างเลยหรือไง ใจดำจริงๆ แต่ช่างเถอะ ตอนนี้เธอหิว ขอลงไปที่ครัวหาอะไรกินก่อนแล้วกัน
เอมมาลิลท์เปิดตู้เย็นหลังใหญ่ในห้องครัวที่บรรจุกระป๋องเบียร์หลากหลายยี่ห้อเกือบเต็มตู้แล้วถอนใจที่บ้านเขาไม่มีของสดติดตู้เย็นไว้เลย
ถ้าจะให้โทรสั่งไรเดอร์ตอนนี้เธอก็คงรอไม่ไหว มองไปมองมาก็เห็นมีบะหมี่อยู่สองซอง เธอจึงนำบะหมี่มาต้มกินประทังความหิวไปก่อน
“ใครให้เธอเอามากินตรงที่รับแขก ทำไมไม่กินในครัว” เพราะไม่ได้เปิดประตูหน้าบ้านและหน้าต่าง กลิ่นอาหารจึงลอยวนภายในบ้านจนจมูกเขาได้กลิ่น
ร่างสูงกำยำเดินลงบันไดเหล็กสีดำ ตรงเข้ามาหาคนตัวเล็กที่ทำไม่สนใจจะฟังคำบ่น เอาแต่สูดเส้นบะหมี่เข้าปากโดยไม่คิดจะเรียกเขากินบ้างเลย
“ถามเนี่ย ไม่ได้ยินเหรอ”
“ได้ยิน แต่เคี้ยวอยู่ ในครัวมันแคบน่ะ หนูไม่ชอบที่แคบ” เพราะตอนเด็กเคยโดนน้าปานจับขังในห้องน้ำมืดๆ เธอก็เลยกลัวที่จะอยู่ที่แคบคนเดียวเป็นเวลานานๆ
“เป็นโรคดาราเหรอ ไปทำให้ฉันกินมั่งดิ๊ หิวว่ะ”
“หนูต้มสองซอง มันหมดแล้วอ่ะ”
“งั้นไปเอาตะเกียบมา”
“พี่จะกิน กับหนู..เหรอ” เอ็มมาลิลท์ถามเสียงติดขัด ก็นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้กินข้าวจานเดียวกับผู้ชายนี่นา มันก็เลยตื่นเต้นนิดหน่อย
“เออ กินนิดเดียว” เขามองคนตัวเล็กเดินไปหยิบตะเกียบในครัวแล้วยกยิ้มมุมปาก จากนั้นก็ยกถ้วยบะหมี่ของเธอมาแล้วคีบเส้นเข้าปากเพียงสองคำก็หมดแล้ว
ซู้ด~~~~ อ่า!!!!
เขาซดน้ำซุปจนหมดแล้ววางจานลงกับโต๊ะเตี้ยทรงกลม สายตาคู่คมเหลือบมองเอมมาลิลท์ที่เดินมาหยุดยืนจ้องเขาอย่างจะกินเลือดกิน
เนื้อ แต่เขาก็ทำไม่สนใจ เขาก็หิวเหมือนกันนี่
“พี่!! ทำไมทำงี้ล่ะ หนูยังไม่อิ่มเลยนะ” คนตัวเล็กมานั่งทำหน้าบึ้งที่โซฟาฝั่งตรงกันข้ามกับเขา เขาจริงเหรอ?? คือคนที่แม่เธอส่งมาให้ ทั้งใจร้ายใจดำ ปากจัดกว่าแม่ค้าปากตลาดอีก เธอว่าให้แล้วยังจะมาทำหน้ากวนอีกแน่ะ
“แบ่งกันดิ เธอเป็นผู้อาศัยนะเว้ย แล้วฉันชื่อเสก เรียกดิ๊ พี่.. เสก..” เขาเน้นคำ
“เสก? ที่หมายถึง.. เสกคาถาอาคม ประมาณนั้นป่ะ ทำไมชื่อเช้ยเชย”
“ไม่ใช่เพื่อนเล่น อย่ากวนให้มาก เดี๋ยวจะโดน” ชื่อนี้ปู่ย่าตายายอุตส่าห์ตั้งให้ ซึ่งเขาภูมิใจในชื่อนี้และไม่เคยคิดจะเปลี่ยน
“โดนอะไร จะเสกเด็กเข้าท้องหนูเหรอ” คนตัวเล็กเอียงหน้าถามอย่างไม่กลัวสายตาดุดันของเขาที่มองมา
