“ขอบคุณ คุณขวัญที่ให้ลิลท์ยืมชุดนะ ลิลท์โชคดีจริงๆ ที่มีเพื่อนทั้งสวยและก็ใจดีฝุดๆ” เอ็มมาลิลท์ที่กอดถุงชุดแบรนด์เนมไว้บนตัก หันใบหน้าสวยใสไปยิ้มหวานให้เพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าของร้านเช่าชุดออกงานแบรนด์ดังในห้างสรรพสินค้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยที่เธอทั้งสองเรียนอยู่
และเธอมักเรียกเพื่อนสนิทว่า คุณขวัญ ตามชื่อร้านเสื้อของเพื่อน KhunKhwan
“ไม่ได้ให้ยืมฟรีนะ ลิลท์ต้องเลี้ยงน้ำขวัญด้วย” ขวัญพิชชาที่นั่งเบาะคนขับ ชี้นิ้วให้เอมมาลิลท์มองผ่านกระจกหน้ารถ ในระยะไม่ไกลนั้นมีร้านคาเฟ่มาเปิดใหม่ในซอยข้างมหาวิทยาลัย
ซอยนี้เป็นซอยเล็กๆ ที่กั้นกลางระหว่างมหาวิทยลัยH กับมหาวิทยาลัยK ซึ่งตอนนี้เธอทั้งสองคนเรียนอยู่คณะบริหารธุรกิจสาขาการตลาดที่มหาวิทยาลัย H
เรือนร่างบางก้าวลงจากรถแล้วเดินคู่กันข้ามถนนไปยังร้านคาเฟ่ฝั่งตรงข้าม ทั้งสองเปิดประตูเข้าไปก็สั่งชานมไข่มุกกันคนละแก้วแล้วมานั่งดูดกินที่เก้าอี้ทรงสูงที่หันหน้าออกทางหน้าร้าน
เมื่อมองผ่านกระจกใสก็จะเห็นวิวรั้วของมหาลัยH ที่มีนักศึกษาเดินกันขวักไขว่ และก็รวมถึงนักศึกษาจากมหาลัยK ด้วย ซึ่งจะเป็นนักศึกษาชายเสียส่วนใหญ่
เพราะมหาลัยK มีเปิดสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่มหาลัยH เปิดสอนเพียงคณะบริหารธุรกิจเท่านั้น
“ลิลท์จะไปงานเลี้ยงกับอธิการ ศุกร์นี้หรือศุกร์หน้านะ จะให้ขวัญแต่งหน้าให้มั้ย”
“คืนวันศุกร์นี้ แต่ลิลท์ว่าจะแต่งหน้าเองเพราะน้าปานก็ไปด้วยน่ะ” ด้วยผิวพรรณของเธอที่ขาวราวกับน้ำนม แค่เพียงจัดเซตผมลอนยาวสีน้ำตาลอ่อน และแต่งแต้มสีสันลงบนผิวหน้านิดหน่อย เพียงเท่านี้ราศีลูกผู้ดีก็เปล่งรัศมีบนตัวเธอแล้ว
ซึ่งต่างจากน้องสาวต่างมารดา ฝ่ายนั้นทั้งรูปร่างและหน้าตาเทียบเธอไม่ได้แม้ปลายเล็บ นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พาลให้แม่เลี้ยงอย่าง
น้าปานเดือนไม่ชอบขี้หน้าเธอ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็มักขัดหูขัดตาแม่เลี้ยงไปเสียหมด
“กลัวจะถูกน้าปานบ่นล่ะสิท่า”
“ก็ประมาณนั้น”
“อดทนหน่อยนะ อีกสามปีเราก็เรียนจบแล้ว ขวัญคิดว่าถ้าลิลท์มีงานทำ น้าปานเค้าก็คงจะไม่มายุ่งกับลิลท์แล้วล่ะ” ขวัญพิชชาบีบมือเพื่อนรักเบาๆ ยิ้มส่งกำลังใจให้เหมือนทุกครั้งที่ได้สนทนากันเรื่องครอบครัว
“ขอให้จริงเถอะ ลิลท์จะได้พบเจอกับชีวิตใหม่ สังคมใหม่ๆ ที่ดีกว่าพวกคนในบ้านนั้นซะที” คนในบ้านนั้น ซึ่งหมายรวมถึงพ่อเธอด้วย ที่มักจะเข้มงวดกับเธอมากเกินไป และนั่นทำให้เอมมาลิลท์รู้สึกอึดอัดกับกรอบกรงที่ขังเธอเอาไว้มาตลอดหลายปี
ในขณะที่หญิงสาวกำลังเหม่อคิดถึงเรื่องอันน่าเบื่อหน่าย ร่างบอบบางก็พลันสะดุ้งโหยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ผลัวะ!!...โอ๊ย!! อั่ก!!