“อย่างเธอนี่ให้ฟรีฉันยังโกรธเลยเหอะ ถ้ายังหิวก็เดินไปเซเว่นหน้าปากซอยไป”
“มันดึกแล้ว อีกอย่างหนูไม่มีเงินติดตัว บัตรเอทีเอ็มกับโทรศัพท์ก็พังไปแล้วด้วย”
“งั้นก็อดทน เดี๋ยวก็เช้า ไม่งั้นก็กินเบียร์”
“หนูไม่ดื่มแอลกอฮอร์ แล้วไหนบอกง่วงไง” ตื่นมาแย่งเธอกินหน้าตาเฉย
“ก็งีบไปแล้วไง เธอนอนตรงนี้แหละ ฉันจะไปแต่งรถ” ฝ่ามือใหญ่ตบลงที่โซฟา บอกตำแหน่งที่นอนให้เธอ
“นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ พี่ไม่เกรงใจข้างบ้านเหรอ”
“เกรงใจทำไม อีกสองหลังติดกันมันไม่มีใครอยู่ คนเค้าเช่าไว้เก็บของ” เขาลุกจากโซฟาแล้วเดินไปเปิดประตูกระจกเข้าไปยังอู่ซ่อมรถ เอมมาลิลท์จึงถือถ้วยบะหมี่เข้าครัวไปล้างและเก็บ จากนั้นเธอก็เดินขึ้นชั้นสอง
เวลาผ่านไปจนถึงตีสอง มนต์เสกจึงกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง เขาล้างไม้ล้างมือที่ห้องน้ำชั้นล่างที่ติดห้องครัว และเพราะตัวเขาไม่ได้สกปรกอะไรมากจึงไม่ต้องอาบน้ำซ้ำอีก
ร่างสูงก้าวขึ้นบันไดโดยไม่ได้สนใจคนตัวเล็กที่เขาสั่งให้เธอนอนที่โซฟารับแขก พอก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้ายแล้วมองไปที่เตียง เขาก็ถึงกับขบกรามแน่น
“พูดภาษาคนไม่เข้าใจเหรอวะ” เขาดึงผ้าห่มออกจากตัวเธอ กะว่าจะลากตัววุ่นวายไปนอนที่โซฟา แต่แล้วภาพตรงหน้าที่เห็นก็ทำให้เขาถึงกับสตั๊นท์ไป
คนตัวเล็กที่มีสัดส่วนโค้งเว้า หน้าอกหน้าใจใหญ่เกินตัวทำให้จุกมันดันเสื้อยืดออกมาจนเด่นชัด และกางเกงบอกเซอร์ของเขา พอเธอใส่มันเข้าไปแล้วนอนถ่างขาอ้าซ่า ชายกางเกงมันจึงเปิดกว้างรับแอร์ จนเห็นเข้าไปถึงเนื้ออวบอูมสามเหลี่ยมด้านใน
ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษที่มีอยู่น้อยนิด เขาจึงเมินหน้าแล้วตวัดชายผ้าห่มให้กลับไปคลุมร่างเธออีกครั้ง
“โคตรขาว แข็งเลยกู” เขาบ่นพึมพำแล้วหันหลังให้เธอ กะว่าจะเสียสละไปนอนที่โซฟาเสียเอง
“พี่.. มาแล้วเหรอ หนูหนาวแล้วก็ปวดหัวด้วย หนูขอผ้าห่มนะ” เธอรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว คงจะมีไข้จากการตกน้ำ แต่ก็ง่วงเกินกว่าจะสนใจหายาให้ตัวเอง
“ไม่สบายรึเปล่า” เขาเข้ามานั่งที่ขอบเตียง มองหน้าซีดเซียวของเธอแล้วเอาหลังมือแตะหน้าผาก เธอตัวรุมๆ อย่างที่คิดไว้เลย
“เธอมีไข้ เดี๋ยวฉันเอายาให้” เขาลุกไปเอายาพาราที่ชั้นวางของสำหรับโชว์โมเดลรถ แล้วเดินกลับมา
“ลุกนั่งดิ นี่ยากับน้ำ” เขายื่นยากับขวดน้ำให้ มองเธอกลืนยาลงคอ แล้วล้มตัวนอนลงไปกับเตียง
“ขอบคุณ พี่นอนบนเตียงก็ได้นะ เอาหมอนข้างกั้นไว้ หนูกลัวพี่จะหนาว” ก่อนที่เธอจะมานอนบนเตียงนี้ เธอก็หาผ้าห่มในตู้แล้วแหละ จึงได้รู้ว่าเขามีผ้าห่มแค่ผืนเดียว
“เออ ไม่ต้องมาสั่ง นอนไปเลย” เขาเดินอ้อมไปนอนอีกฝั่ง หยิบหมอนข้างมากั้นกลางเตียง เอมมาลิลท์ผิวสวยขาวใส หน้าตาน่ารัก ดูยังไงก็ลูกคุณหนู และภาพเนินสามเหลี่ยมอันเกลี้ยงเกลายังติดตาเขาอยู่เลย
พอคิดถึงภาพนั้นก็รู้สึกปวดหนึบที่กลางหว่างขาขึ้นมาจนต้องนอนตะแคงหันหลังให้เธอ เขาไม่ได้ชอบเธอแต่ร่างกายมันเป็นไปเองตามธรรมชาติของผู้ชายก็แค่นั้นเอง
………
เอมมาลิลท์รู้สึกอึดอัดอย่างมาก เหมือนตัวเธอกำลังถูกก้อนหินขนาดใหญ่ทับอยู่ เปลือกตาค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ พลันได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เธอรู้สึกคุ้นชิน
“แป้งเด็ก” เธอหลับตาสูดกลิ่นหอมจางๆ เข้าปอดอีกครั้ง สติเริ่มตื่นตัวเต็มร้อยแล้วในตอนนี้ จึงเปิดตามองบรรยากาศในห้องที่ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่
แล้วก็รู้สึกตัวทันทีว่ามีขาและแขนของใครบางคนที่สวมกอดเธอทางด้านหลังนั้นมาพาดผ่านเอวเธอ ซึ่งมันหนักจนเธอดิ้นตัวไม่ได้ จึงเปิดผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่ และก็เป็นขาของเขาจริงๆ ตามที่คิดไว้ กายสาวเกิดอาการร้อนผ่าวขึ้นมาจนใจดวงน้อยเต้นโครมคราม
“พ..พี่! มากอดหนูทำไม ตื่น.. โอ๊ย.. หนัก..” ฝ่ามือเล็กๆ ตีลงที่ขาเขาเต็มแรง คนตัวโตก็ครางงึมงำในลำคอแล้วส่งเสียงเรียกชื่อใครบางคนออกมา
“บีบี? ชื่อผู้หญิงคนนั้นนี่” คนบ้า! ที่เขามากอดเธอเพราะคิดว่าเธอเป็นแฟนเก่าเขางั้นเหรอ แต่ว่า.. ทำไมเธอจะต้องรู้สึกหวิวในใจด้วยล่ะ เธอก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเสียหน่อย
“ปล่อยหนู.. ขาพี่มันหนัก!” เธอตะโกนลั่นบ้าน จนคนด้านหลังต้องตกใจตื่น รีบยกแข้งยกขาออกจากตัวเธอ
“โวยวายอะไรของเธอวะเนี่ย” ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นขยี้ตาแล้วยันตัวลุกนั่ง