“ว้าย!! ลิลท์มาหลบเร็ว” ขวัญพิชชาที่ในตอนนี้ได้วิ่งพรวดพราดไปหลบหลังเคาน์เตอร์ขายน้ำ มองเห็นเอมมาลิลท์ยังคงยืนนิ่งมองเหตุการณ์อยู่ จึงรีบตะโกนเรียกเพื่อนเสียงดัง แต่เหมือนว่าเพื่อนรักจะไม่ได้สนใจความห่วงใยของเธอเลย
“ท.. ทำไมต้องทำร้ายคุณลุงด้วย ไอ้คนเลว!!” ดวงตาคู่สวยแข็งกร้าว จ้องมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อคมที่กำลังกระทืบคุณลุงผอมโซอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยไม่สนใจสายตาผู้คนรอบข้าง
มือบางกำเข้าหากันแน่น เมื่อเห็นลุงแก่ผิวคล้ำกรำแดดนอนตัวงออยู่ใต้ฝ่าเท้าของนักเลงในคราบนักศึกษาที่สวมเสื้อชอปวิศวะมหาลัยK
รอยแผลถลอกตามแขนขาและริมฝีปากแห้งผากที่แตกจนเลือดซิบของลุงแก่นั้น มันทำให้เธอทนนิ่งเฉยไม่ได้แล้ว ถ้าเธอไม่ห้ามไอ้คนเลวนี่ คุณลุงคงต้องนอนตายอยู่หน้าร้าน
ในขณะที่กำลังก้าวเท้าไปที่ประตูกระจก เท้าเล็กก็พลันต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายกำลังวิ่งเข้ามาเคลียร์สถานการณ์
“น้อง เข้ามาในร้านก่อนเถอะ”
เสียงเจ้าของร้านเรียกเธอ ส่วนขวัญพิชชาที่เห็นว่าตำรวจมาแล้ว จึงค่อยๆ โผล่หัวจากเคาน์เตอร์น้ำแล้วเรียกเพื่อนอีกครั้ง
“ลิลท์ อันตรายนะ ถ้าไอ้นักเลงวิศวะนั่นมีปืนล่ะ รีบมาหลบก่อน”
“ไม่ๆ ไอ้เลวนั่นมันไม่มีปืน ไม่มีอาวุธ” เธอยังคงยืนมองสถานการณ์ผ่านกระจกใสอย่างใกล้ชิด แล้วก็เลื่อนเปิดประตูออกนิดหน่อยเพื่อฟัง
การสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับคนร้ายที่ตอนนี้มันก็ยังยืนใช้เท้าเหยียบร่างของคุณลุงผอมโซอยู่อย่างนั้น
สีหน้าของมันเหมือนจะสะใจและทะนงตัวเองสุดๆ จนเธอถึงกับเหยียดปากเกลียดชัง ถ้าไม่ติดว่ามันตัวโตและหน้าโหด เธอก็อยากจะเปิดประตูไปด่ามันอยู่หรอก
“ขอบคุณมากนะหนุ่ม ที่ช่วยจับคนร้ายน่ะ” คุณตำรวจยิ้มให้กับพลเมืองดี
“ครับจ่า ผม มนต์เสก หลานเสี่ยเชียนไง จ่าจำไม่ได้เหรอ” เสี่ยเชียน คือพ่อของไอ้ชาร์ลเพื่อนสนิทของเขา มีเรื่องมีราวขึ้นโรงพักกี่ครั้งก็ได้เสี่ยเชียนนี่แหละที่คอยเคลียร์ให้ตลอด พ่อกับแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดจึงไม่รู้ว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ นั้น มันยังคงติดนิสัยเกเรไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน